ReadyPlanet.com
dot
dot
แนะนำผู้เขียน
dot
bulletนายกสโมสรโรตารีสกลนคร ปีบริหาร 2556 - 2557
bulletสรรค์สนธิ บุณโยทยาน
dot
สากกะเบือยันเรือรบ กับปราสาทภูเพ็ก สกลนคร
dot
bulletปฏิบัติการวันสิ้นโลกภาค 2 ข้ามทวีป ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร VS ปีรามิดเผ่ามายา เม็กซิโก
bulletพระพุทธรูปศิลปะขอมซ่อนอยู่ใต้โพรงหินที่ปราสาทภูเพ็ก.....สื่อถึงอะไร
bulletปฏิบัติการภูเพ็ก ดอนสวรรค์ พิสูจน์คำทำนายซินแส ฮวงจุ้ยเมืองสกล
bulletปฏิบัติการ "กาลิเลโอ" วัดความเร็วการหมุนของโลกที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletภูเพ็ก....เมกกะโปรเจค นครที่สาปสูญ
bulletปฏิบัติการวันสิ้นโลก 2012 ท้าพิสูจน์ที่ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร
bulletความเป็นมาของปราสาทภูเพ็ก
bulletตลึง ! พบ “ฝายหินพันปี” กลางป่าภูเพ็ก
bulletวัดโลกทั้งใบ ไทย กัมพูชา ปฏิบัติการ "อีราโตสทีเนส" ข้ามประเทศ
bulletครบรอบ 10 ปี การค้นพบ "สุริยะปฏิทินพันปี" ปราสาทภูเพ็ก
bulletปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ "เหมายัน" 21 -22 ธันวาคม ที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletเผยเทคนิคการออกแบบก่อสร้างปราสาทภูเพ็ก
bulletความเป็นมาของสุริยปฏิทิน
bulletพิสูจน์สุริยะวิถี กับปฏิทินมหาศักราชที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletรับพลัง "สุริยันจันทรา" ประชันดาวหางแพนสตาร์
dot
เปิดโลกวิทยาศาสตร์
dot
bulletEarth and Space Class
bulletOperation Chou Li Episode II (Measuring Earth's Tilt)
bulletOperation Rahu VII How far and how big is the sun
bulletวิเคราะห์ฤกษ์รัตนโกสินทร์ในมุมวิทยาศาสตร์
bulletOperation Rahu Episode VI How far and how big is the Moon
bulletปฏิบัติการพิมาย ชาตินี้มีครั้งเดียว Operation Phimai Once or Never
bulletนาฬิกาแดดโรงเรียนวิถีธรรม ม.ราชภัฏสกลนคร
bulletทำไมชาวมายาในเม็กซิโกจึงมีรูปร่างหน้าเหมือนคนเอเซีย
bulletปฏิบัติการชูหลี (Operation Chou Li) ยืนยันมุมเอียงโลก 23.5 องศา
bulletปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตรงศรีษะ (sun overhead)
bulletOperation Rahu 5 วัดระยะทางโลก - ดวงอาทิตย์
bulletOperation Rahu 4 วัดระยะทางโลก - ดวงจันทร์
bulletเกาะติดไปกับยาน New Horizons เผยความลับพลูโต "ดาวเคราะห์ลูกเมียน้อย"
bulletทำนาน้ำน้อยแต่ผลผลิตสูง เป็นไปได้หรือไม่ More Rice With Less Water?
bulletปฏิบัติการเวกัส 2558 "อีราโต้สทีเน้ส " ภาค 2 วัดโลกทั้งใบด้วยไม้แท่งเดียว
bullet21-22 มิถุนายน ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ "ครีษมายัน" Summer Solstice กลางวันยาวที่สุดในรอบปี
bulletOperation Rahu Episode III 4 April 2015 วัดระยะทางโลกไปดวงจันทร์
bulletปฏิบัติการ "เจนัส" วัดมุมเอียงของโลก
bulletOperation Rahu Episode II สูตรใหม่คำนวณระยะทางโลกไปดวงจันทร์
bulletOperation Rahu Episode I measuring earth to moon วัดระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ในปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง
bulletดางหาง ISON ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ปิดท้ายปี 2556
bulletมองหมากเม่าผ่านมิติดาราศาสตร์
bulletดาราศาสตร์ที่เราเห็น.....ล้วนเป็นภาพลวงตา
bulletเข้าพรรษาบางปีทำไมต้องเดือน 8-8
bulletประสบการณ์ตรงเรื่อง "ยูเอฟโอ" ผมคิดแบบวิทยาศาสตร์
bulletโลกล้านปีที่แอ่งสกลนคร
bulletวัดมุมเอียงของโลก...ด้วยไม้แท่งเดียว
bulletเกาะติดการค้นหาชีวิตบนดาวอังคาร กับยาน Curiosity
bulletหม้อหุงข้าวพลังแสงอาทิตย์ นวัตกรรมติดดิน
bulletนาฬิกาแดดต้นแบบมิติเวลาของมนุษยชาติ
bulletภาคปฏิบัติ....วัดโลกทั้งใบด้วยไม้แท่งเดียว
bulletการอบรมเชิงปฏิบัติการ "อีราโทสทีเนส"
bulletชวนครูไทย วัดโลกทั้งใบ ด้วยไม้แท่งเดียว
dot
จับประเด็นร้อน
dot
bulletฤาตำนานหนองหารล่ม.....จะกลายเป็นเรื่องจริง
bulletทำไมคนถึงอยากครอบครอง "ดอนสวรรค์" ในบึงหนองหาร สกลนคร
bulletกู้ "หนองหาร" ด้วยมือเรา.....เริ่มต้นที่บ้าน
bulletบทเรียนอันเจ็บปวดของเขื่อนในอเมริกา....ฤา จะสะท้อนสามแสนล้านบาทเพื่อจัดการน้ำของไทย
bulletโบราณวัตถุพันปีสกลนคร....อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญหาย
bulletภัยมืดรุกชาวสกล...จากสาหร่ายพิษในหนองหาร
bulletกรมศิลปากรโยนหินถาม...เอกสารสิทธิ์ทับคูเมืองโบราณ จะออกทางไหน
bulletน้ำท่วม "ตัวเมืองสกล" บทเรียนที่น่าจะถึงเวลาสรุปเสียที
bulletพายุ "นกกระเตน" ทำเสียหายสวนยางเมืองสกล
bulletฤา...นโยบาย 300 บาท จะช่วยบรรเทาปัญหา “หัวดำออก หัวหงอกเลี้ยง”
dot
อินเดียน่าโจนส์ (ภาคสรรค์สนธิ)
dot
bulletAdventure Tourism (Search-Found-Selfie) ลุยป่าค้นหาขอมพันปี
bulletBig Project Tourism SNO
bulletTourism Project Proposal
bulletยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเส้นทาง "ราชมรรคา"
bulletThe Riddle of Ayutthaya
bulletOperation Bhishma 2016 ปฏิบัติการดาราศาสตร์ข้ามทวีป ..... การหมุนรอบตัวเองและวงโคจรของโลกยังคงปกติหรือไม่?
bulletทำไมวันปีใหม่ต้องเป็น 1 มกราคม? Why does the new year begin on January 1 ?
bulletผลการดูงานสหกรณ์การเกษตรประเทศไต้หวัน 23 - 26 สิงหาคม 2559
bulletSt.Peter's Fish โปรโมทการท่องเที่ยวและสร้างอาชีพใหม่....สกลนคร
bulletประกาศิตเทพเจ้ากูกูลข่าน The Return of God Kukulkan
bulletปฏิบัติการดาราศาสตร์ข้ามทวีป Operation Transcontinental Equinox 2016
bulletวางผังเมืองเชียงใหม่ด้วยวิธีดาราศาสตร์
bulletกุมภาพันธ์ ปี "อธิกสุรทิน" ทำไมต้อง 29 วัน
bulletมองผ่านประตูพระธาตุพนมในอีกมุม
bulletจับพิรุธรูปสลักหินอ่อน "กษัตริย์เดวิท" ที่เมืองฟอร์เรนซ์
bulletย้อนอดีตกรุงเก่าอยุธยา ถือฤกษ์ "รามนะวามิ"
bulletท่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ "โสมสูตร" ที่ปราสาทขอมในกัมพูชาหายไปไหนหมด
bulletอาทิตย์ตั้งฉากกับพุทธสถานชื่อดังในวันวิสาขบูชาโลก
bulletประตูเมืองโบราณสกลนครอยู่ตรงไหน
bulletTourism Gimmick
bulletปราสาทพิมายในมุมมองวิทยาศาสตร์
bulletมองปราสาทขอม ในแง่มุมดาราศาสตร์ การเมือง และความเชื่อ โดยนักรบออนไลน์ กับไกด์มืออาชีพ
bulletตรุษจีน ตรุษเวียต ตรุษไทสกล และบุญเบิกฟ้า
bulletปริศนา "ปราสาทบายน" ฤา.....มนุษยชาติจะผ่านพ้นความขัดแย้ง
bulletประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ทำไมต้องใช้ชื่อว่า "วิสาขะ"
bulletราหู.....น้ำอมฤต.....สนามบินสุวรรณภูมิ
bulletอาณาจักร "ทวารวดี" ทำไมจึงล่มสลาย
bulletไขประตูสู่อดีตพระธาตุเชิงชุม ...... ในอีกมุมมอง
bullet"มาฆบูชา" ทำไมต้องใช้ชื่อนี้
bullet"ทัชมาฮาล" ในมุมมองดาราศาสตร์
bulletคำสอนพุทธองค์เปล่งประกายอีกครั้งในดินแดนภารตะ
bulletเมือง "สารนาท" ที่มาแห่งวันอาสาฬหบูชา
bulletพระธาตุดุม....ในอีกมุมมอง
bulletถอดจารึกขอม "ภูถ้ำพระ" ทำไมพระพุทธรูปไปอยู่ที่นั่น
bulletแกะรอย "สุริยะเทพ" ที่ปราสาทพนมบาเค็ง
bulletหนองหารหลวงเมืองหน้าด่าน ยันกับอาณาจักรจาม
bulletถอดความศิลาจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พบ "ฤกษ์อโรคยาศาล"
bulletมุมมองใหม่ "สะพานขอม" ฝายทดน้ำชลประทาน
bulletปราสาทหินพิมาย กับสามเหลี่ยมพุทธมหายาน
bulletจากพระธาตุเชิงชุม ถึงพุทธคยา
bulletปราสาทขอมเมืองสกล.....เอาหินมาจากไหน ?
bulletไขความลับปราสาทนารายณ์เจงเวง
bulletถอดรหัสขอมพันปี 80 องศา พบราศีเมษ
bulletหลากมิติอารยธรรม 4 ยุค "บ้านท่าวัด" ริมหนองหาร สกลนคร
bulletไขปริศนาปราสาทพนมรุ้ง
bullet13 เมษายน 2551 วันสงกรานต์ จริงหรือ ?
bullet21 มี.ค. 51 ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก
bulletตำนานวันปีใหม่ มิติแห่งกาลเวลาของมนุษยชาติ
bulletเข้าพรรษา ปี 2550 ทำไมต้องมีเดือนแปดสองหน
bulletมหาสงกรานต์ 13–15 เม.ย.
bulletDownload ภาคสรรค์สนธิ
bulletปฏิบัติการอีราโตสทีเนสวัดโลกทั้งใบ ด้วยไม้แท่งเดียว
dot
รายการการศึกษาที่น่าสนใจ
dot
bulletความรู้เรื่องพระไตรปิฎก
bulletวัดอภัยสมุทร
bulletสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
dot
คอลัมน์กิตติมศักดิ์
dot
bulletบ่าวคำหอม ล่ะเบ๋อ
bulletอินเดียน่าโจนส์ (ภาคสรรค์สนธิ)
dot
เว็บที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletจังหวัดสกลนคร
bulletเทศบาลเมืองสกลนคร
bulletม.ราชภัฏสกลนคร
bulletจดหมายเหตุเมืองสกลนคร
bulletเทศบาลเมืองนครพนม
bulletเทศบาลตำบลอากาศอำนวย
bulletศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ
bulletweb thaiNGO
bulletสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนคร
dot
นานาสาระ
dot
bulletฝนหลวง
bulletรวมชีวประวัติ ปฏิปทา คติธรรมคำสอนพระกรรมฐาน
bulletฐานรากเศรษฐกิจพอเพียง
bulletบทความน่าสนใจ จากสื่อไทย
bulletรู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
bulletพจนานุกรมภาษาอีสาน
bulletข้อคิดดีๆจากภาพยนต์
dot
ข้อมูลเกี่ยวกับขยะ
dot
bulletพลังงานจากขยะ
bulletตัวอย่างโครงการคัดแยกขยะ
dot
ข่าวประชาสัมพันธ์
dot
bulletข่าวสาร บ้านเฮา
bulletข่าว เด่นประเทศเพื่อนบ้าน
bulletช่าว สด ข่าวเด่น
bulletแวดวง BCL.
bulletประมวลภาพ โรตารีสกลนคร ไปทัวร์ยูนนาน
bulletชมรมส่งเสริมคนดีเมืองสกล
bulletกลุ่มศิลป์เพื่อชีวิต
bulletกิจกรรมกลุ่ม young
dot
มุมสุนทรียภาพ
dot
bulletแวดวง ศิลปะ
bulletท่องเที่ยว
bulletแผนที่ทางดาวเทียม
bulletแผนที่ทางหลวง
bulletภาพเก่าๆ ของหัวใจใหม่ๆ
dot
ช่องทางส่งข้อมูล
dot
bulletทาง E-mail
bulletปฏิบัติการ "อีราโทสทีเนส" วัดเส้นรอบวงโลกด้วยไม้แท่งเดียว




