ReadyPlanet.com
dot
dot
แนะนำผู้เขียน
dot
bulletนายกสโมสรโรตารีสกลนคร ปีบริหาร 2556 - 2557
bulletสรรค์สนธิ บุณโยทยาน
dot
สากกะเบือยันเรือรบ กับปราสาทภูเพ็ก สกลนคร
dot
bulletปฏิบัติการวันสิ้นโลกภาค 2 ข้ามทวีป ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร VS ปีรามิดเผ่ามายา เม็กซิโก
bulletพระพุทธรูปศิลปะขอมซ่อนอยู่ใต้โพรงหินที่ปราสาทภูเพ็ก.....สื่อถึงอะไร
bulletปฏิบัติการภูเพ็ก ดอนสวรรค์ พิสูจน์คำทำนายซินแส ฮวงจุ้ยเมืองสกล
bulletปฏิบัติการ "กาลิเลโอ" วัดความเร็วการหมุนของโลกที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletภูเพ็ก....เมกกะโปรเจค นครที่สาปสูญ
bulletปฏิบัติการวันสิ้นโลก 2012 ท้าพิสูจน์ที่ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร
bulletความเป็นมาของปราสาทภูเพ็ก
bulletตลึง ! พบ “ฝายหินพันปี” กลางป่าภูเพ็ก
bulletวัดโลกทั้งใบ ไทย กัมพูชา ปฏิบัติการ "อีราโตสทีเนส" ข้ามประเทศ
bulletครบรอบ 10 ปี การค้นพบ "สุริยะปฏิทินพันปี" ปราสาทภูเพ็ก
bulletปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ "เหมายัน" 21 -22 ธันวาคม ที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletเผยเทคนิคการออกแบบก่อสร้างปราสาทภูเพ็ก
bulletความเป็นมาของสุริยปฏิทิน
bulletพิสูจน์สุริยะวิถี กับปฏิทินมหาศักราชที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletรับพลัง "สุริยันจันทรา" ประชันดาวหางแพนสตาร์
dot
เปิดโลกวิทยาศาสตร์
dot
bulletวิเคราะห์ฤกษ์รัตนโกสินทร์ในมุมวิทยาศาสตร์
bulletOperation Rahu VI for STEMS Education
bulletปฏิบัติการพิมาย ชาตินี้มีครั้งเดียว Operation Phimai Once or Never
bulletนาฬิกาแดดโรงเรียนวิถีธรรม ม.ราชภัฏสกลนคร
bulletทำไมชาวมายาในเม็กซิโกจึงมีรูปร่างหน้าเหมือนคนเอเซีย
bulletปฏิบัติการชูหลี (Operation Chou Li) ยืนยันมุมเอียงโลก 23.5 องศา
bulletปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตรงศรีษะ (sun overhead)
bulletOperation Rahu 5 วัดระยะทางโลก - ดวงอาทิตย์
bulletOperation Rahu 4 วัดระยะทางโลก - ดวงจันทร์
bulletเกาะติดไปกับยาน New Horizons เผยความลับพลูโต "ดาวเคราะห์ลูกเมียน้อย"
bulletทำนาน้ำน้อยแต่ผลผลิตสูง เป็นไปได้หรือไม่ ?
