ReadyPlanet.com
dot
dot
แนะนำผู้เขียน
dot
bulletนายกสโมสรโรตารีสกลนคร ปีบริหาร 2556 - 2557
bulletสรรค์สนธิ บุณโยทยาน
dot
สากกะเบือยันเรือรบ กับปราสาทภูเพ็ก สกลนคร
dot
bulletปฏิบัติการวันสิ้นโลกภาค 2 ข้ามทวีป ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร VS ปีรามิดเผ่ามายา เม็กซิโก
bulletพระพุทธรูปศิลปะขอมซ่อนอยู่ใต้โพรงหินที่ปราสาทภูเพ็ก.....สื่อถึงอะไร
bulletปฏิบัติการภูเพ็ก ดอนสวรรค์ พิสูจน์คำทำนายซินแส ฮวงจุ้ยเมืองสกล
bulletปฏิบัติการ "กาลิเลโอ" วัดความเร็วการหมุนของโลกที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletภูเพ็ก....เมกกะโปรเจค นครที่สาปสูญ
bulletปฏิบัติการวันสิ้นโลก 2012 ท้าพิสูจน์ที่ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร
bulletความเป็นมาของปราสาทภูเพ็ก
bulletตลึง ! พบ “ฝายหินพันปี” กลางป่าภูเพ็ก
bulletวัดโลกทั้งใบ ไทย กัมพูชา ปฏิบัติการ "อีราโตสทีเนส" ข้ามประเทศ
bulletครบรอบ 10 ปี การค้นพบ "สุริยะปฏิทินพันปี" ปราสาทภูเพ็ก
bulletปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ "เหมายัน" 21 -22 ธันวาคม ที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletเผยเทคนิคการออกแบบก่อสร้างปราสาทภูเพ็ก
bulletความเป็นมาของสุริยปฏิทิน
bulletพิสูจน์สุริยะวิถี กับปฏิทินมหาศักราชที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletรับพลัง "สุริยันจันทรา" ประชันดาวหางแพนสตาร์
dot
เปิดโลกวิทยาศาสตร์
dot
bulletป่าเศรษฐกิจครอบครัวทางเลือกใหม่ win win ทั้งชาวบ้านและรัฐบาล
bulletEarth and Space Class
bulletOperation Chou Li Episode II (Measuring Earth's Tilt)
bulletOperation Rahu VII How far and how big is the sun
bulletวิเคราะห์ฤกษ์รัตนโกสินทร์ในมุมวิทยาศาสตร์
bulletOperation Rahu Episode VI How far and how big is the Moon
bulletปฏิบัติการพิมาย ชาตินี้มีครั้งเดียว Operation Phimai Once or Never
bulletนาฬิกาแดดโรงเรียนวิถีธรรม ม.ราชภัฏสกลนคร
bulletทำไมชาวมายาในเม็กซิโกจึงมีรูปร่างหน้าเหมือนคนเอเซีย
bulletปฏิบัติการชูหลี (Operation Chou Li) ยืนยันมุมเอียงโลก 23.5 องศา
bulletปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตรงศรีษะ (sun overhead)
bulletOperation Rahu 5 วัดระยะทางโลก - ดวงอาทิตย์
bulletOperation Rahu 4 วัดระยะทางโลก - ดวงจันทร์
bulletเกาะติดไปกับยาน New Horizons เผยความลับพลูโต "ดาวเคราะห์ลูกเมียน้อย"
bulletทำนาน้ำน้อยแต่ผลผลิตสูง เป็นไปได้หรือไม่ More Rice With Less Water?
bulletปฏิบัติการเวกัส 2558 "อีราโต้สทีเน้ส " ภาค 2 วัดโลกทั้งใบด้วยไม้แท่งเดียว
bullet21-22 มิถุนายน ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ "ครีษมายัน" Summer Solstice กลางวันยาวที่สุดในรอบปี
bulletOperation Rahu Episode III 4 April 2015 วัดระยะทางโลกไปดวงจันทร์
bulletปฏิบัติการ "เจนัส" วัดมุมเอียงของโลก
bulletOperation Rahu Episode II สูตรใหม่คำนวณระยะทางโลกไปดวงจันทร์
bulletOperation Rahu Episode I measuring earth to moon วัดระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ในปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง
bulletดางหาง ISON ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ปิดท้ายปี 2556
bulletมองหมากเม่าผ่านมิติดาราศาสตร์
bulletดาราศาสตร์ที่เราเห็น.....ล้วนเป็นภาพลวงตา
bulletเข้าพรรษาบางปีทำไมต้องเดือน 8-8
bulletประสบการณ์ตรงเรื่อง "ยูเอฟโอ" ผมคิดแบบวิทยาศาสตร์
bulletโลกล้านปีที่แอ่งสกลนคร
bulletวัดมุมเอียงของโลก...ด้วยไม้แท่งเดียว
bulletเกาะติดการค้นหาชีวิตบนดาวอังคาร กับยาน Curiosity
bulletหม้อหุงข้าวพลังแสงอาทิตย์ นวัตกรรมติดดิน
bulletนาฬิกาแดดต้นแบบมิติเวลาของมนุษยชาติ
bulletภาคปฏิบัติ....วัดโลกทั้งใบด้วยไม้แท่งเดียว
bulletการอบรมเชิงปฏิบัติการ "อีราโทสทีเนส"
bulletชวนครูไทย วัดโลกทั้งใบ ด้วยไม้แท่งเดียว
dot
จับประเด็นร้อน
dot
bulletฤาตำนานหนองหารล่ม.....จะกลายเป็นเรื่องจริง
bulletทำไมคนถึงอยากครอบครอง "ดอนสวรรค์" ในบึงหนองหาร สกลนคร
bulletกู้ "หนองหาร" ด้วยมือเรา.....เริ่มต้นที่บ้าน
bulletบทเรียนอันเจ็บปวดของเขื่อนในอเมริกา....ฤา จะสะท้อนสามแสนล้านบาทเพื่อจัดการน้ำของไทย
bulletโบราณวัตถุพันปีสกลนคร....อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญหาย
bulletภัยมืดรุกชาวสกล...จากสาหร่ายพิษในหนองหาร
bulletกรมศิลปากรโยนหินถาม...เอกสารสิทธิ์ทับคูเมืองโบราณ จะออกทางไหน
bulletน้ำท่วม "ตัวเมืองสกล" บทเรียนที่น่าจะถึงเวลาสรุปเสียที
bulletพายุ "นกกระเตน" ทำเสียหายสวนยางเมืองสกล
bulletฤา...นโยบาย 300 บาท จะช่วยบรรเทาปัญหา “หัวดำออก หัวหงอกเลี้ยง”
dot
อินเดียน่าโจนส์ (ภาคสรรค์สนธิ)
dot
bulletAdventure Tourism (Search-Found-Selfie) ลุยป่าค้นหาขอมพันปี
bulletBig Project Tourism SNO
bulletTourism Project Proposal
bulletยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเส้นทาง "ราชมรรคา"
bulletThe Riddle of Ayutthaya
bulletOperation Bhishma 2016 ปฏิบัติการดาราศาสตร์ข้ามทวีป ..... การหมุนรอบตัวเองและวงโคจรของโลกยังคงปกติหรือไม่?
bulletทำไมวันปีใหม่ต้องเป็น 1 มกราคม? Why does the new year begin on January 1 ?
bulletผลการดูงานสหกรณ์การเกษตรประเทศไต้หวัน 23 - 26 สิงหาคม 2559
bulletSt.Peter's Fish โปรโมทการท่องเที่ยวและสร้างอาชีพใหม่....สกลนคร
bulletประกาศิตเทพเจ้ากูกูลข่าน The Return of God Kukulkan
bulletปฏิบัติการดาราศาสตร์ข้ามทวีป Operation Transcontinental Equinox 2016
bulletวางผังเมืองเชียงใหม่ด้วยวิธีดาราศาสตร์
bulletกุมภาพันธ์ ปี "อธิกสุรทิน" ทำไมต้อง 29 วัน
bulletมองผ่านประตูพระธาตุพนมในอีกมุม
bulletจับพิรุธรูปสลักหินอ่อน "กษัตริย์เดวิท" ที่เมืองฟอร์เรนซ์
bulletย้อนอดีตกรุงเก่าอยุธยา ถือฤกษ์ "รามนะวามิ"
bulletท่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ "โสมสูตร" ที่ปราสาทขอมในกัมพูชาหายไปไหนหมด
bulletอาทิตย์ตั้งฉากกับพุทธสถานชื่อดังในวันวิสาขบูชาโลก
bulletประตูเมืองโบราณสกลนครอยู่ตรงไหน
bulletTourism Gimmick
bulletปราสาทพิมายในมุมมองวิทยาศาสตร์
bulletมองปราสาทขอม ในแง่มุมดาราศาสตร์ การเมือง และความเชื่อ โดยนักรบออนไลน์ กับไกด์มืออาชีพ
bulletตรุษจีน ตรุษเวียต ตรุษไทสกล และบุญเบิกฟ้า
bulletปริศนา "ปราสาทบายน" ฤา.....มนุษยชาติจะผ่านพ้นความขัดแย้ง
bulletประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ทำไมต้องใช้ชื่อว่า "วิสาขะ"
bulletราหู.....น้ำอมฤต.....สนามบินสุวรรณภูมิ
bulletอาณาจักร "ทวารวดี" ทำไมจึงล่มสลาย
bulletไขประตูสู่อดีตพระธาตุเชิงชุม ...... ในอีกมุมมอง
bullet"มาฆบูชา" ทำไมต้องใช้ชื่อนี้
bullet"ทัชมาฮาล" ในมุมมองดาราศาสตร์
bulletคำสอนพุทธองค์เปล่งประกายอีกครั้งในดินแดนภารตะ
bulletเมือง "สารนาท" ที่มาแห่งวันอาสาฬหบูชา
bulletพระธาตุดุม....ในอีกมุมมอง
bulletถอดจารึกขอม "ภูถ้ำพระ" ทำไมพระพุทธรูปไปอยู่ที่นั่น
bulletแกะรอย "สุริยะเทพ" ที่ปราสาทพนมบาเค็ง
bulletหนองหารหลวงเมืองหน้าด่าน ยันกับอาณาจักรจาม
bulletถอดความศิลาจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พบ "ฤกษ์อโรคยาศาล"
bulletมุมมองใหม่ "สะพานขอม" ฝายทดน้ำชลประทาน
bulletปราสาทหินพิมาย กับสามเหลี่ยมพุทธมหายาน
bulletจากพระธาตุเชิงชุม ถึงพุทธคยา
bulletปราสาทขอมเมืองสกล.....เอาหินมาจากไหน ?
bulletไขความลับปราสาทนารายณ์เจงเวง
bulletถอดรหัสขอมพันปี 80 องศา พบราศีเมษ
bulletหลากมิติอารยธรรม 4 ยุค "บ้านท่าวัด" ริมหนองหาร สกลนคร
bulletไขปริศนาปราสาทพนมรุ้ง
bullet13 เมษายน 2551 วันสงกรานต์ จริงหรือ ?
bullet21 มี.ค. 51 ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก
bulletตำนานวันปีใหม่ มิติแห่งกาลเวลาของมนุษยชาติ
bulletเข้าพรรษา ปี 2550 ทำไมต้องมีเดือนแปดสองหน
bulletมหาสงกรานต์ 13–15 เม.ย.
bulletDownload ภาคสรรค์สนธิ
bulletปฏิบัติการอีราโตสทีเนสวัดโลกทั้งใบ ด้วยไม้แท่งเดียว
dot
รายการการศึกษาที่น่าสนใจ
dot
bulletความรู้เรื่องพระไตรปิฎก
bulletวัดอภัยสมุทร
bulletสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
dot
คอลัมน์กิตติมศักดิ์
dot
bulletบ่าวคำหอม ล่ะเบ๋อ
bulletอินเดียน่าโจนส์ (ภาคสรรค์สนธิ)
dot
เว็บที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletจังหวัดสกลนคร
bulletเทศบาลเมืองสกลนคร
bulletม.ราชภัฏสกลนคร
bulletจดหมายเหตุเมืองสกลนคร
bulletเทศบาลเมืองนครพนม
bulletเทศบาลตำบลอากาศอำนวย
bulletศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ
bulletweb thaiNGO
bulletสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนคร
dot
นานาสาระ
dot
bulletฝนหลวง
bulletรวมชีวประวัติ ปฏิปทา คติธรรมคำสอนพระกรรมฐาน
bulletฐานรากเศรษฐกิจพอเพียง
bulletบทความน่าสนใจ จากสื่อไทย
bulletรู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
bulletพจนานุกรมภาษาอีสาน
bulletข้อคิดดีๆจากภาพยนต์
dot
ข้อมูลเกี่ยวกับขยะ
dot
bulletพลังงานจากขยะ
bulletตัวอย่างโครงการคัดแยกขยะ
dot
ข่าวประชาสัมพันธ์
dot
bulletข่าวสาร บ้านเฮา
bulletข่าว เด่นประเทศเพื่อนบ้าน
bulletช่าว สด ข่าวเด่น
bulletแวดวง BCL.
bulletประมวลภาพ โรตารีสกลนคร ไปทัวร์ยูนนาน
bulletชมรมส่งเสริมคนดีเมืองสกล
bulletกลุ่มศิลป์เพื่อชีวิต
bulletกิจกรรมกลุ่ม young
dot
มุมสุนทรียภาพ
dot
bulletแวดวง ศิลปะ
bulletท่องเที่ยว
bulletแผนที่ทางดาวเทียม
bulletแผนที่ทางหลวง
bulletภาพเก่าๆ ของหัวใจใหม่ๆ
dot
ช่องทางส่งข้อมูล
dot
bulletทาง E-mail
bulletปฏิบัติการ "อีราโทสทีเนส" วัดเส้นรอบวงโลกด้วยไม้แท่งเดียว




รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม

 

 
11 ช้างสำคัญแห่งแผ่นดินไทย จากโรงช้างต้นสู่วิถีธรรมชาติ
โดย ผู้จัดการรายวัน 10 สิงหาคม 2550 15:13 น.

พระเศวตภาสุรคเชนทร์

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดี

พระวิมลรัตนกิริณี

พระเศวตสุทธวิลาศ

ช้างพลาย ชื่อ “ยอดเพชร”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีสมโภชโรงช้างต้น วังไกลกังวล สำหรับพระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรร โณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทราชาติ สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการปรมินทรบพิตร สารศักดิ์เลิศฟ้า วันที่ 24 มีนาคม 2547


พลาย “ทองสุก”







นอกจากที่ “ช้าง” จะถือครองความเป็นเจ้าสถิติ “ความใหญ่ที่สุดในโลก” ของบรรดาสัตว์บกทั้งหมดทั้งมวลแล้ว สำหรับสังคมสยามและต่อมาจนเป็นสังคมไทยนั้น “ช้าง” ยังดำรงสถานะความเป็น “มงคล” ต่อสังคมและประเทศชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ช้าง” ยังเป็นหนึ่งใน “สัปตรัตนะ” หรือ “แก้วเจ็ดประการ” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งสมเด็จพระมหาจักรพรรดิอีกด้วย
       
       และสำหรับรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น ด้วยพระบารมีของพระองค์ทำให้ในแผ่นดินนี้มีช้างเผือกและช้างสำคัญมาสู่พระบารมีมากที่สุดถึง 20 ช้าง และในขณะนี้ยังคงยืนโรงอยู่ถึง 11 ช้าง และด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงเล็งเห็นแล้วว่า การนำช้างไปใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพช้างสำคัญเหล่านี้ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้นำช้างสำคัญทั้งหมดไปยืนโรง ณ โรงช้างต้นที่จังหวัดลำปางและสกลนคร อันเป็นพระมหากรุณาอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อช้างสำคัญเหล่านี้
       
       ***“ช้างต้น” มงคลจักรพรรดิ์
       
       น.สพ.มล.พิพัฒนฉัตร ดิศกุล นายสัตวแพทย์ประจำสำนักพระราชวังให้ข้อมูลถึงศุภลักษณะหรือลักษณะอันดีแห่งช้างมงคลว่า จะต้องมีตา ขนหาง ขนรอบตัว เล็บ เพดานปาก ผิว และอัณฑโกศ (อวัยวะเพศ) เป็นสีขาวหรือสีหม้อดินใหม่ ตามคติความเชื่อ ซึ่งจะเรียกว่า ช้างเผือก
       
       "ช้างเผือกแบ่งออกเป็นสามชั้น คือช้างเผือกเอก ช้างเผือกโท และช้างเผือกตรี พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ หรือที่เรียกกันว่า "คุณพระเศวตใหญ่" ที่มาสู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้ เป็นช้างเผือกโท" นายสัตวแพทย์ประจำสำนักพระราชวันอรรถาธิบายพร้อมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับช้างต้นในราชวงศ์จักรีว่า มีช้างเผือกมาสู่พระบารมีในแทบทุกรัชสมัยแห่งพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์
       
       กล่าวคือในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่1) มี 11 ช้าง , ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่2) มี5 ช้าง , ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่3) มี 11 ช้าง ,ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่4) มี 12 ช้าง ,ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่5) มี 19 ช้าง ,ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่6) มี 1 ช้าง , ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่7) มี 1 ช้าง
       
       สำหรับในแผ่นดินรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น ถือเป็นแผ่นดินที่มีช้างต้นมาสู่พระบารมีมากที่สุด ถึง 20 ช้างด้วยกัน ในจำนวนนั้นมีช้างสำคัญหรือช้างที่มีมงคลลักษณะ 7 ประการ ซึ่งได้เข้าพระราชพิธีขึ้นระวางพระราชนามเป็นช้างเผือกจำนวน 10 ช้าง ล้ม (ตาย) ไปแล้ว 4 เหลือ 6 ช้าง และถ้านับรวมกับช้างประหลาดหรือช้างที่มีมงคลลักษณะบางประการ บวกรวมกับช้างสำคัญที่ยังไม่ได้เข้าพระราชพิธีขึ้นระวาง ปัจจุบันนี้ มีช้างต้นจำนวน 11 ช้าง ซึ่งมีรายนามดังต่อไปนี้
       
       1.พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทราชาติ สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการปรมินทรบพิตร สารศักดิ์เลิศฟ้า ชื่อเดิม พลายแก้ว เป็นช้างพลายเผือกโท เป็นช้างลูกเถื่อน น้อมเกล้าฯ ถวาย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501 ณ โรงช้างต้น เขาดินวนา (สวนสัตว์ดุสิต) เป็นช้างสำคัญในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชื่อ “กมุท” สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2502 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยเคลื่อนย้ายคุณพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เมื่อวันที่ 17-18 มีนาคม 2547 และประกอบพระราชพิธีสมโภชโรงช้างต้น เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2547
       
       2.พระเศวตสุทธวิลาศ อัฏฐคชชาต พิษณุพงศ์ ดำรงประภาพมหิมัน ตามรพรรณไพศิษฏ์ ผริตวรุตตมมงคล ดาสศุภผลสวัสดิวิบุล อดุลยลักษณ์เลิศฟ้า เป็นช้างพลายเผือก (สีดอ) เป็นลูกเถื่อน ชื่อเดิม “พลายบุญรอด” เป็นช้างสำคัญในตระกูล “พิษณุพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” จำพวก “ดามพหัสดินทร์” จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2520 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง
       