เกาะติดการค้นหาชีวิตบนดาวอังคาร กับยาน Curiosity

การค้นหาสิ่งมีชีวิตที่ดาวอังคาร

        บทความชิ้นนี้ผมเขียนไว้เมื่อสิบปีที่แล้วในคราวที่ดาวอังคารเข้ามาใกล้โลกมากที่สุด แต่ยังไม่ได้เผยแพร่ไปที่ไหน ตอนนี้น่าจะเป็นโอกาสดีเพราะมีเว้ปไซด์ของตัวเอง คิดว่าข้อมูลนี้ยังคงไม่ล้าสมัยและน่าตื่นเต้นสำหรับท่านที่สนใจวิทยาศาสตร์ในทำนองต่างดาวและเอเลี่ยน อย่างไรก็ตามองค์การนาซ่ากำลังใจชื้นขึ้นมาเป็นกองจากข้อมูลที่ได้รับจากยานสำรวจรุ่นต่างๆ นัยว่าคงจะมีข้อมูลเด็ดชนิดเปิดเผยแล้วต้องฮือฮา ดังนั้น เร็วๆนี้จะส่งยานอวกาศรุ่นใหม่ชื่อ Curiosity แปลเป็นไทย "เจ้าหนูสอดรู้สอดเห็น" มีขนาดใหญ่พอๆกับรถเก๋งโตโยต้าวีออส คราวนี้จะพกอุปกรณ์ไฮเทคไปเป็นตันเพื่อฟันธงให้รู้ดำรู้แดงสักทีว่า "มีใครอยู่ที่นั่น"  

 
 
 
 
      แบะแสจากซากฟอสซิล

              เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ..2544 ดาวอังคารโคจรเข้ามาใกล้โลกมากที่สุดด้วยระยะทางประมาณ 59 ล้านกิโลเมตร เราสามารถมองเห็นดาวสีแดงดวงนี้เด่นเป็นสง่าอยู่ใกล้ๆกับกลุ่มดาวแมลงป่องหรือจักราศี พิจิก (Scorpius) ตั้งแต่หัวค่ำยันเกือบรุ่งสาง จากอดีตที่ผ่านมาเมื่อสหรัฐอเมริกาสามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปโคจรรอบๆดาวอังคาร ทำให้องค์การนาซ่าได้อกได้ใจ และยอมลงทุนลงแรงอย่างมากต่อการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนี้

        ก่อนหน้าที่จะมาถึงยุคของนาซ่า นักดาราศาสตร์รุ่นเก๋าอย่าง กีโอวานี่ เชียร์พาเรรี่ (Giovanni Schiaparelli) ได้ส่องกล้องโทรทัศน์เห็นรอยเส้นขีดๆบนดาวอังคารเมื่อ พ..2420 พี่แกพูดเป็นภาษาอิตาเลี่ยนว่า Canali แต่มีคนไปแปลเป็นภาษาอังกฤษแบบผิดเพี้ยนว่า Canal เลยทำให้สาธารณชนคิดว่ามีคลองส่งน้ำอยู่บนดาวอังคาร ประกอบกับการใส่ไข่ขยายความของนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวอเมริกัน ชื่อ เปอร์ซิวาล โรเวล (Percival Lowell) ทำให้คลองบนดาวอังคารกลายเป็นเรื่องฮือฮาไปพักใหญ่ พี่แกเล่นบรรยายว่าคลองเหล่านั้นสร้างขึ้นโดยผู้มีภูมิปัญญาสูง มือพ็อกเก็ตบุ๊กชื่อกระฉ่อนอย่าง เฮจ จี เวล (H.G. wells) จับมุขนี้ไปเขียนเป็นนิยายดังขายดิบขายดีเรื่อง สงครามระหว่างดาว (The War of the Worlds) เมื่อ พ..2441 เมื่อเร็วๆนี้ประมาณต้นปี 2549 ก็มีภาพยนตร์แนวเอเลี่ยนมาฉายที่เมืองไทย ผมก็ยังได้ดูเขาสร้างได้สนุกครับ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเข้ายึดครองโลกด้วยเทคโนโลยีเหนือชั้น ปืนผาหน้าไม้และขีปนาวุธสุดยอดไฮเทคของกองทัพสหรัฐกลายเป็นไม้จิ๋มฟันที่ไม่ระคายผิวพวกมันแม้แต่น้อย ทุกคนต่างหนีเอาตัวรอดอย่างเดียว แต่ตอนสุดท้ายโลกมนุษย์มีทีเด็ดแบบหมัดน็อก บรรดาเอเลี่ยนทั้งหลายติดเชื้อแบคทีเรียธรรมดาๆที่กระจายอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติป่วยตายเป็นใบไม้ร่วง พวกมันมีเทคโนโลยีสูงส่งเหลือรับประทานแต่ร่างกายไร้ภูมิคุ้มกันแบบซุปเปอร์เอดส์ จุลชีวัน (Micro organism) เพื่อนร่วมโลกตัวเล็กๆที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กลายเป็นฮีโร่แบบม้ามืดตีนปลาย

 

             สหรัฐและสหภาพโซเวียต ต่างส่งยานอวกาศของตนมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารตั้งแต่ปี พ..2507 เป็นต้นมา เริ่มต้นด้วย ยานมารีนเน่อร์-4 ของนาซ่า แต่ที่ได้ข้อมูลเป็นเนื้อเป็นหนังชิ้นแรกๆเห็นจะได้แก่ยานสำรวจที่ชื่อ ไวกิ้ง-1และไวกิ้ง-2 ปล่อยออกไปเมื่อ วันที่ 20 สิงหาคม และ 9 กันยายน พ..2518 ตามลำดับ ทั้งคู่เข้าสู่วงโคจรระยะประชิดของดาวอังคาร ในอีก 10 เดือนต่อมา และได้รับคำสั่งจากศูนย์ควบคุมให้ปล่อยยานลูก (The Lander) ลงสู่พื้นผิวดาวอังคาร เพื่อปฏิบัติการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือไฮเทคที่เตรียมไป โดยไวกิ้ง-1 เน้นวิเคราะห์เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิต ส่วนไวกิ้ง-2 เน้นการตรวจสอบภาวะสิ่งแวดล้อม เช่น ความเร็วลม องค์ประกอบแร่ธาตุ จากรายงานอย่างเป็นทางการขององค์การนาซ่า มีผลสรุป ดังนี้

1. ความกดอากาศ ประมาณ 7 มิลลิบาร์ (ความกดอากาศของโลก เท่ากับ 1 บาร์ หรือ 10 มิลลิบาร์)

2. องค์ประกอบแร่ธาตุ เป็น ซิลิกอน 44% อลูมิน่า 5.5% เหล็ก 18% ไททาเนี่ยม 0.9% โปตัสเซี่ยม   

    0.3%

3. ผลการตรวจวิเคราะห์หาอินทรีย์วัตถุซึ่งเป็นหลักฐานของ " สิ่งมีชีวิต ปรากฏว่ายังไม่พบ

    แต่นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าดาวอังคารไร้สิ่งมีชีวิต เพราะเป็นการวิเคราะห์ในระยะไกล ถ้าจะให้แน่ใจแบบ     ชัวร์ป้าดต้องส่งวัสดุกลับมาวิเคราะห์ ในห้องแล็ปที่โลก 

 

 

 

 

 

         อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่องค์การนาซ่า เห็นจะได้แก่เรื่องราวของ การค้นพบซากฟอสซิลของจุลชีวัน ในก้อนหินจากดาวอังคาร ชื่อว่า ALH84001 ที่ทุ่งน้ำแข็งขั้วโลกใต้    

หินก้อนนี้มีความเป็นมาอย่างไร ติดตามดูนะครับ

1. ประมาณ 3.5 ล้านปีที่แล้ว พื้นผิวดาวอังคารอุดมไปด้วยน้ำและมีสิ่งมีชีวิตจำพวกจุลชีวัน (Microbes) สิ่งเหล่านี้เมื่อตายลงส่วนหนึ่งกลายเป็นซากฟอสซิลฝังตัวอยู่ในก้อนหิน

2. สิ่งแวดล้อมของดาวอังคารเสื่อมโทรมลง ชั้นบรรยากาศส่วนใหญ่หายไป กลายเป็นโลกที่รกร้างว่างเปล่า

3. ประมาณ 16 ล้านปีที่แล้ว แอสตีรอยส์หรือดาวหาง พุ่งเข้าชนดาวอังคาร กระแทกให้ก้อนหินจำนวนหนึ่งกระเด็นหลุดออกไปในอวกาศ

4. หินจำนวนนี้โคจรอยู่รอบๆดวงอาทิตย์ ตามกฎของแรงดึงดูด และเมื่อ 13,000 ปีที่แล้ว ตกลงสู่ผิวโลกที่ขั้วโลกใต้ในบริเวณเนินเขาชื่อ Allan Hills

5. ฤดูร้อนปี พ..2527 นักธรณีวิทยา (หญิง) ชื่อ Roberta Score เธอสังเกตเห็นหินรูปร่างแปลกนอนสงบนิ่งอยู่ในน้ำแข็ง เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่แต่ก็ด้วยสัญชาติยานของนักวิทยาศาสตร์ เธอเก็บมันใส่ย่ามและส่งไปให้ศูนย์วิจัยด้านอวกาศ Johnson Space Centre ที่เมือง Houston รัฐTexas และก็ถูกเก็บแช่ไนโตรเจนเหลวเป็นเวลา 8 ปี ความจริงศูนย์วิจัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเก็บหินจากพระจันทร์ในโครงการอะพอลโล่

6. ปี พ..2536 หินก้อนนี้ถูกนำมาวิเคราะห์ และพบว่ามันเป็นหินที่มาจากดาวอังคารเพราะมีคุณสมบัติประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นธาตุหลัก (ยืนยันโดยผลสำรวจของยานไวกิ้ง) มีการแบ่งชิ้นส่วนของหินส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยกันตรวจ โดยไม่ได้บอกว่าหินก้อนนี้มาจากไหน