       3.พระวิมลรัตนกิริณี กมุทศรีพรรณโศภิต อัฏฐทิศพงศ์กมลาสน์ อรรคราชทิพยพาหน ถกลกิตติคุณกำจร อมรสารเลิศฟ้า เป็นช้างพัง ลูกเถื่อน ชื่อเดิม “ขจร” ถวายเป็นช้างสำคัญในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชื่อ “กมุท” จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2520 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร เมื่อประมาณ 2538
       
       4.พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดี โรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์อัฏฐทิศพิศาล พิเสฐ ธารธรณิพิทักษ์คุณารักษ กิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้า เป็นลูกช้างพังลูกเถื่อน ชื่อเดิมเป็นภาษาพื้นเมืองว่า “จิ” ต่อมาเรียกว่า “จิตรา” น้อมเกล้าฯ ถวาย เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2520 เป็นช้างสำคัญอยู่ในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชื่อ “อัญชัน” ประกอบพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ ณ โรงช้างต้น จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2520
       
       5.พระเศวตภาสุรคเชนทร์ นวเมนทราพาหน สุทธวิมลวิษณุพงศ์ คุณธำรงดามพหัสดินทร์ สุพัชรินทร์อนันตพล คชมงคลเลิศฟ้า เป็นช้างพลายลูกเถื่อน ชื่อเดิม “ภาศรี” เป็นช้างสำคัญในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐคช” ชื่อ “ดามพหัสดินทร์” จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงพิธี จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2521 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง
       
       6.พระเทพวัชรกิริณี ดามพหัสดีพิษณุพงศ์ โสตถิธำรงวิสุทธิลักษณ์ อำนรรฆคุณสบสกนธ์ วิมลสารโสภิต พิบูลกิตติ์เลิศฟ้า เป็นช้างพัง ชื่อเดิม “ขวัญตา” เป็นช้างจัดอยู่ในตระกูล “วิษณุพงศ์” จำพวก “อัฏฐคช” ชื่อ “ดามพหัสดินทร์” จมื่นศิริ วังรัตน์ เป็นผู้ตรวจคชลักษณ์ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงพิธี จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2521 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร เมื่อ พ.ศ.2538
       
       7.ช้างพลาย “วันเพ็ญ”น้อมเกล้าฯ ถวาย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2521 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง
       
       8.ช้างพลาย ชื่อ “ยอดเพชร” เป็นช้างที่เกิดในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชื่อ “กมุท” ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง ปัจจุบันอายุประมาณ 28 ปี
       
       9.ช้างพลาย “ขวัญเมือง” เป็นช้างที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของจังหวัดเพชรบุรี จมื่นศิริ วังรัตน์ ตรวจสอบคชลักษณ์ ปรากฏว่า เป็นช้างในตระกูล “พรหมพงศ์” จำพวก “อัฏฐทิศ” ชื่อ “อัญชัน” จัดพิธีถวาย ณ มุขตะวันออก พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2523 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง
       
       10.พัง “มด” เป็นช้างพังลูกเถื่อน น้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2522 ปัจจุบันนำไปยืนโรง ณ โรงช้างต้น พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร
       
       และ11.พลาย “ทองสุก” เกิดประมาณปี 2514 เป็นช้างที่เกิดในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย ปัจจุบันมีอายุประมาณ 34 ปี
       
       ***การดูแลช้างสำคัญ
       
       น.สพ.มล.พิพัฒนฉัตรเปิดเผยถึงข้อมูลการดูแลช้างสำคัญต่อไปอีกว่า ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเล็งเห็นว่าพระราชวังสวนจิตรลดาในปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยหน่วยงานหลายฝ่าย เนื้อที่ที่เคยกว้างพอจะให้ช้างสำคัญเหล่านี้ได้เดินออกกำลังกายก็ถูกแทนที่ด้วยนานาโครงการตามพระราชดำริ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ย้ายช้างสำคัญเหล่านี้ไปอยู่ในโรงช้างหลวงที่จังหวัดลำปางและจังหวัดสกลนคร
       
       “แต่ไม่ใช่ว่าจะย้ายกันปุบปับนะครับ เราต้องเตรียมงานกันหลายปีทีเดียว เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีสายพระเนตรไปไกลในเรื่องที่เราคิดกันไม่ถึง ก็คือทรงรับสั่งว่าช้างต้นเหล่านี้ถึงเวลาอาหารก็จะมีคนเอาอาหารมาให้ ถ้านำไปไว้ที่โรงช้างจังหวัดลำปางและสกลนครที่มีพื้นที่ป่าให้ช้างเดินออกกำลังกายและใกล้ชิดธรรมชาติแล้ว แต่เรื่องการปรับตัวหาอาหารในป่าของช้างต้นเหล่านี้จะทำได้หรือไม่”
       
       “จึงทรงมีรับสั่งให้สัตวแพทย์ประจำสำนักพระราชวังพร้อมด้วยคณะทำงานเคลื่อนย้ายช้างสำคัญบางช้างไปทดลองใช้ชีวิตแบบกึ่งธรรมชาติอยู่เป็นนาน ซึ่งในระหว่างนี้ก็มีรับสั่งให้ถวายรายงานการใช้ชีวิตและการปรับตัวของช้างอย่างละเอียดเป็นประจำทุกเดือน จนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี จึงมีพระบรมราชานุญาตให้เคลื่อนย้ายช้างสำคัญไปไว้ที่โรงช้างต้นจังหวัดลำปาง และโรงช้างต้นจังหวัดสกลนครได้ทั้ง 10 ช้าง”

       
       ส่วนอีก 1 ช้างคือ “คุณพระเศวตใหญ่ฯ” นั้นได้ถูกนำไปไว้ในพระราชวังไกลกังวลตามโบราณราชประเพณีที่ช้างเผือกสำคัญประจำรัชกาลจะต้องอยู่ใกล้พระเจ้าแผ่นดินเพื่อความเป็นมงคล ซึ่งขั้นตอนการเคลื่อนย้ายคุณพระเศวตใหญ่นั้น ทางสัตวแพทย์ประจำสำนักพระราชวังได้ดำเนินการอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด ซึ่งด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และด้วยมงคลแห่งช้างสำคัญในรัชกาลอย่างคุณพระเศวตรใหญ่ฯ นี้ ทำให้การเคลื่อนย้ายเป็นไปอย่างราบรื่นทุกประการ
       
       ส่วนการดูแลนั้นจะเป็นไปตามตารางที่ค่อนข้างจะเป็นกิจวัตรประจำที่เหมือนกันทุกวัน ก็คือตอนเช้า 7 นาฬิกา ควาญจะนำช้างออกจากโรงช้างไปฝึกเข้าแถว ฝึกยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ หมอบนิ่งๆ ฝึกทำความเคารพโดยการยกงวงขึ้นจบ ฝึกรับของจากพระหัตถ์
       
       “จากนั้นประมาณ 8 โมงกว่าๆ ก็จะปล่อยเข้าป่า โดยจะปล่อยโซ่ยาว 50 เมตรเพื่อให้เดินไปหากินในป่าได้ กระทั่งบ่ายสองโมงครึ่งก็นำออกจากป่า พาไปเล่นน้ำประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำไปอาบน้ำหน้าโรงเรือน ในส่วนของการอาบน้ำถ้าเป็นของโบราณจริงๆ เราใช้มะขามเปียกถูแทนสบู่ แต่ตอนนี้เราใช่สบู่เหลวเด็กอาบเพื่อจะได้ไม่กัดผิวหนังของช้าง”
       
       “จากนั้นอาบน้ำเสร็จก็พาเข้าโรงเรือน ทอดหญ้าให้น้ำ เป็นอันจบกิจวัตร พอเช้าก็ทำแบบนี้ใหม่ และในเรื่องของอาหารนั้น ช้างจะกินอาหารประมาณ 10% ของน้ำหนักตัว ดังนั้นใน 1 วัน จะกินอาหารเฉลี่ยตัวละ 200 – 250 กิโลกรัม โดยอาหารก็จะเป็นพวกหญ้า กล้วยประมาณ30-40หวี อ้อย 5-10ลำยาว และจะมีพวกอาหารเสริมและเกลือแร่ด้วย”
       
       และเมื่อถามถึงการดูแลตรวจสุขภาพช้างสำคัญนั้น น.สพ.พิพัฒนฉัตรให้ข้อมูลว่า จะมีการสังเกตอาการอยู่ตลอดเวลาจากควาญช้างและสัตวแพทย์ หากมีอาการผิดปกติจะได้ดูแลได้ทันท่วงที และจะมีการตรวจสุขภาพใหญ่ ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระอยู่ทุกๆ 6 เดือน
       
       ส่วนบุคลากรที่มีหน้าที่ดูแลช้างสำคัญนั้นน.สพ.พิพัฒนฉัตรกล่าวว่า ต้องเลือกเฟ้นกันมากทั้งเรื่องของความสามารถและความประพฤติ โดยตามปกติแล้วช้างสำคัญแต่ละช้างนั้นจะต้องมีควาญประจำตัวดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยที่สุด 2 ควาญต่อ 1 ช้าง โดยควาญเหล่านี้ กว่าจะมาเป็นควาญช้างต้นได้นั้น ต้องผ่านการทดสอบปฏิบัติเสียก่อน
       
       “เราจะให้สอบปฏิบัติ คืออย่างแรกเลยต้องดูก่อนว่าเข้าช้างถูกไหม ช้างบางช้างจะตาซ้ายไม่ดี ถ้าควาญไปเข้าข้างซ้ายแล้วช้างเห็นไม่ถนัดก็อาจจะฟาดเอาได้ คือควาญต้องหาข้อมูลก่อนว่าช้างนี้ชอบอะไรไม่ชอบอะไร ต้องดูว่าเข้าช้างเป็นไหม นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความประพฤติด้วย อันนี้เน้นมากเพราะบางช้างก็ไม่ชอบกลิ่นบุหรี่ ไม่ชอบกลิ่นเหล้า เป็นต้น”
       
       ***พระมหากรุณาธิคุณต่อช้างไทย
       

       นายสัตวแพทย์ประจำสำนักพระราชวังได้กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ว่า ไม่ใช่เฉพาะช้างต้นหรือช้างสำคัญเท่านั้น ที่ทรงมีพระเมตตาห่วงใย แต่สายธารแห่งพระกรุณานี้ยังแผ่ไปถึงช้างไทยทุกตัวทุกเชือกอีกด้วย
       
       “เรามีทีมสัตวแพทย์ประมาณ 6-7 คน แต่เราไม่ได้เพียงแต่ดูแลช้างสำคัญเท่านั้น คือไม่ว่าจะมีเคสจากโรงพยาบาลสัตว์ไหนติดต่อเข้ามาขอความช่วยเหลือ เราจะไปช่วยเหลือทุกกรณีโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เลย รักษาฟรีหมด เพราะค่าใช้จ่ายส่วนนี้อยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ”
       
       น.สพ.พิพัฒนฉัตรกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่มีต่อช้างไทยนั้น ไม่เป็นที่กังขาด้วยมีหลายต่อหลายโครงการตามพระราชดำริที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชน รวมถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานเป็นกรณีๆ ไป
       
       เช่น ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันนี้มีกรณีลูกช้างเพศผู้ แม่ชื่อพังแก้ว เป็นช้างจากอำเภอแม่แตง ไม่ยอมให้ลูกช้างกินนม ทางโรงพยาบาลก็ติดต่อมายังรพ.ช้างศูนย์อนุรักษ์ช้างเชียงใหม่ ทางโรงพยาบาลก็รับมาดูแลแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการซื้อนมให้ลูกช้างตัวนั้น เมื่อมีการตีข่าวนี้ออกไปทางโทรทัศน์และความทราบถึงพระเนตรพระกรรณสมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 300,000 บาท เพื่อซื้อนมให้ลูกช้างตัวนั้น
       
       “ตอนแรกทราบเรื่องผมก็จะนำไปให้วันศุกร์นี้เพราะผมมีประชุมที่นั่นพอดี แต่ทรงมีรับสั่งว่าหากรอถึงวันศุกร์เกรงว่าลูกช้างจะรอไม่ไหว และเป็นอันตราย จึงมีรับสั่งให้รีบโอนผ่านธนาคารไปอย่างด่วนที่สุด ด้วยทรงมีน้ำพระราชหฤทัยห่วงใยลูกช้างตัวนั้น” น.สพ.พิพัฒนฉัตรให้ข้อมูล
       
       นอกจากนี้สายพระเนตรและน้ำพระราชหฤทัยแห่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ ยังได้แผ่ไปยังมุมที่หลายๆ คนอาจจะยังคิดไปไม่ถึง นั่นคือช้างชราและช้างบาดเจ็บที่ถูกเจ้าของทิ้ง ก็ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้ดูแลด้วย
       
       *******************
       
       เรื่อง - เจิมใจ แย้มผกา
       


 

เทคนิคแยบยลบอกตัวตนจากลายนิ้วมือ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 สิงหาคม 2550 14:52 น.

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด นักวิจัยสามารถบอกได้ว่าเจ้าของลายนิ้วมือเป็นหญิงหรือชาย กินอาหารแบบไหน สูบบุหรี่หรือไม่ และร่อยรอยนั้นถูกทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่

เดลิเมล์ - อีกไม่นานนี้ ตำรวจจะมีเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้สามารถร่างประวัติผู้ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเพศ พฤติกรรมการกิน การสูบบุหรี่ ได้จากลายนิ้วมือเท่านั้น
       
        นักวิจัยจากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอนแสดงให้เห็นว่า ลายนิ้วมือแฝงเร้นด้วยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลนั้นๆ
       
        จากการวิเคราะห์ชั้นเหงื่อและไขมัน รวมถึงของเหลวอื่นๆ ที่บุคคลนั้นทิ้งไว้บนพื้นผิววัตถุ นักวิจัยสามารถบอกได้ว่า มือนั้นเป็นมือผู้หญิงหรือผู้ชาย
       
        รูปแบบของสารเคมียังบ่งชี้พฤติกรรมการกิน เช่น การค้นหาร่องรอยของโปรตีน เพื่อระบุว่าคนๆ นั้นกินอาหารมังสวิรัติหรือกินเนื้อสัตว์
       
        แม้แต่ร่องรอยนิโคตินก็สามารถตรวจสอบจากลายนิ้วมือได้
       
        นักวิจัยที่อยู่เบื้องหลังความก้าวหน้านี้เชื่อว่า จะสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการสอบสวนคดีอาชญากรรมภายในหนึ่งปี
       
        อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์เซอร์ไก คาซาเรียน นักเคมีฟิสิกส์จากอิมพีเรียล สำทับว่าขึ้นกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายว่าจะยอมลงทุนซื้ออุปกรณ์และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่หรือไม่
       
        “ในอนาคตอันใกล้ ภาพลักษณ์ทางเคมีจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญในห้องพิจารณาคดี ผมหวังว่างานของเราจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายสามารถนำตัวอาชญากรอันตรายมารับโทษทัณฑ์”
       
        กุญแจสำคัญของเทคนิคนี้ ซึ่งนักวิจัยรายงานไว้ในวารสารอนาลิทิคัล เคมิสทรี คือการเก็บตัวอย่างเหงื่อ ไขมัน และของเหลวอื่นๆ ที่ทิ้งไว้ในลายนิ้วมือ
       
        สืบเนื่องจากวิธีการเก็บตัวอย่างลายนิ้วมือที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งใช้แป้ง สารเคมี และเทปนั้น มีแนวโน้มว่าจะทำให้สารเคมีในลายนิ้วมือมีความผิดเพี้ยน
       
        อย่างไรก็ตาม นักวิจัยของอิมพีเรียลมีวิธีที่ทำให้การนำส่งลายนิ้วมือและคราบตกค้างไปยังห้องแล็บอย่างปลอดภัย โดยใช้เทปเจลาตินเก็บตัวอย่างลายนิ้วมือ จากนั้นจึงนำไปวิเคราะห์เพื่อหาสารเคมีที่ประกอบอยู่ในลายนิ้วมือโดยใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดความไวสูง ที่หน่วยงานทางการทหารของสหรัฐฯ พัฒนาขึ้นมาสำหรับขีปนาวุธอัจฉริยะ
       
       จากลายนิ้วมือที่เก็บจากลูกบิดประตู หูจับถ้วยกาแฟ และประตูรถ นักวิจัยแสดงให้เห็นว่า คราบตกค้างบ่งบอกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเพศ เช่น ลายนิ้วมือของผู้ชายมีแนวโน้มมียูเรีย ซึ่งเป็นสารเคมีที่พบในปัสสาวะ สูงกว่าลายนิ้วมือของผู้หญิง
       
        เช่นเดียวกัน สารเคมีตกค้างยังให้เบาะแสเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินของบุคคลนั้น ซึ่งรวมถึงว่าบุคคลนั้นกินเนื้อสัตว์หรือไม่ รวมทั้งยังอาจค้นหาร่องรอยของสารเสพติดและเขม่าดินปืน หรือกระทั่งอาวุธเคมีและชีวภาพได้ด้วย
       
        นอกจากนั้น คราบสารเคมีตกค้างยังบ่งบอกได้ว่า การก่ออาชญากรรมนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด
       
        ศาสตราจารย์คาซาเรียนเสริมว่า ประโยชน์และความก้าวหน้าในการดำเนินงานที่นักนิติเวชศาสตร์จะได้รับจากเทปเจลาตินสำหรับเก็บตัวอย่างลายนิ้วมือนี้ คือการได้รับข้อมูลอย่างกระจ่างที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้จากลายนิ้วมือ

 

 

เพิ่มมูลค่าถ่านไม้ไผ่แตกไลน์สู่สินค้าเพื่อสุขภาพ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 เมษายน 2550 10:05 น.
นายธนเทพ เฟื่องฟู เจ้าของแนวคิดถ่านเพื่อสุขภาพ
       ถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพ “บันตัน” Bunton Bamboo Charcoal Health เป็นถ่านที่ได้จากกรรมวิธีการเผาด้วยอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศา เป็นถ่านที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากถ่านหุงต้มทั่วไปอย่างมาก ทั้งปริมาณของรูพรุน ปริมาณแร่ธาตุและการดูดซับกลิ่น ความชื้นได้สูงมากกว่าหลายเท่า นอกจากนี้ยังปลดปล่อยประจุลบและรังสีอินฟราเรดความยาวคลื่นช่วงยาวออกมา
       

       ลักษณะของถ่านไม้ไผ่บันตัน เป็นถ่านไม้ไผ่ที่ได้จากกรรมวิธีการเผาด้วยอุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศา จะมีลักษณะที่สังเกตได้ง่ายคือ มีลักษณะตรงไม่บิดเบี้ยว คดงอหรือบวมมีความแข็ง มีรูปทรงของไม้ไผ่อย่างชัดเจน มีความเงาเล็กน้อย เมื่อเคาะหรือโยนบนพื้นแข็ง จะมีเสียงดังกังวานเหมือนโลหะ เนื่องจากมีความบริสุทธิ์ของธาตุคาร์บอนสูง

ตัวอย่างถ่านไม้ไผ่ในซองพร้อมจำหน่าย
       คุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพบันตัน สามารถดูดซับกลิ่นและความชื้นได้ดีมาก ด้วยคุณสมบัติของรูพรุนภายในจำนวนมาก ประจุลบและรังสีอินฟราเรดความยาวคลื่นช่วงยาวช่วยให้ร่างกายมีการหมุนเวียนของระบบเลือดดีขึ้น ทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้มีสุขภาพที่ดี ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวมาจากประจุลบสามารถจะเปลี่ยนอนุมูลอิสระให้กลายเป็นออกซิเจนได้ โดยการเข้าไปจับตัวกับอนุมูลนั้นๆ ซึ่งหากเกิดปฏิกิริยาเช่นนี้ขึ้นภายในร่างกายของเราจะทำให้ออกซิเจนภายในร่างกายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สมองปลอดโปร่งและ ระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น อันจะทำให้ร่างกายสามารถขับสารตกค้างต่างๆออกไปได้ง่ายขึ้น ร่างกายจึงมีสุขภาพดี