7. นักเคมีชาวอังกฤษ ชื่อ ไซม่อน คลีเม้น (Simon Clement) ซึ่งกำลังทำวิจัยระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด รัฐแคลิปฟอร์เนีย ได้รับชิ้นส่วนของหินและทำการตรวจตามกรรมวิธีที่ร่ำเรียนมาจนเสร็จสิ้นขบวนการ ไซม่อน ส่งผลการวิเคราะห์กลับไปให้องค์การนาซ่าโดยไม่ทราบว่าหินก้อนนี้มาจากไหน แต่ที่แน่ๆอีตานักเคมีจากเมืองผู้ดี รับทรัพย์ค่าตรวจไปเรียบร้อยตามระเบียบ

             8. สองปีต่อมา ในเช้าวันหนึ่ง ของต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ.2539 ท่านด๊อกเตอร์ไซม่อน (ตอนนี้เรียนจบและกลับมาทำงานอยู่ที่บ้านเกิดในประเทศอังกฤษแล้ว) ต้องถูกปลุกให้ตื่นโดยเสียงโทรศัพท์จากลูกพี่เก่าตอนนี้เป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด รัฐแคลิปฟอร์เนีย ที่เคยเรียนปริญญาเอก ลูกพี่เก่าส่งเสียงโว้กเว็กมาตามสายว่า เฮ้ย สู้เจ้ารีบเผ่นชนิดแปดแสนจับเที่ยวบินแรกตรงมายังกรุงวอชิงตัน แกรู้ไม้ว่าตอนนี้แกดังระเบิดแล้ววะ ดูหนังสือพิมพ์เช้านี้ซิเขาลงข่าวของแกกันใหญ่ อีตาด๊อกเตอร์ชาวผู้ดีงงเป็นไก่ตาแตกเพราะพบว่าที่สนามบินกรุงวอชิงตันมีนักข่าวมารุมล้อมเต็มไปหมด หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงท่านประธานาธิบดีรูปหล่อแห่งสหรัฐ บิลส์ คลินตัน กำลังจะเปิดแถลงข่าว การค้นพบฟอสซิลของจุลชีวันจากดาวอังคาร ซึ่งยืนยันว่าที่นั่นมี " ชีวิต "

 

             ภาษาอังกฤษสำนวนอเมริกัน ใช้คำพูดว่า We are not alone any more!

วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2543 ผมได้รับข่าวด่วนสดๆจาก NASA News ระบุว่านักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าพบหลักฐานเพิ่มเติมจากหินก้อนดังกล่าวว่าสามารถตรวจพบร่องรอยของสารประกอบแม่เหล็ก Magnetic compound เรียกชื่อทางเคมีว่า magnetite or Fe3O4 เกิดจากการกระทำของจุลชีวัน นาซ่าเรียกการค้นพบนี้ว่า Martian Micro-Magnets  

 

 

 

 

      ข้อมูลลับ ที่นาซ่าไม่อยากเปิดเผย

         จากการค้นคว้าข้อมูลต่างๆทำให้ผมกล้าพูดได้ว่า องค์การนาซ่า มุมมิบข้อมูลความลึกลับของดาวอังคารเอาไว้มากพอควร ส่วนที่เขาเปิดเผยออกมาดูแล้วมีเล่ห์นัยพิกลเพราะปากหนึ่งก็บอกว่า ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่อีกมือหนึ่งทุ่มงบประมาณก้อนโตเพื่อสำรวจหาสิ่งมีชีวิต หลายครั้งแถลงว่ายังไม่พบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ทำไมต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาล ส่งยานอวกาศลำแล้วลำเล่าไปสำรวจดาวอังคารอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งจะมีเป้าหมายการค้นหาน้ำ อินทรีย์วัตถุ และร่องรอยของสิ่งมีชีวิตสภาคองเกรสของอเมริกันก็ให้การสนับสนุนเต็มที่ในเรื่องงบประมาณ แม้บางครั้งถูกตัดไปบ้างตามภาวะเศรษฐกิจแต่ก็ยังเป็นเงินหลายพันล้านอยู่ดี ผมรู้นิสัยคนอเมริกันดีครับ พวกเขาไม่ใช่คนสุรุ่ยสุร่ายจะให้เงินลูกแต่ละดอลล่าห์ต้องมีเหตุผลอธิบายว่าจะเอาไปทำอะไร ไม่เหมือนพี่ไทยอย่างเราให้เงินลูกเพราะสงสาร หรือรำคาญเสียงร้องไห้ ผมจึงขอนำมาเปิดเผยให้ท่านที่เคารพได้ชมอย่างจะจะ ดังต่อไปนี้ 

       Richard C. Hoagland นักวิชาการอิสระเกี่ยวกับดาวอังคารฟันธงเปรี้ยงว่า นาซ่า เม้มข้อมูลเอาไว้มากมาย สิ่งที่นำมาเผยแพร่ก็ถูกบิดเบือน เช่น ภาพถ่ายจำนวนมากถูกดัดแปลงโดยทำให้เบลอๆดูไม่ชัดเจน พี่แกไม่สบอารมณ์กับเรื่องนี้เพราะถือว่าองค์การนาซ่าเป็นหน่วยงานของรัฐบาล ใช้งบประมาณจากภาษีของชาวอเมริกัน เมื่อได้ข้อมูลอะไรมาก็ต้องแจ้งให้สาธารณะชนทราบ แต่ฝ่ายทางการก็มีข้ออ้างโดยอิงกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของชาติ เล่นกันคนละแง่ครับ คุณพี่แกเลยต้องเปิดเวทีของตนเอง เหมือนนักการเมืองนอกสภา มีผู้คนสนใจฟังจำนวนมาก พอๆกับรายการอภิปรายไม่ไว้วางใจผมอ่านข้อมูลของพี่แกดูแล้วน่าสนใจครับ เพราะมีเหตุมีผล มีภาพประกอบ ราวกับอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมเองก็สงสัยเรื่องนี้มานานแล้วเนื่องจากสังเกตเห็นอาการลับๆล่อๆ ขององค์การนาซ่า หลายครั้งแถลงว่ายังไม่พบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ทำไมต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาล ส่งยานอวกาศลำแล้วลำเล่าไปสำรวจดาวอังคารอย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งจะมีเป้าหมายการค้นหาน้ำ อินทรียวัตถุ และร่องรอยของสิ่งมีชีวิต 

 

 

 

 ภาพถ่ายจากกล้องของยาน Curiosity แสดงวัตถุบางอย่างที่ไม่น่าจะเกิดจากธรรมชาติ เพราะรูปร่างคล้ายกับส่วนหนึ่งของโครงสร้างอย่างใดอย่างหนึ่ง ภาพซ้ายมือเป็นสีจากภาพต้นฉบับ ภาพขวามือเป็นภาพที่เติมสีเหลืองเข้าไปเพื่อให้มองเห็นรูปร่างชัดขึ้น

 

 

 

 

 

อีกภาพหนึ่งของซากเมืองโบราณบนดาวอังคาร ?

 

         ผมเชื่อว่าข้อมูลความลี้ลับของดาวอังคารยังมีอีกเยอะ แต่องค์การนาซ่าพยายามปกปิดหรือบิดเบือนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะขืนยอมรับออกมาง่ายๆจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อความเชื่อในด้านศาสนา เรื่องนี้เข้าตำราปากว่าตาขยิบครับ ปากหนึ่งพี่แกนั่งยันนอนยันว่าไม่มีอะไรในก่อไผ่ ทั้งๆที่สาธารณะชนตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องว่า ในเมื่อท่านบอกว่าดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ไม่มีอะไร ทำไมจึงตั้งหน้าตั้งตาทุ่มเทงบประมาณส่งยานอวกาศมูลค่าหลายพันล้านไปสำรวจ ขณะที่ประชาชนชาวเมืองลุงแซมจำนวนหลายล้านครัวเรือนยังมีคุณภาพชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน 