หมอนถ่านไม้ไผ่ สินค้าเพื่อสุขภาพ
       ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากถ่านไม้ไผ่ บันตัน ประกอบไปด้วย หมอนถ่านไม้ไผ่ ถ่านไม้ไผ่วาดรูปศิลปะ คุณสมบัติดูดซับกลิ่นได้ และเป็นวัสดุประดับตกแต่ง ถ่านไม้ไผ่ไอโอไนเซอร์ ประจุลบ ช่วยดูดกลิ่นในอากาศ ช่วยดูดซับคลื่นแม่เหล็กจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้อากาศสะอาดสดชื่น อโรมา สติก ให้ความสดชื่น มีสมาธิ ถ่านไม้ไผ่ ซอฟแท็น ไรซ์ ทำให้ข้าวนุ่ม อร่อย ด้วยการความกระด้างของน้ำ ถุงดับกลิ่น ดีโอชูส์ สเปรย์สมุนไพรไล่แมลง ครีมบำรุงผิว วิตามินอี สบู่ถ่านล้างสารพิษ สบู่เหลวธรรมชาติถ่านไม้ไผ่ โคลนถ่านไม้ไผ่ดูดสารพิษ แชมพูถ่านไม้ไผ่น้ำแร่ ครีมนวดผมน้ำแร่ น้ำแร่ถ่านไม้ไผ่

แชมพู สบู่เหลวอาบน้ำจากถ่านไม้ไผ่
       นายธนเทพ เฟื่องฟู เจ้าของแนวคิดถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพบันตัน เล่าว่า ที่มาของถ่านไม้ไผ่บันตัน เริ่มมาจากได้มีโอกาสรู้จักถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพจากประเทศญี่ปุ่น เกิดความคิดว่าเราน่าจะลองทำถ่านเพื่อสุขภาพเช่นเดียวกับที่ขายในประเทศญี่ปุ่นเพราะเราเองก็ทำถ่านหุงต้มจำหน่ายอยู่แล้ว หลังจากนั้น ได้กลับมาศึกษาเทคโนโลยีการเผาถ่านของญี่ปุ่นจากทางอินเตอร์เน็ต และนำกลับมาลองผิดลองถูกด้วยตัวเองอยู่ระยะหนึ่งก่อนจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเผาถ่านอนุรักษ์พลังงานจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธกส.
       
       ดังนั้น จึงได้นำแนวคิดจากทั้ง 2 แห่งมาใช้ด้วยกัน จึงได้ออกมาเป็นถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพบันตันที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนกับถ่านเพื่อสุขภาพที่จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งความสำเร็จครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าคนไทยก็สามารถพัฒนาการเผาถ่านคุณภาพออกมาได้เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น

       สำหรับถ่านที่ได้จากเผาด้วยเทคโนโลยีการเผาถ่านอนุรักษ์พลังงานในครั้งนี้ สามารถเพิ่มมูลค่าได้สูงกว่าถ่านทั่วไป 4-5 เท่าตัว เพราะจากถ่านหุงต้มที่เผาแบบธรรมดาทั่วไปสามารถขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ่านอนุรักษ์พลังงาน หรือถ่านคุณภาพ สามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 500 บาท ในขณะที่การลงทุนในขั้นตอนการเผาถ่านไม่ได้ลงทุนสูงมาก ขั้นตอนการทำก็ไม่ได้ยุ่งยาก เพียงแค่เผาในอุณหภูมิและเวลาที่เหมาะสมก็จะได้ถ่านคุณภาพอย่างที่ต้องการ
       
       โดยถ่านไม้ไผ่บันตันได้มีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายได้ประมาณ 2 ปี ผลตอบรับถือว่าดีมาก เพราะส่วนใหญ่หลายคนรู้จักคุณภาพของถ่านเพื่อสุขภาพกันเป็นอย่างดี ผ่านสื่อต่างๆ เนื่องจากชื่อเสียงของถ่านไม้ไผ่เพื่อสุขภาพจากประเทศญี่ปุ่นที่รู้จักกันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ดังนั้นการแนะนำถ่านไม้ไผ่บันตันในรูปของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ออกสู่ตลาดจึงไม่ใช่เรื่องยาก โดยปัจจุบันถ่านไม้ไผ่บันตันมีจำหน่าย ตามร้านขายสินค้าเพื่อสุขภาพ อย่าง โฮมเฟรทมาร์ท และเดอะมอลล์ทุกสาขา
       
       สนใจโทร.081-667-5593
       


วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550

"กล้วย"มีคุณประโยชน์มหาศาล

Posted by รัฐศิริ : 04:45:12 น.

ผมขอนำเรื่องราวดีๆคุณประโยชน์มหาศาลของ"กล้วย"ผลไม้ไทยที่คนไทยไม่ควรลืมครับ หันมาบริโภคกันนะครับเพราะมีประโยชน์มากมาย...อย่ามัวแต่บริโภคนิยม"ผลไม้ต่างชาติ"กันเลย

คุณประโยชน์ของการรับประทาน"กล้วย"นอกจากได้ประโยชน์แล้ว ยัง"ช่วยรักษาโรค"ต่างๆได้นะครับลองมาดูกัน

                          

โรคโลหิตจาง
       กล้วยมีธาตุเหล็กสูง จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด ช่วยได้ในกรณีที่มีภาวะโลหิตจาง

โรคความดันโลหิตสูง
       กล้วยมีธาตุโปแตสเซียมสูง แต่มีปริมาณเกลือต่ำ จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิต เอฟดีเอหรือองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกายินยอมให้โฆษณาได้ว่ากล้วยเป็นผลไม้พิเศษ ช่วยลดอันตรายที่เกิดจากความดันโลหิตหรือโรคเส้นเลือดฝอยแตก

เส้นเลือดฝอยแตก
       จากการวิจัยที่ลงในวารสาร The New England Journal of Medicine ระบุว่าการรับประทานกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%

โรคซึมเศร้า
       จากการสำรวจผู้ที่มีความทุกข์ซึ่งเกิดจากความซึมเศร้า หลายคนจะมีความรู้สึกที่ดีขึ้นมากหลังจากได้รับประทานกล้วย เพราะในกล้วยมีโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ทริปโตฟาน เมื่อสารนี้เข้าไปในร่างกายจะถูกเปลี่ยนเป็นเซโรโทนิน ซึ่งเป็นตัวผ่อนคลายและปรับปรุงอารมณ์ให้ดีขึ้น คือทำให้เรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้นนั่นเอง

โรคท้องผูก
       ปริมาณเส้นใยและกากอาหารที่มีอยู่ในกล้วยช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ และยังช่วยแก้ปัญหาโรคท้องผูกโดยไม่ต้องรับประทานยาถ่าย

โรคลำไส้เป็นแผล
       กล้วยเป็นอาหารที่ใช้ควบคุมการเกิดโรคลำไส้เป็นแผล เพราะเนื้อกล้วยมีความอ่อนนิ่มพอดี เป็นผลไม้ชนิดเดียวที่ทานได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องโรคลำไส้เรื้อรัง และกล้วยยังมีสภาพเป็นกลางไม่เป็นกรด ทำให้ลดการระคายเคืองและยังไปเคลือบผนังลำไส้และกระเพาะอาหารด้วย

อาการเสียดท้อง
       กล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติที่มีผลต่อร่างกายของเรา ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับอาการเสียดท้อง
       ลองรับประทานกล้วยสักผล จะรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเสียดท้องได้

ความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า
       การรับประทานกล้วยเป็นอาหารว่างระหว่างมื้ออาหารจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือดให้คงที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่สบายในตอนเช้า

อาการเมาค้าง
       วิธีหนึ่งที่จะแก้อาการเมาค้าง ก็คือการดื่มกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง กล้วยจะทำให้กระเพาะอาหารสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา

ระบบประสาท
       ในกล้วยมีวิตามินบีสูงมาก ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบลงได้ จากการศึกษาของสถาบันจิตวิทยาในออสเตรียพบว่า ความกดดันในที่ทำงานเป็นสาเหตุหนึ่งของการกินจุบกินจิบ เช่น ของหวานประเภทช็อคโกแล็ตและอาหารประเภททอดกรอบต่างๆ คนไข้ 5,000 คนในโรงพยาบาลต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วน และส่วนใหญ่ทำงานภายใต้ความกดดันสูงมาก
      
       รายงานสรุปว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแบบไม่บันยะบันยังจนเป็นเหตุให้น้ำหนักเกิน เราจึงต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยการรับประทานอาหารว่างที่มีปริมาณคาร์โบโฮเดรตสูง เช่น รับประทานกล้วยทุก 2 ชั่วโมงเพื่อรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ตลอดเวลา กล้วยมีวิตามินบี 6 ซึ่งประกอบด้วยสารควบคุมระดับกลูโคสที่สามารถมีผลต่ออารมณ์ได้

ความเครียด
       โปแตสเซียมเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้การเต้นของหัวใจ การส่งออกซิเจนไปยังสมอง และการปรับระดับน้ำในร่างกายเป็นปกติ เวลาที่เกิดอารมณ์เครียด อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายของเราจะขึ้นสูง และทำให้ระดับโปแตสเซียมในร่างกายของเราลดลง แต่โปแตสเซียมที่มีอยู่สูงมากในกล้วยจะช่วยให้เกิดความสมดุล