              ชาวอเมริกันผิวดำหรือที่คนไทยเราเรียกอย่างคุ้นเคยราวกับสนิทสนมกันมานานปีว่าพี่มืด ยังอาศัยกินอยู่หลับนอนในแหล่งสลัมตามมหานครของรัฐต่างๆ ผมเคยไปดูงานที่มหานคร New York ก็เห็นสภาพชีวิตที่ค่อนข้างรันทดของประชาชนชั้นสอง ของชาติที่เรียกตัวเองว่ามหาอำนาจ นอกจากนี้คนอเมริกันตามบ้านนอกบ้านนายังอ่านหนังสือออกมั่งไม่ออกมั่ง เพราะไม่ได้เรียนหนังสืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว ยังดีที่รัฐบาลอเมริกันมีระบบประกันสังคม ไม่งั้นคงเห็นขอทานเดินขวักไขว่ตามเมืองใหญ่ๆ หากทีวีช่องเจ็ดสีไปทำสารคดีลักษณะวงเวียนชีวิตที่นั่น รับรองว่าหาตัวอย่างได้ไม่ยากในประเทศนี้ นี่คือสภาพเศรษฐกิจและสังคมตัวจริงเสียงจริง ผมยังไม่เคยได้ยินคำอธิบายเหตุผลความแตกต่างระหว่างการทุ่มงบประมาณสำรวจดาวอังคาร กับงบประมาณที่ควรจะใช้ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จากปากของรัฐบาลอเมริกันแม้แต่คำเดียว

              ในปี ค.ศ. 2007 องค์การนาซ่า ส่งยานลำใหม่ชื่อ Phoenix Mars Lander 2007 ไปสำรวจดาวอังคารโดยพกพาอุปกรณ์ไฮเทคไปเต็มลำ ปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนสิงหาคม 2007 และถึงดาวอังคารเดือนพฤษภาคม 2008 เพื่อสำรวจหาแหล่งน้ำและร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในบริเวณขั้วโลก         

          ที่สุดของที่สุด องค์การนาซ่า ยอมรับว่าการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารเป็นเรื่องจริง โดยมีหลักฐานเริ่มต้นจากการค้นพบซากฟอสซิลในก้อนหิน (meteorite) ที่มาจากดาวอังคาร ตามข่าวพาดหัว CNN เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2539 ตั้งแต่นั้นมา องค์การนาซ่า จึงมุ่งเน้นการสำรวจไปที่เป้าหมายดาวอังคาร โดยมีการปรับแผนงานด้าวอวกาศให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นี้ เพราะเริ่มเชื่อว่าดาวดวงนี้เป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีที่แล้ว เช่นเดียวกับทฤษฏีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งเริ่มต้นจากจุลินทรีย์ตัวน้อยๆ (Microscopic life) จากข้อมูลที่เห็นกันอยู่แล้ว พบว่าดาวอังคารมีแหล่งน้ำ และภูเขาไฟ แสดงว่าต้องมีสิ่งมีชีวิตที่สามารถอาศัยอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ร้อนสุดๆ โดยแฝงตัวอยู่ในปล่องน้ำพุร้อน ลึกลงไปใต้ดิน เหมือนกับกรณีของบ่อน้ำพุร้อน ที่อุทยานแห่งชาติ    เยลโร่สโตนส์ สหรัฐอเมริกา

          การค้นหาสิ่งมีชีวิตที่ดาวอังคาร ยังเป็นภารกิจที่คาใจองค์การนาซ่าอย่างมาก เพราะข้อมูลต่างๆที่ได้รับส่อไปในทางบวกที่มีแนวโน้มว่าดาวอังคารต้องมีอะไรบางอย่าง ผมเชื่อว่าจริงๆแล้วสหรัฐอเมริกามีข้อมูลมากกว่าที่เราๆท่านๆรู้ ไม่งั้นแล้วพี่แกจะต้องร้อนรนควักกระเป๋าอย่างหนักทำไม ยานอวกาศแต่ละลำราคาแพงกว่างบประมาณซื้ออาหารแจกคนจนในอเมริกาทั้งประเทศ ผมทำงานเป็นที่ปรึกษากับ USAID หลายโครงการ รู้เช่นเห็นชาติความขี้เหนียวงบประมาณของฝ่ายการเงินอเมริกันอย่างดี แต่ถ้าโครงการไหนเข้าตากรรมการและมีแนวโน้มอย่างแรงว่าจะประสบความสำเร็จ ลูกพี่แกทุ่มทุนชนิดถึงไหนถึงกัน ถ้าใครว่าอเมริกันเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายผมกล้าเถียงว่าไม่จริง ถ้าจะพูดให้ถูกคนอเมริกันควักกระเป๋าไม่อั้นถ้าโครงการนั้นๆมีความเป็นไปได้สูง สำนวนอังกฤษสไตล์อเมริกันใช้คำว่า Sound Project หรือ Sexy Project ดังนั้นโครงการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารก็เข้าทำนองนี้แหละ  

 

         ยานสำรวจ “มาร์คิวริออสซิตี้” (Mars Curiosity) เปิดเกมส์การค้นหาสิ่งมีชีวิตด้วยอุปกรณ์ไฮเทครุ่นล่าสุด

          องค์การนาซ่าได้ของเล่นราคาแพงตัวใหม่อีกแล้วครับท่าน หลังจากที่ได้ส่งยานสำรวจดาวอังคารด้วย “หุ่นยนต์” หลายรุ่นไปเดินต้วมเตี้ยมบนผิวดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ หมดสะตางค์ภาษีของบรรดาชาวมะริกันไปนับไม่ถ้วน จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอะไรฮือหาให้สมน้ำสมเนื้อ แต่ก็อย่างที่ผมชี้นำในบทความนี้แต่ต้นว่าองค์การนาซ่าอุบไต๋ไว้มากพอดู ผมแน่ใจว่าพี่แกได้ระแคะระคายหลักฐานยืนยันว่าดาวอังคารก็มี “สิ่งมีชีวิต” ไม่งั้นจะทุ่มเทงบประมาณก้อนโตอีก 2.5 พันล้านเหรียญ หาพระแสงอะไร

          เมื่อวันที่ 26 พฤษจิกายน 2554 ได้ส่งยานสำรวจชื่อ “Curiosity rover” ภายใต้ปฏิบัติการ Mars Science Laboratory ยานลำนี้มีขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนๆมากเปรียบได้กับรถยนตร์เก๋งโตโยต้าวีอ้อส น้ำหนัก 900 กิโลกรัม พกพาอุปกรณ์ไฮเทครวม 10 รายการ ได้แก่ เครื่องมือวิจัยทางธรณีวิทยา อุปกรณ์การย่อยหิน เครื่องยิงแสงเลเซ่อร์ใส่ก้อนหินเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีฟิซิกส์ และที่ขาดไม่ได้ก็กล้องถ่ายภาพหลายตัว วัตถุประสงค์หลักของปฏิบัติการนี้คือ ค้นหาและวิเคราะห์ว่าดาวดวงนี้มีสภาพความเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตหรือไม่ (ทั้งอดีตและปัจจุบัน) และแน่นอนครับต้องให้รู้ดำรู้แดงว่ามีร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ยานลำนี้จะถึงดาวอังคารวันที่ 5 สิงหาคม 2555 และจะปฏิบัติการเป็นเวลา 23 เดือน หรือ 1 ปีของดาวอังคาร ล่าสุดองค์การนาซ่าให้ข้อมูลว่ายานสำรวจกำลังมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารด้วยความเร็ว 15,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กินระยะทางไปแล้ว 117 ล้านกิโลเมตร (ถึงวันที่ 7 มกราคม 2555)  จากระยะทางทั้งหมด 567 ล้านกิโลเมตร

 

  

การผลิตยานสำรวจดาวอังคารรุ่นล่าสุด Curiosity Rover ที่ศูนย์ขององค์การนาซ่า

 

การปล่อยยานเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2554 

 

  

หน้าตาของยานสำรวจ ดูแล้วน่าจะขลัง

 

 

   

ปรียบเทียบขนาดของยานสำรวจ Curiosity Rover กับคนอเมริกันทั่วไป

 

แสดงการยิงแสงเลเซ่อร์ใส่ก้อนหินเพื่อวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมี ฟิซิกส์

 

 