ความสับสนของอารมณ์เป็นครั้งคราว
       กล้วยสามารถช่วยในเรื่องของอารมณ์และความสับสนได้ เพราะในกล้วยมีสารตามธรรมชาติ ที่ชื่อว่า ทริปโตฟาน ซึ่งทำให้อารมณ์ดี

การควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
       กล้วยเป็นผลไม้ที่สามารถทำให้อุณหภูมิเย็นลงได้ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอุณหภูมิของอารมณ์ของคนที่เป็นแม่ คนโบราณจึงมักจะให้ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์รับประทานกล้วยทุกวันเพื่อให้แน่ใจว่าทารกที่จะเกิดมามีอุณหภูมิเย็น

การสูบบุหรี่
       กล้วยสามารถช่วยคนที่กำลังพยายามเลิกสูบบุหรี่ เนื่องจากในกล้วยมีปริมาณวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 6 และบี 12 สูงมาก และยังมีโปแตสเซียมกับแมกนีเซียมที่ช่วยทำให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากการลดเลิกนิโคตินนั่นเอง

โรคหูด
       การรักษาหูดด้วยวิธีทางเลือกแบบธรรมชาติโดยการใช้เปลือกกล้วยวางปิดลงไปบนหูด แล้วใช้แผ่นปิดแผลหรือเทปติดไว้ ใครจะลองใช้วิธีนี้ดูก็ไม่น่าจะมีอันตราย

ยุงกัด
       ลองใช้ด้านในของเปลือกกล้วยทาบริเวณที่ถูกยุงกัด หลายคนพบว่าเปลือกกล้วยสามารถแก้เม็ดผื่นคันที่เกิดจากยุงกัดได้

ข้อมูล โดย เอมอร คชเสนี


!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

หัวข้อวิทยานิพนธ์                                 เมียน้อย : กระบวนการตัดสินใจและการปรับตัว

                                            (“Minor Wife” : Process of Decission Making and Adjustment)

ชื่อผู้เขียน                                               นางสาว สุภาวดี มนัสปิยะเลิศ

                                         (Miss Supawadee Manutpiyalert)

อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์                     รศ.ดร. พงษ์สวัสดิ์  สวัสดิพงษ์

 

 

บทคัดย่อ

 

                   การศึกษาเรื่อง “เมียน้อย : กระบวนการตัดสินใจการปรับตัว”  มีวัตถุประสงค์หลัก  4  ประการ  คือ (1)  ศึกษาถึงภาวะเงื่อนไขสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในลำดับชีวิตและแบบแผนการตัดสินใจของผู้หญิงเข้าสู่การเป็น “เมียน้อย”  รวมทั้งศึกษาถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจเป็น “เมียน้อย”  (2) ศึกษาการปรับตัวและการจัดการเอกลักษณ์ที่มีปัญหา  ภายหลังการตัดสินใจเป็น “เมียน้อย” แล้ว  (3) ศึกษาถึงวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันและการธำรงเอกลักษณ์ “เมียน้อย” นี้ไว้ได้อย่างไร  ตลอดจนการให้คำอธิบายอย่างสมเหตุสมผลต่อการตัดสินใจเป็น “เมียน้อย”  (4) ศึกษาการคาดการณ์และวางแผนในอนาคตไว้อย่างไร

                   สำหรับระเบียบวิธีในการศึกษา  ใช้การศึกษาเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เจาะลึกกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็น “เมียน้อย”  จำนวนทั้งสิ้น  6 คน  ที่มีชีวิตการเป็น “เมียน้อย” ไม่ต่ำกว่า  3  ปี  เพื่อให้ได้จุดยืนจาก “เมียน้อย”  และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแถบบันทึกเสียงและการจดบันทึก

                   ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น  ได้ยึดกรอบแนวคิดทฤษฎีการปฏิสังสรรค์สัญลักษณ์  แนวคิดเกี่ยวกับความเบี่ยงเบน  และแนวคิดการจัดการเอกลักษณ์ที่มีปัญหาของ Goffman เป็นแนวคิดหลักในการวิเคราะห์ถึงกระบวนการตัดสินใจและการปรับตัวของ “เมียน้อย” รวมไปถึงการศึกษาถึงวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของ “เมียน้อย” ด้วย 

                   ผลการวิเคราะห์ข้อมูลชี้ให้เห็นถึงกระบวนการและเงื่อนไขที่สำคัญดังนี้

          ขั้นตอนที่  1   การตัดสินใจเป็น “เมียน้อย”  ในขั้นตอนนี้จะแสดงถึงเงื่อนไขที่เกื้อหนุนและเงื่อนไขที่สำคัญที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจเป็น “เมียน้อย”  จากการศึกษาพบว่า เงื่อนไขที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจเป็น “เมียน้อย” คือ  ความผูกพันทางอารมณ์  กล่าวได้ว่า  การเป็น “เมียน้อย” เกิดขึ้นเพราะความรักนั่นเอง  ตลอดจนการแต่งงานและพิธีการต่างๆ ที่เกิดขึ้น  สะท้อนให้เห็นถึง “การแสดงความรับผิดชอบของฝ่ายชาย” ในจุดยืนของ “เมียน้อย”

                   ขั้นตอนที่  2   การปรับตัว  เมื่อเข้าสู่การเป็น “เมียน้อย” เป็นที่ทราบกันดีว่า “เมียน้อย” มีเอกลักษณ์ผู้เบี่ยงเบนและสังคมไม่ให้การยอมรับ  ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเป็น “เมียน้อย” จึงเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต  จำเป็นต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับเอกลักษณ์ใหม่ (และวิถีการดำเนินชีวิตใหม่เอกลักษณ์ใหม่ (เมียน้อย) มีผลต่อการดำเนินชีวิต  โดยเฉพาะช่วงแรกของการตัดสินใจ  คือ  การไม่ยอมรับจากบุคคลนัยสำคัญและบุคคลทั่วไป

                   ขั้นตอนที่  3   การธำรงเอกลักษณ์ “เมียน้อย”  ภายหลังที่พวกเธอจัดการกับอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น  จากการตัดสินใจเป็น “เมียน้อย” แล้ว  การดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเธอกับเอกลักษณ์ “เมียน้อย” นั้น  ย่อมแตกต่างจากการดำเนินชีวิตประจำวันของ “ผู้หญิงปกติ” ทั่วไป  ดังนั้นการดำเนินชีวิตการเป็น “เมียน้อย” เป็นดังนี้  การไปมาหาสู่  และการติดต่อสื่อสาร  ส่วนเทคนิคที่สร้างการธำรงเอกลักษณ์และให้ตนเองรู้สึกดีกับเอกลักษณ์ “เมียน้อย”  คือ  การอธิบายการตัดสินใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็น  เพราะ  “ความผิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเอง”  อันได้แก่  เรื่องของเวรกรรม / ชะตาลิขิต  เรื่องเหตุสุดวิสัย  และความผิดเกิดขึ้นจากฝ่ายชาย  ตลอดจนการสร้างความแตกต่างระหว่าง “เมียน้อย” ทั่วไป  กับ “เมียน้อย” ที่ตนเองเป็นอยู่ คือ  “ไม่ได้เกาะผัวกิน”  นอกจากระบบคิดภายในที่เกิดขึ้นอันสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวแล้ว  การปรับตัวอีกประการหนึ่งคือ  การจัดการเอกลักษณ์ที่มีปัญหา  อันเป็นการปรับตัวที่สะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น  การปกปิดข้อมูลของตนเอง  เป็นการควบคุมกับให้ข้อมูลของตนเองให้บุคคลในสังคมรับรู้เท่าที่จะจัดการได้  หรือการใช้วีการลดแรงกดดันในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมข้อมูลตนเองได้  เนื่องจากบุคคลในสังคมรัยรู้ถึงเอกลักษณ์ “เมียน้อย” แล้ว  โดยการเปิดเผยตัวเองและการบ่ายเบี่ยงหันเหความสนใจ

 

Abstract

 

Thai traditional attitude with regarding the female role is one of suppression. Thai women are raised to be a good wife. Unfortunately not everyone fulfil this expectation. There are some women who become ‘minor wives’, as labelled by Thai society. Even though there have been ‘minor wives’ throughout history they are still not accepted by society and frequently stigmatised. This research was conducted under the recognition that ‘minor wives’ are not a social problem, but they are victims of social prejudice and stigmatization.

 

The research aims to explore 1) push-factors during the decision-making process which leads females to become a minor wife; 2) to explore the quality of daily-life for ‘minor wives’ after being labelled by society; 3) to explore coping-strategies, social adjustments to stigmatization, and the self-perception of minor wives; and 4) to explore their design and procedure for themselves and their families future development. This research utilized qualitative methodology, consisting of interviewing six female participants in order to achieve detailed personal narratives.

 

This research has enhanced knowledge surrounding the decision-making process of females when becoming ‘minor wives’, but perhaps more importantly why ‘minor wives’ remain in their relationships even when stigmatised by society.

 

 

Page up

 

 

 

จะทำอย่างไรเมื่อถูก “ข่มขืน”!!!
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 ธันวาคม 2549 16:00 น.
       “ข่มขืน”...สองพยางค์สั้นๆ ที่แสนจะเจ็บปวดบาดลึกของผู้ที่โดนกระทำ บางคนบอกด้วยซ้ำว่าให้ตายเสียดีกว่า สองพยางค์อันตรายที่มีความหมายถึงความมืดมนของชีวิตผู้หญิง...แต่หากเรื่องร้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับคุณหรือคนรู้จักของคุณ คู่มือต่อไปนี้อาจจะพอช่วยเหลือคุณได้
       
       ...ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้น แต่ถ้าโชคร้ายเกิดขึ้นแล้ว สิ่งแรกที่ต้องคิดก็คือ อย่าเพิ่งคิดสิ้นหวัง หรือคิดสั้นทำร้ายตัวเองเป็นเด็ดขาด พยายามตั้งสติเข้าไว้ และบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับใครสักคนที่ไว้ใจได้ เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน ครู หรือหมอ พยาบาล แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าควรบอกใคร ก็มีอีกหลายองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือเยาวชนและสตรีที่ประสบปัญหา
       
       มูลนิธิผู้หญิง กรุงเทพฯ : 0-2433-5149 / 0-2435-1246
       ศูนย์ประสานงาน จังหวัดพังงา : 0-7649-1504
       

       มูลนิธิเพื่อนหญิง : 0-2513-1001
       ศูนย์ประสานงาน จังหวัดสงขลา : 07-4422836

       
       สหทัยมูลนิธิ กรุงเทพฯ : 0-2381-8834-6
       ศูนย์ประสานงาน จังหวัดนครศรีธรรมราช : 0-7535-6524
       

       สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย : 0-2245-7382-5
       จังหวัดสงขลา : 0-7424-6343

       
       ศูนย์บริการปรึกษาปัญหาทางโทรศัพท์ 1300
       
       สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
       จ.ระนอง 0-7781-1866
       จ.พังงา 0-7647-2179
       จ.กระบี่ 0-7561-1044
       จ.ภูเก็ต 0-7624-3315
       จ.ตรัง 0-7521-8366
       จ.สตูล 0-7471-1375
       
       บ้านพักเด็กและครอบครัว
       จ.นครศรีธรรมราช 0-7535-1990
       จ.ชุมพร 0-7757-4976
       จ.พังงา 0-7648-6814
       จ.ภูเก็ต 0-7624-0414
       จ.สงขลา 0-7433-3745-6
       จ.สุราษฎร์ธานี 0-7735-5540-1
       
       
ศูนย์พึ่งได้
       รพ.ตะกั่วป่า จ.พังงา 0-7642-4759

       
       คลินิกจิตสังคม
       รพ.ตะกั่วป่า จ.พังงา 0-7642-1700 ต่อ 1210

       และสำหรับผู้ที่ถูกข่มขืน ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่ายกาย ซึ่งในการพบแพทย์นั้นผู้ถูกข่มขืนสามารถแจ้งความจริงกับแพทย์ผู้ตรวจเพื่อตรวจหาร่องรอยที่ถูกกระทำ รวมถึงการตรวจและบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด สิ่งที่ผู้ถูกข่มขืนต้องระวังคือ อย่าเพิ่งทำความสะอาดร่างกาย ให้รีบไปพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมง แพทย์จะสามารถช่วยระงับการตั้งครรภ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
       
       ส่วนในเรื่องของการแจ้งความนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด อย่ากลัวที่จะบอกผู้ใหญ่หรือหน่วยงานที่พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ในกรณีที่ถูกข่มขู่ควรบอกข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือคนที่ไว้ใจได้ และสิ่งที่ต้องทำอีกอย่างหนี่งก็คือ หมั่นสังเกตตัวเองเมื่อเหตุการณ์ร้ายผ่านไป บางครั้งการถูกข่มขืนอาจนำมาซึ่งการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ ให้สังเกตตัวเองว่าประจำเดือนมาปกติหรือไม่
       
       เรื่องที่สำคัญที่สุด ในกรณีที่ถูกข่มขืนหรือคนรู้จักตกเป็นเหยื่อการถูกข่มขืน จำไว้ว่าคนถูกข่มขืนไม่ใช่คนผิดหรือคนน่ารังเกียจ ผู้ที่ประสบเหตุการณ์ร้ายๆ แบบสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีคุณค่า มีตัวตนในสังคมเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เหมือนกัน
       
       เมื่อเพื่อนถูกข่มขืน
       
       
  • ให้กำลังใจและไม่แสดงท่าทีรังเกียจ
           
           
  • เป็นเพื่อนพูดคุยและร่วมแก้ปัญหา
           
           
  • เป็นเพื่อนไปแจ้งความหรือติดต่อหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือ
           
           
  • ยอมรับและสนับสนุนผู้หญิงที่ถูกข่มขืนให้กลับสู่สังคมได้อย่างมีความสุขและมีกำลังใจสู้ต่อไป
           
           ทำอย่างไรเมื่อตกอยู่ในอันตราย
           
           
  • ตั้งสติอย่างตกใจ จับตามองคนร้ายอย่าให้คลาดสายตา
           
           
  • หากคนร้ายเป็นคนที่เรารู้จัก พยายามพูดให้เขาเปลี่ยนใจ
           
           
  • ในกรณีที่เป็นคนแปลกหน้า พยายามจดจำใบหน้าคนร้าย
           
           
  • หากยังไม่ถูกประชิดตัวให้ตะโกนดังๆ ให้คนช่วยหรือพยายามทำให้คนร้ายเกิดความอับอาย
           
           
  • พยายามหาทางออกจากที่เกิดเหตุเพื่อหาคนช่วย
           
           
  • ให้ข้อมูลแก่ผู้ใหญ่หรือผู้นำในชุมชนเกี่ยวกับผู้กระทำความผิด เช่น รถของคนร้าย วิธีการที่ชักจูงให้หลงเชื่อ เพื่อคอยเฝ้าระวัง
           

  •  

    เปิดกระติบข้าวเหนียวโฉมใหม่ อุ่นน๊าน.. นาน

    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 ตุลาคม 2549 16:08 น.

           นักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ไอเดียเยี่ยม นำเสนอแผนธุรกิจกระติบข้าวเหนียวมิติใหม่ เก็บความร้อนได้นานกว่าแบบเดิมกว่า 3 เท่าตัว โดยใช้ความรู้ที่ร่ำเรียน บวกกับวัตถุดิบในท้องถิ่น สร้างสรรค์จนเกิดผลงาน สามารถคว้าแชมป์แผนธุรกิจยอดเยี่ยมไปครอง

           จากการประกวดแผนธุรกิจระดับอาชีวศึกษา ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) , ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย , สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ในโครงการ “อาชีวะสร้างสรรค์ แปรฝันสุ่ธุรกิจ” ที่ผ่านมาไม่นานนี้
           
           จากนักศึกษาที่ผ่านคัดเลือก เข้าประกวดจำนวน 200 ทีม พร้อมอาจารย์ที่ปรึกษาจากทั่วประเทศ รวม 1,200 คน ผลปรากฏ ว่า วิทยาลัยการอาชีพศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู คว้ารางวัลชนะเลิศแผนธุรกิจดีเด่นไปครอง ด้วยการนำเสนอแผนธุรกิจ “กระติบข้าวอุ่นทิพย์” ที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้ พร้อมกับนี้ ยังควบ “การนำเสนอดีเด่น” อีกรางวัลด้วย
           
           นายสมศักดิ์ คงสมบัติ นักศึกษาปวส. ชั้นปีที่ 2 สาขาช่างไฟฟ้า หนึ่งในสมาชิกทีม เล่าว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้นึกถึง “กระติบข้าวอุ่นทิพย์” เนื่องจากวันหนึ่งกินอาหารกลางวัน และรู้สึกว่าถ้าข้าวเหนียวที่นำมาจากบ้านตั้งแต่เช้ายังอุ่นจนถึงตอนกลางวันก็น่าจะดี จะทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยขึ้น จึงได้มีแนวความคิดที่จะทำกระติบข้าวเหนียวที่สามารถเก็บความร้อนไว้นาน

    สมาชิกทีมวิทยาลัยการอาชีพศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู
           จุดเด่นของ “กระติบข้าวอุ่นทิพย์” ก็คือ สามารถเก็บความร้อนของข้าวเหนียวได้นานถึง 6-7 ชั่วโมง มากกว่ากระติบข้าวทั่วไปเก็บความร้อนได้ประมาณ 2 ชั่วโมง โดยทำการดัดแปลงจากกระติบข้าวเหนียวธรรมดา ใช้วิชาความรู้ที่เรียนมา นำแผ่นฉนวนกันความร้อน หรือ ฟรอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการกักเก็บความร้อนมาบุด้านในของกระติบ เนื่องจากความร้อนจากข้าวเหนียวจะสะท้อนกับฟรอยด์ทำให้ข้าวเหนียวอุ่นอยู่ได้นานถึง 6-7 ชั่วโมง และยังไม่ทำให้ข้าวแฉะด้วย
           
           อีกทั้ง ทำมาจาก “คล้า” (พืชที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์ง่ายโดยการแตกหน่อ มีอยู่มากในเขตพื้นที่อำเภอศรีบุญเรือง) มีคุณสมบัติยืดหยุ่น ไม่ขึ้นรา และความคงทนกว่ากระติบข้าวทั่วไป ที่ทำจากไม้ไผ่ หรือหวาย ที่ไม่ยืดหยุ่น คงทน โดยต้นทุนในการทำ “กระติบข้าวอุ่นทิพย์” เพียงแค่ใบละ 35-40 บาทเท่านั้น และสามารถทำได้เองง่ายๆ
           
           ด้านอาจารย์วีรวรรณ โยทองยศ อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวว่า จะนำกระติบข้าวอุ่นทิพย์ ต่อยอดทำธุรกิจต่อไป และจะไปอบรมให้กับชาวบ้าน เพื่อบรรจุเป็นสินค้าโอทอปของจังหวัด หากใครต้องการใช้กระติบข้าวอุ่นทิพย์ สามารถหาซื้อได้ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีบุญเรือง หรือจะนำเทคนิคของนักเรียนไปประยุกต์ทำเองก็ได้
           
           ด้านความเห็นจากคณะกรรมการที่เลือก แผนธุรกิจ “กระติบข้าวอุ่นทิพย์” ของวิทยาลัยศรีบุญเรือง ระบุว่า มีความเด่นชัด ทั้งด้านตัวสินค้า ที่มีการนำเสนอตัวสินค้าที่ชัดเจน เน้นเรื่องการเก็บรักษาได้นาน ความชัดเจนด้านการตลาด ชี้เฉพาะว่าขายให้ใคร กลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ที่ไหน อีกทั้งยังกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่ชัดเจน โดยจะทำการสลักลายให้ฟรีสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้า ลดราคาในช่วงเทศกาล โฆษณาทางวิทยุชุมชน ทำแผ่นพับอย่างต่อเนื่อง ออกแสดงสินค้าตามงานต่างๆ รักษาคุณภาพและมาตรฐานของสินค้า

     

    “กาแฟ” ต้านอนุมูลอิสระได้จริงหรือ?