แสดงเส้นทางการโคจรจากโลกถึงดาวอังคาร โดยมีกำหนดการลงจอดในวันที่ 5 สิงหาคม 2555 (ตามเวลาท้องถิ่นของรัฐแคลิปฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา) 

 

      ลำดับขั้นตอนแผนการลงจอด

เมื่อเข้าใกล้ดาวอังคารยานแม่จะมองหาตำแหน่งเป้าหมายโดยประสานข้อมูลกับยานสำรวจดาวอังคารของเดิมที่โคจรอยู่ที่นั่น

 

พอล้อกเป้าหมายได้ที่ก็ลดระดับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโดยมีแผ่นป้องกันความร้อนช่วยคุ้มกัน

 

พอเข้าใกล้พื้นดินและผ่านช่วงอันตรายจากความร้อนซึ่งเกิดจากการเสียดสีของชั้นบรรยากาศแล้วร่มชูชีพจะกางออกเพื่อพยุงตัวให้หย่อนลง 

 

เมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศที่หนาแน่นร่มชูชีพจะกางออกเพิ่งพยุงให้ลดระดับอย่างช้าๆ

 

ใกล้ลงมาอีกร่มชูชีพถูกสลัดทิ้ง ให้เป็นหน้าที่ของจรวดขับดันช่วยพยุงตัว

 

มีการปล่อยสลิงให้ยานทิ้งตัวลง ขณะที่จรวดขับดันยังทำหน้าที่พยุงตัว

 

เมื่อยานแตะพื้นเรียบร้อยแล้ว จรวดขับดันและลวดสลิงจะถูกสั่งให้ปลิวหลุดออกไปทิ้งที่อื่น

 

พร้อมเริ่มออกปฏิบัติการตามคำสั่ง

 

จากรายงานขององค์การนาซ่าเมื่อวันที่ 11 May 2012 แจ้งว่ายาน Mars Curiossity หรือ Mars Science Laboratory  ได้มุ่งหน้าไปค่อนทางแล้วคิดเป็น 404,094,567 Km เหลือระยะทางที่จะต้องไปอีก 162,972,003 Km ใช้เวลา 86 วัน 

 

จากรายงานเมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม 2555 ยานลำนี้เดินทางไปแล้ว 554,854,879 กม. และยังเหลือระยะที่จะต้องเดินทางต่อไปอีก 12,211,692 กม. ถ้าวัดเป็นระยะทางแบบตรงๆยานลำนี้อยู่ห่างจากโลก 240,221,159 กม. และห่างจากดาวอังคารเพียง 2,068,032 กม. แต่ที่จะต้องเดินทางอีก 12 ล้านกว่า กม. เพราะต้องโคจรเป็นวงกลมไปรอบดาวอังคารเพื่อปรับให้เข้าสู่ตำแหน่งความสูงที่เหมาะสมต่อการทิ้งตัวลงจอดในเป้าหมายที่กำหนด ทั้งนี้มีกำหนดจะลงจอดในวันที่ 5 หรือ 6 สิงหาคม  2555  

 

ภาพแสดงแผนที่เป้าหมายสถานที่ลงจอดของยานสำรวจ

 

ลงจอดอย่างนิ่มนวลแล้วครับ เมื่อวันอังคารที่ 6 สิงหาคม 2555 ตรงกับเวลาท้องถิ่นไทย 12:32 น.

 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์การนาซ่าแถลงข่าวก่อนการลงจอดของยานสำรวจราคาแพงลิ่ว 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ว่าทุกคนแทบไม่ได้หลับได้นอนเพราะมีช่วงเสี่ยงชนิดสุดๆประมาณ 7 นาที เนื่องจากมีการออกแบบอุปกรณ์ช่วยหย่อนตัวลงจอดแบบใหม่ชนิดขับดันด้วยไอพ่น ถ้ามันไม่เวิร์กอย่างที่คิดเงินมหาศาลเป็นอันสลายทันที แต่ที่สุดก็ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม

 

ทีมงานที่ศูนย์ควบคุมดีใจอย่างสุดๆเมื่อรู้ว่ายาน Curiosity ได้ลงจอดอย่างนิ่มนวลตามแผนทุกประการ โดยได้รับการยืนยันจากภาพถ่ายที่ส่งมายังโลก มองเห็นพื้นดินและเงาของตัวยานปรากฏอยูในจอภาพ

 

หลังจากนั้นไม่นานภาพที่สองและภาพต่อๆไปก็ทยอยออกที่หน้าจอแสดงให้เห็นทิวทัศน์รอบบริเวณที่ลงจอด

 

ยานลำนี้พกนาฬิกาแดดไปด้วยเพื่อคำนวณหามิติเวลาที่ดาวอังคาร เพราะต่อไปจะต้องใช้เวลาของที่นั่นประกอบกับเวลาของโลก

 

นี่คือรูปลักษณ์ของนาฬิกาแดดที่ติดตั้งบนยานสำรวจ 

 

งานนี้แจ้งเกิด "แฟฟั่นทรงผมใหม่สไตล์ฟั้ง" หรือเรียกแบบไทยๆว่า "ทรงขัดใจแม่" จากนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซ่า

 

ผมว่าเดี๋ยววัยรุ่นอเมริกันจะตามกันใหญ่เพราะทรงผมแบบนี้ภาษาไทยเรียกว่า "ทรงขัดใจแม่" หรือทรง "โมฮ้อก" 

 

 

 

ภาพทิวทัศน์ของดาวอังคารจากยาน Curiosity

 

 

เริ่มออกเดินครั้งแรก

หลังจากตั้งหลักอยู่พักใหญ่ศูนย์ควบคุมได้ออกคำสั่งให้ยานเริ่มออกเดินในระยะทางใกล้ๆเพื่อทดสอบอุปกรณ์บังคับการเคลื่อนไหว กล้องที่ตัวยานจับภาพรอยบนพื้นดินเหมือนตีนตะขาบของลูกล้ออย่างชัดเจน 

 

 

 

           27 สิงหาคม 2555 ผู้อำนวยการองค์การนาซ่าส่งคำปราศัยไปยังยานคิวริออสซิตี้ที่ดาวอังคาร และถ่ายทอดกลับลงมาที่ห้องศูนย์ควบคุมมีข้อความ ดังนี้

 

          Hello. This is Charlie Bolden, NASA Administrator, speaking to you via the broadcast capabilities of the Curiosity Rover, which is now on the surface of Mars.  Since the beginning of time, humankind’s curiosity has led us to constantly seek new life…new possibilities just beyond the horizon. I want to congratulate the men and women of our NASA family as well as our commercial and government partners around the world, for taking us a step beyond to Mars.

This is an extraordinary achievement. Landing a rover on Mars is not easy – others have tried – only America has fully succeeded. The investment we are making…the knowledge we hope to gain from our observation and analysis of Gale Crater, will tell us much about the possibility of life on Mars as well as the past and future possibilities for our own planet. Curiosity will bring benefits to Earth and inspire a new generation of scientists and explorers, as it prepares the way for a human mission in the not too distant future.