    โดย ผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2549 09:51 น.



    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

    พญ.อัจจิมา สุวรรณจินดา

    รศ.ดร.ชัยชาญ แสงดี

    ยืดเส้นยืดสายอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยต้านอนุมูลอิสระได้

    ‘สวย ใส ดื่มกาแฟ’ ได้ยินประโยคนี้แล้วให้ฟังดูแปร่งๆ หูไปเพราะใครจะไปเชื่อว่าเจ้าเมล็ดกาแฟสีน้ำตาลเข้มๆ ผ่านกระบวนการผลิตกระทั่งกลั่นออกมาผสมในน้ำร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นพร้อมรับอรุณทุกเช้าจะสามารถส่งผลให้ผู้ดื่มกินมีความอ่อนเยาว์ สุขภาพจิตสุขภาพใจเปล่งปลั่ง โดยเฉพาะในคุณผู้หญิงที่แสนจะเข็ดขยาดกับความเหี่ยวย่นบนใบหน้าด้วยสารก่อภัยที่เรียกกันว่า ‘อนุมูลอิสระ’ ที่พร้อมฝากริ้วรอยอันไม่พึงประสงค์ไว้ได้ตลอดเวลา
           
           แน่นอนว่า...คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ “จริงหรือ?”
           

           รู้จักกับอนุมูลอิสระ
           พญ.อัจจิมา สุวรรณจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวัยวัฒน์และความงามเมดดีไซน์อธิบายถึงสารอนุมูลอิสระว่าเป็นโมเลกุลที่อยู่ไม่เป็นสุข ไม่เสถียร มีความไวต่อการเกิดปฏิกิริยามากๆ จึงอยู่กับที่ไม่ได้ คอยแต่จะทำปฏิกิริยากับโมเลกุลต่างๆ ภายในร่างกายเพื่อให้ตัวมันเสถียร จึงเกิดการทำลายโมเลกุลอื่นๆ ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ก่อให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อร่างกาย เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า รอบดวงตา และผิวพรรณ
           รวมทั้งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด ต้อกระจก ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อัลไซเมอร์ เบาหวาน มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งปฏิกิริยาที่อนุมูลอิสระทำลายเซลล์นี้เรียกว่า ปฏิกิริยาออกซิเดชัน
           
           ที่สำคัญคือ สารอนุมูลอิสระนี้พบได้ตลอดเวลาในร่างกาย ซึ่งต่อให้สุขภาพดีแค่ไหน ก็ต้องมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้นอยู่วันยังค่ำและห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้
           
           ทั้งนี้ อนุมูลอิสระมีแหล่งที่มา 2 แหล่งคือจากภายในร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหาร การหายใจ การออกกำลังกาย และภายนอกร่างกายคือ ความเครียด การติดเชื้อ มลพิษในอากาศ เป็นต้น นอกจากนั้นเมื่อคนเราอายุมากขึ้น เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์จะผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้นและความสามารถในการซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย รวมทั้งความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระก็ลดลง เมื่อสองสิ่งนี้ผนวกกำลังเข้าด้วยกัน หนึ่ง เร่งทำลาย สอง ลดการซ่อมแซม ผลจึงทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว
           
           ทว่า ร่างกายไม่ได้ยอมให้เจ้าอนุมูลอิสระนี้มาทำลายเซลล์ร่างกายเพียงฝ่ายเดียว
           
           พญ.อัจจิมาบอกว่า ธรรมชาติได้สร้างสารต้านอนุมูลอิสระหรือแอนติออกซิแดนซ์ขึ้นมาสู้รบกับอนุมูลอิสระ โดยผลิตเอนไซม์บางชนิดออกมาเช่น glutathione peroxidase แต่แม้ว่าจะมีการสร้างแอนติออกซิแดนซ์เอนไซม์ขึ้นในร่างกาย ก็ยังไม่เพียงพอและมีขีดจำกัด ประกอบกับเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้น้อยลง ดังนั้นร่างกายจึงต้องเพิ่มความสามารถในการกำจัดอนุมูลอิสระโดยรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีทั้งที่เป็นวิตามิน แร่ธาตุและสารสกัดที่ได้จากธรรมชาติ รวมทั้งเมื่อร่างกายเกิดความเสื่อมโทรมมากหรือมีปัญหาในความสวยความงามอีกทางเลือกหนึ่งที่นิยมกันมากนั่นคือการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น การทำเลเซอร์
           
           “สารต้านอนุมูลอิสระมีมากในอาหารจำพวกผัก ผลไม้ และที่กำลังได้รับความนิยมกันคือในใบชา แต่ล่าสุดได้ถูกค้นพบอีกว่ามีในเมล็ดกาแฟด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คนทั่วไปโดยเฉพาะในผู้หญิงส่วนใหญ่กำลังนิยมทำกันมากเกี่ยวกับการเสริมและแก้ไขปัญหาในเรื่องความสวยความงามนั่นคือการทำเลเซอร์ผิวหนัง แต่นั่นก็เป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ”
           
           “หากจะให้ได้ผลดีหมอแนะนำให้ดูแลตัวเองจากภายในจะดีที่สุด เริ่มจากการปรับวิถีชีวิตประจำวัน บริโภคอาหารที่มีประโยชน์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและช่วยได้เยอะมากจะมัวพึ่งพาเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ได้ ที่น่าตกใจคือเด็กๆที่อายุยังน้อยสมัยนี้ก็ใช่ว่าจะรักษาได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่นั่นเพราะสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตในสังคม ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก”
           
           ไขความลับในเมล็ดกาแฟ
           ด้านรศ.ดร.ชัยชาญ แสงดี หัวหน้าภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ได้เล่าถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่ถูกค้นพบว่ามีในเมล็ดกาแฟว่านักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าจริงๆ แล้วในเมล็ดกาแฟสดๆ จากต้นกาแฟที่ยังไม่ผ่านการคั่วนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ชื่อ “กรดคลอโรจินิก” ซึ่งมีขนาดโมเลกุลเล็ก ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดี แต่กรดคลอโรจินิกจะเกิดการสลายตัวเมื่อโดนความร้อนจากการคั่วเมล็ดกาแฟ แต่ไม่ได้เป็นการสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง เนื่องจากกรดคลอโรจินิกจะรวมตัวกับคาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโนและโปรตีนในเมล็ดกาแฟในระหว่างการคั่ว ให้เป็นสารเมลานอยดินส์ ซึ่งมีสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม ตามอุณหภูมิและระยะเวลาของการคั่วเมล็ดกาแฟ ทำให้เกิดเป็นสีและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟ นอกจากนี้สารเมลานอยดินส์ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย แต่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระต่ำกว่ากรดคลอโรจินิก
           
           ล่าสุดมีการค้นพบกรรมวิธีในการผลิตกาแฟในการทำให้เกิดการสูญเสียกรดคลอโรจินิกน้อยที่สุดนั่นคือการนำเมล็ดกาแฟสดมาผสมกับกาแฟเย็นหมายถึงกาแฟที่คั่วแล้วและขั้นตอนผ่านการผลิตออกมาเป็นกาแฟผงพร้อมชงดื่มจะให้ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่ากรรมวิธีการผลิตทั่วๆไปถึง 3 เท่า ซึ่งจะมีมากกว่าในใบชาเขียวที่ได้รับการค้นพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระและคนส่วนใหญ่ให้ความนิยมกันมากถึง 3 เท่าเช่นกัน ดังนั้นการหันมาบริโภคกาแฟจึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ห่วงใยสุขภาพโดยเฉพาะใครที่กังวลในเรื่องของสารอนุมูลอิสระ สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ที่หลายคนขยาดกลัว
           
           “ความจริงแล้วในชามีสารต้านอนุมูลอิสระเท่ากันกับกาแฟ เพียงแต่มีข้อเสียเปรียบตรงที่เราไม่สามารถนำใบชามาชงในน้ำในปริมาณมากๆเท่ากาแฟผงได้เพราะจะทำให้ได้รสชาติที่ไม่น่ารับประทานนี่คือข้อเสียของชาที่มีไม่ได้เท่ากาแฟ นอกจากนั้นกาแฟยังช่วยในการป้องกันโรคได้หลายชนิด เช่น ช่วยลดการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ป้องกันและลดการเกิดมะเร็ง ป้องกันโรคตับและลดการเกิดภูมิแพ้ได้”
           
           แต่เนื่องจากภาพลักษณ์ของกาแฟกับคนในสังคมปัจจุบันค่อนข้างถูกมองในแง่ลบและในกาแฟเองก็มีกาเฟอีนซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความเครียดได้ รศ.ดร.ชัยชาญ ให้ความเห็นว่าจากการศึกษาทางระบาดวิทยาของการดื่มกาแฟมักถูกชักจูงไปในทางลบคือเพื่อศึกษาให้พบว่าการดื่มกาแฟหรือกาเฟอีนในกาแฟก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ ส่วนใหญ่สัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ดื่มกาแฟคือผู้ดื่มกาแฟมักดื่มกาแฟและสูบบุหรี่มาก รับประทานอาห







    Copyright © 2010 All Rights Reserved.
    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาผู้นำธุรกิจและชุมชน
    The Foundation for Business and Community Leadership Development
    โดย
    นายอารีย์ ภู่สมบูญ
    ประธานกรรมการมูลนิธิฯ