 Thank you 

 

          สวัสดีคีครับ นี่คือเสียงของชาล โบลเด้น ผู้บริหารองค์การนาซ่า กำลังพูดกับท่านผ่านการถ่ายทอดสดผ่านยานคิวริออกซิตี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ผิวดาวอังคาร จากกาลเวลาอันยาวนานมนุษยชาติมีความอยากรู้อยากเห็นจนทำให้ต้องพยายามค้นคว้าแสวงหาสิ่งมีชีวิตใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ความเป็นไปได้อาจจะอยู่ไกลเกินกว่าขอบฟ้า ผมใคร่ขอแสดงความยินดีต่อท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในครอบครัวนาซ่าของเรา ตลอดจนภาคเอกชนและรัฐบาลที่เป็นพันธมิตรทั่วโลกในการนำเราไปไกลถึงดาวอังคาร

           ผลงานครั้งนี้นับว่าวิเศษสุดยอด เพราะการนำยานลงจอดบนดาวอังคารไม่ใช่ของง่าย ประเทศ อื่นๆได้เคยพยายามทำมาแล้ว มีแต่อเมริกาเท่านั้นที่ทำสำเร็จ การลงทุนครั้งนี้จะนำไปสู่ความรู้ซึ่งจะได้จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่บริเวณพื้นที่ของหลุมอุกาบาตชื่อว่า "เกล" เราคงจะรู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ที่นั่นหรือไม่ ซึ่งจะสามารถนำมาเทียบเคียงเพื่ออธิบายที่มาที่ไปของสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราทั้งในอดีตและอนาคตข้างหน้า ยานคิวริออสซิตี้จะยังผลประโยชน์แก่โลกโดยเป็นตัวกระตุ้นและกรุยทางให้นักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจรุ่นใหม่ในโครงการส่งมนุษย์ไปยังดาวอังคารในอนาคตที่ไม่ไกลจากนี้  

ขอบคุณครับ

 

  

นายชาล โบลเด้น เจ้านายใหญ่ขององค์การนาซ่า

 

นักวิทยาศาสตร์และพนักงานที่ศูนย์ควบคุมองค์การนาซ่ากำลังนั่งฟังคำปราศัยของเจ้านายใหญ่ผ่านการถ่ายทอดสดจากยานคิวริออสซิตี้

 

ภาพบรรยากาศในศูนย์ควบคุมขณะที่นายชาล โบลเด้น กำลังปราศัย

 

       ภาพปริศนาบนดาวอังคารถ่ายทอดสดจากยาน คิวริออสซิตี้ 

          กล้องวีดีโอของยานคิวริออสซิตี้สามารถจับภาพ "วัตถุลึกลับ" เคลื่อนไหวที่ขอบท้องฟ้า นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์ควบคุมยังไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร แต่บรรดาแฟนๆ "ยูเอฟโอ" เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ผมเองก็เฝ้าติดตามผลอย่างใกล้ชิดแต่ยังฟันธงอะไรไม่ได้ถนัดนัก ขอเกาะติดข้อมูลไปพลางๆก่อน ตอนนี้เท่าที่ทำได้ก็เอาภาพมาให้ท่านทั้งหลายได้ชม

 

 

กล้องวีดิโอของยานคิวริออสซิตี้จับภาพวัตถุเคลื่อนที่ในขอบฟ้า ผมดูในวีดิโอภาพเคลื่อนไหว (จากต้นฉบับ) ก็เห็นมันเคลื่อนตัวจากซ้ายไปขวา

 

นี่ก็เป็นอีกภาพนึงจากวีดิโอของยานคิวริออสซิตี้ ผมดูในต้นฉบับเห็นมันเคลื่อนตัวเข้าไปด้านหลังภูเขาและโผล่ออกมาอีกด้านหนึ่ง

 

สองภาพข้างบน เป็นภาพจากยานสำวรวจดาวอังคารที่ชื่อ "สปิริต" เมื่อหลายปีที่แล้วก็มีภาพวัตถุบินได้อยู่ที่ดาวอังคาร

 

       มุ่งหน้าสู่พื้นที่เป้าหมาย

          ยานคิวริออสซิตี้กำลังออกเดินมุ่งหน้าสู่พื้นที่เป้าหมายที่สงสัยว่าจะมีหลักฐานเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ขณะเดียวกันทางศูนย์ควบคุมก็สั่งให้ทดสอบการใช้แขนกลยาว 2 เมตร ดูว่ามีอะไรผิดปกติในกลไกหรือไม่เพราะเมื่อไปถึงพื้นที่เป้าหมายแขนกลจะทำหน้าที่ขุดดินขึ้นมาวิเคราะห์

 

 

ยานได้เคลื่อนตัวไปประมาณ 100 เมตร นับจากจุดที่ลงจอด และกำลังมุ่งหน้าสู่พื้นที่เป้าหมายเป็นเชิงภูเขา

 

ภาพวาดแสดงการเคลื่อนตัวเข้าหาเป้าหมาย

 

ภาพเปรียบเทียบระหว่างดาวอังคารกับแกรนแคนย่อนที่อเมริกา 

 

       แขนกลของยานคิวริออสซิตี้เริ่มขุดตัวอย่างดินเป็นครั้งแรก

          หลังจากที่ไหว้ครูอยู่นานหลายเดือนยานคิวริออสซิตี้ยื่นแขนกลออกไปขุดตัวอย่างดินเพื่อป้อนให้ห้องทดลองที่อยู่ในตัวยานทำการวิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติทางเคมี ห้องทดลองมีชื่อย่อว่า SAM มาจากคำเต็ม Sample Analysis at Mars ในชั้นต้นนี้ผลการวิจัยยังไม่พบอินทรีย์วัตถุที่เหมาะแก่สิ่งมีชีวิต แต่ได้พบสารที่น่าจะมีประโยชน์ต่อการดำรงชีพของจุลินทรีย์ เช่น โมเลกุลของน้ำ แร่ธาตุกำมะถัน ธาตุคอลีน และออกซิเจน นอกจากใช้แขนกลขุดตัวอย่างดินแล้วยังได้เก็บตัวอย่างฝุ่นและทรายเม็ดเล็กๆที่ปลิวมากับสายลมด้วยเรียกว่า Rocknest

 

 

 

 

        ยานคิวรีอ้อสซิตี้เริ่มเจาะก้อนหินเป็นครั้งแรก

          เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2556 ยานสำรวจก็เริ่มใช้สว่านเจาะก้อนหินเพื่อจะดูว่ามีโครงสร้างอย่างไรตามหลักการทางธรณีวิทยา เพราะก้อนหินเป็นวัตถุพยานชั้นดีของวิวัฒนาการที่เกิดจากการตกตะกอนของน้ำย่อมมีซากอินทรีย์วัตถุหรือฟอสซิลตกค้างอยู่ไม่มากก็น้อย ตัวอย่างที่เจาะครั้งแรกนี้มีขนาดกว้าง 1.6 Cm ลึก 6.4 Cm ตัวอย่างหินจะถูกนำเข้าเครื่องวิเคราะห์ที่อยูในตัวยานเพื่อหาข้อมูลต่างๆ อีกไม่นานองค์การนาซ่าคงจะแถลงให้ทราบผล

ภาพถ่ายตัวเองของยานคิวริอ้อสซิตี้โดยใช้กล้องติดกับแขนกล ขณะกำลังเริ่มขุดเจาะหินด้วยอุปกรณ์พิเศษ

 

ผลการเจาะหินเพื่อนำตัวอย่างเข้าวิเคราะห์ในห้องแลปที่ใต้ท้องยาน พบว่ามีคุณสมบัติที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต เช่น จุลชีวัน (microorganisms) 

 

       ภาพถ่ายปริศนาบนก้อนหิน

          องค์การนาซ่าปล่อยภาพปริศนาหลุดออกมาสู่สายตาของบรรดาแฟนคลับผู้อยากรู้อยากเห็นโดยไม่ได้อธิบายอะไรสักแอะ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระต้องตีความกันวุ่นว่า เจ้าสิ่งนี้น่าจะเป็นวัตถุเนื้อโลหะเพราะมีลักษณะมันวาว โดยปกติแร่โลหะตามธรรมชาติจะไม่อยู่ในรูปฟอร์มของวัตถุแบบนี้ เพราะต้องผ่านขบวนการถลุงและหลอมให้ได้รูปร่างเสียก่อน และนี้มันคืออะไรกันแน่ละ ก็ต้องติดตามกันต่อไปละคร้าบ

 

 

ภาพปริศนาที่ยังไม่มีคำอธิบาย

 

 

        นาซ่าฟันธงว่ากาลครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีแม่น้ำที่เชี่ยวกราก

           ภาพถ่ายและข้อมูลการวิเคราะห์ทางธรณีวิทยาของยานคิวริออสซิตี้ ยืนยันชัดเจนว่ากาลครั้งหนึ่งเคยมีแม่น้ำไหลอย่างเชี่ยวกรากบนดาวอังคาร โดยดูจากการกัดเซาะบนก้อนหิน และการมีก้อนกรวดที่รูปร่างกลมและผิวเกลี้ยงเกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ เหมือนกับหินกรวดในแม่น้ำโขงที่ผู้รับเหมาเอามาผสมปูนก่อสร้างบ้าน 

 

 

 

 

 

ภาพจำลองให้เห็นว่าน้ำที่เกิดจากการละลายของหิมะ (สีขาวๆบนขอบ) ลงไปสะสมในหลุมขนาดใหญ่ 

 

หินที่เกิดจากการตกตะกอนของน้ำมีสภาพทางธรณีวิทยาเหมือนกับบนโลกของเรา

 

หินที่อยู่ใต้ทะเลสาปเกิดจากการกัดเซาะของน้ำ

 

      ซากฟอสซิลบนดาวอังคาร ?

          หลักฐานของการมีแม่น้ำ และภาพถ่ายวัตถุคล้ายฟอสซิลบนผิวดาวอังคาร อาจสัณนิษฐานได้ว่ากาลครั้งหนึ่งนานมากอาจจะหลายร้อยล้านปีมาแล้วดาวอังคารอุดมไปด้วยมีสิ่งมีชีวิตแต่ด้วยเหตุผลของการเสื่อมสภาพแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการสูญพันธ์ุครั้งใหญ่ ประกอบกับภาพถ่ายดูคล้ายสัตว์ขนาดเล็กที่ปรากฏในสาระบบของยานคิวริออสซิตี้ ทำให้คิดถึงการสูญพันธ์ุของไดโนเสาร์และเกิดวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กตามมาในยุคนีโอโซอิก 

 

ดูรูปร่างคล้ายซากฟอสซิลไดโนเสาร์บนพื้นโลก

 

 

ภาพนี้ชวนให้สงสัยว่าจะเป็นซากฟอสซิลของสัตว์ (เปรียบเทียบกับฟอสซิลไดโนเสาร์) 

 

       ต้นปี 2014 ตรงกับวันที่ 504 ของการลงจอดบนดาวอังคาร 

          ยานคิวริออสซิตี้ส่งภาพลึกลับมายังศูนย์ควบคุม องค์การนาซ่าก็ไม่กล้าอธิบายว่ามันคืออะไร ปล่อยให้บรรดาแฟนคลับตีความกันเอง 

 

ขณะที่กำลังขุดดินเพื่อพิสูจน์ตัวอย่างทางเคมีชีวะ กล้องของยาน Curiosity ก็จับภาพไปเรื่อยๆ และหนึ่งในนั้นเป็นภาพวัตถุบางอย่างกำลังบินอยู่บนฟ้าในระยะไกล 

 

เมื่อขยายภาพก็เห็นเป็นรูปร่างอย่างนี้ ผมดูแล้วมันต้องเป็นยานอวกาศอย่างใดอย่างหนึ่งแต่ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ศูนย์ควบคุมที่ฮิวตั้นก็ไม่ได้รายงานผลว่ามันคืออะไร ปล่อยให้แฟนคลับตีความกันเองไปพลางๆก่อน ถ้าวิเคราะห์ตามหลักฟิสิกซ์มันต้องเป็นวัตถุประเภทโลหะอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นมันวาว และก็มีแสงเหมือนไอพ่นออกมาด้านหลัง

 

 

ผมไปชมพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศที่รัฐอลาบาม่า สหรัฐอเมริกา 

 

 

        นาซ่าฟันธงจากหลักฐานล่าสุด "ดาวอังคารเคยมีทะเลขนาดใหญ่"

           จากผลการสำรวจด้วยวิธีผสมผสานระหว่างการถ่ายภาพจากหอดูดาวบนพื้นโลก ดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบดาวอังคาร และการเก็บข้อมูลจากยานสำรวจภาคพื้นดินที่ชื่อ Curiosity หลักฐานทั้งหมดยืนยันว่า 4.3 พันล้านปีที่แล้วดาวอังคารเคยมีทะเลขนาดใหญ่ความลึกเฉลี่ย 137 เมตร และลึกที่สุดราวๆ 1.6 กิโลเมตร ครอบคลุม 19% ของผิวดาวอังคาร แต่น้ำเหล่านั้นค่อยๆหายไปในอวกาศจนเหลือเป็นน้ำแข็งอยู่ที่ขั้วเหนือ หากเปรียบเทียบกับโลกของเราเมื่อสี่พันกว่าล้านปีที่แล้วเรายังเป็นเพียงโลกที่ร้อนระอุและไม่มีวี่แววสิ่งมีชีวิต ดังนั้นถ้าเป็นไปตามนี้ดาวอังคารน่าจะเริ่มต้นสิ่งมีชีวิตก่อนโลกหลายพันล้านปีและก็สูญสิ้นดับสลายไปก่อนหน้าโลกเรานับพันล้านปีเช่นกัน

 

ภาพจำลองแสดงให้เห็นทะเลที่ดาวอังคาร และภาพหลักฐานทางธรณีวิทยา เช่น ก้อนกรวดกลมๆที่เกิดจากการไหลของน้ำ (ภาพถ่ายแบบ close-up ภาคพื้นดินโดยยาน curiosity ในบริเวณที่มีร่องรอยการกัดเซาะของน้ำ)

 

ภาพเปรียบเทียบระหว่างดาวอังคารเมื่อ 4.3 พันล้านปีที่แล้ว (ซ้าย) กับดาวอังคารในปัจจุบัน (ขวา) 

 

 

โลกเมื่อ 4.3 พันล้านปีที่แล้วเรายังเป็นดาวเคราะห์ที่ร้อนระอุ และไม่มีวี่แววสิ่งมีชีวิตใดๆเลย 

 

                 ข้อมูลจากดาวอังคาร .... ส่งสัญญานเตือนชาวโลก

           องค์การนาซ่ารายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ค้นพบจากยานคิวลิออสซิตี้ (Mars Curiosity) เมื่อ 4 เมษายน 2559 และฟันธงว่า "ดาวอังคารมีสภาพเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิต" เพราะพบสารตั้งต้นในก้อนหินที่เกิดจากการตกตะกอนของน้ำ (sediment rock) ได้แก่ carbon oxygen hydrogen phosphorus และ sulphur พร้อมๆกับพบโมเลกุลของสารอินทรีย์ในก้อนหิน รวมทั้งค้นพบก๊าซมีเทน (methane) ในชั้นบรรยากาศ ....... นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่าก๊าซชนิดนี้มาจากปฏิกริยาทางสรีระวิทยาของสิ่งมีชีวิต ......... ผู้เชี่ยวชาญของนาซ่ากล่าวแบบติดตลกว่า ......คงมีใครกำลังหายใจอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนั้น (there is something breathing on the planet)

           นอกจากนี้ยังพบว่าครั้งหนึ่งนานมาแล้วดาวอังคารมีชั้นบรรยากาศที่สมบูรณ์แต่ได้สูญเสียไปมากจนเหลือน้อยในปัจจุบัน เป็นเหตุให้มีรังสีดวงอาทิตย์แรงมากที่พื้นผิวและเป็นอัตรายอย่างยิ่งต่อมนุษย์ ........ การค้นพบนี้น่าจะเป็นบทเรียนให้มนุษยชาติทราบว่าเราๆท่านๆคงสูญพันธ์ุในเวลาไม่นานนักถ้ายังคงพร้อมใจกันทำลายชั้นบรรยากาศของโลก 

 

 

ภาพถ่ายสภาพธรณีวิทยาของที่ราบสูงบนดาวอังคาร

 


 เปรียบเทียบสภาพธรณีวิทยาที่เรียกว่า "ชั้นหินเกิดจากการตกตะกอนของน้ำ" (sediment rock) ระหว่างดาวอังคาร (ภาพบน) กับโลก (ภาพล่าง) พบว่ามีลักษณะเหมือนกันมาก

 

หากมีอะไรก้าวหน้าผมจะ update อย่างต่อเนื่องครับ

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาผู้นำธุรกิจและชุมชน
The Foundation for Business and Community Leadership Development
โดย
นายอารีย์ ภู่สมบูญ
ประธานกรรมการมูลนิธิฯ