bulletปฏิบัติการเวกัส 2558 "อีราโต้สทีเน้ส " ภาค 2 วัดโลกทั้งใบด้วยไม้แท่งเดียว
bullet21-22 มิถุนายน ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ "ครีษมายัน" Summer Solstice กลางวันยาวที่สุดในรอบปี
bulletOperation Rahu Episode III 4 April 2015 วัดระยะทางโลกไปดวงจันทร์
bulletปฏิบัติการ "เจนัส" วัดมุมเอียงของโลก
bulletOperation Rahu Episode II สูตรใหม่คำนวณระยะทางโลกไปดวงจันทร์
bulletOperation Rahu Episode I measuring earth to moon วัดระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ในปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง
bulletดางหาง ISON ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ปิดท้ายปี 2556
bulletมองหมากเม่าผ่านมิติดาราศาสตร์
bulletดาราศาสตร์ที่เราเห็น.....ล้วนเป็นภาพลวงตา
bulletเข้าพรรษาปี 2555 ทำไมต้องเดือน 8-8 วิทยาศาสตร์มีคำตอบ
bulletประสบการณ์ตรงเรื่อง "ยูเอฟโอ" ผมคิดแบบวิทยาศาสตร์
bulletโลกล้านปีที่แอ่งสกลนคร
bulletวัดมุมเอียงของโลก...ด้วยไม้แท่งเดียว
bulletเกาะติดการค้นหาชีวิตบนดาวอังคาร กับยาน Curiosity
bulletหม้อหุงข้าวพลังแสงอาทิตย์ นวัตกรรมติดดิน
bulletนาฬิกาแดดต้นแบบมิติเวลาของมนุษยชาติ
bulletภาคปฏิบัติ....วัดโลกทั้งใบด้วยไม้แท่งเดียว
bulletการอบรมเชิงปฏิบัติการ "อีราโทสทีเนส"
bulletชวนครูไทย วัดโลกทั้งใบ ด้วยไม้แท่งเดียว
dot
จับประเด็นร้อน
dot
bulletฤาตำนานหนองหารล่ม.....จะกลายเป็นเรื่องจริง
bulletทำไมคนถึงอยากครอบครอง "ดอนสวรรค์" ในบึงหนองหาร สกลนคร
bulletกู้ "หนองหาร" ด้วยมือเรา.....เริ่มต้นที่บ้าน
bulletบทเรียนอันเจ็บปวดของเขื่อนในอเมริกา....ฤา จะสะท้อนสามแสนล้านบาทเพื่อจัดการน้ำของไทย
bulletโบราณวัตถุพันปีสกลนคร....อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญหาย
bulletภัยมืดรุกชาวสกล...จากสาหร่ายพิษในหนองหาร
bulletกรมศิลปากรโยนหินถาม...เอกสารสิทธิ์ทับคูเมืองโบราณ จะออกทางไหน
bulletน้ำท่วม "ตัวเมืองสกล" บทเรียนที่น่าจะถึงเวลาสรุปเสียที
bulletพายุ "นกกระเตน" ทำเสียหายสวนยางเมืองสกล
bulletฤา...นโยบาย 300 บาท จะช่วยบรรเทาปัญหา “หัวดำออก หัวหงอกเลี้ยง”
dot
อินเดียน่าโจนส์ (ภาคสรรค์สนธิ)
dot
bulletThe Riddle of Ayutthaya
bulletOperation Bhishma 2016 ปฏิบัติการดาราศาสตร์ข้ามทวีป ..... การหมุนรอบตัวเองและวงโคจรของโลกยังคงปกติหรือไม่?
bulletทำไมวันปีใหม่ต้องเป็น 1 มกราคม? Why does the new year begin on January 1 ?
bulletผลการดูงานสหกรณ์การเกษตรประเทศไต้หวัน 23 - 26 สิงหาคม 2559
bulletSt.Peter's Fish โปรโมทการท่องเที่ยวและสร้างอาชีพใหม่....สกลนคร
bulletประกาศิตเทพเจ้ากูกูลข่าน The Return of God Kukulkan
bulletปฏิบัติการดาราศาสตร์ข้ามทวีป Operation Transcontinental Equinox 2016
bulletวางผังเมืองเชียงใหม่ด้วยวิธีดาราศาสตร์
bulletกุมภาพันธ์ ปี "อธิกสุรทิน" ทำไมต้อง 29 วัน
bulletมองผ่านประตูพระธาตุพนมในอีกมุม
bulletจับพิรุธรูปสลักหินอ่อน "กษัตริย์เดวิท" ที่เมืองฟอร์เรนซ์
bulletย้อนอดีตกรุงเก่าอยุธยา ถือฤกษ์ "รามนะวามิ"
bulletท่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ "โสมสูตร" ที่ปราสาทขอมในกัมพูชาหายไปไหนหมด
bulletอาทิตย์ตั้งฉากกับพุทธสถานชื่อดังในวันวิสาขบูชาโลก
bulletประตูเมืองโบราณสกลนครอยู่ตรงไหน
bulletTourism Gimmick
bulletปราสาทพิมายในมุมมองวิทยาศาสตร์
bulletมองปราสาทขอม ในแง่มุมดาราศาสตร์ การเมือง และความเชื่อ โดยนักรบออนไลน์ กับไกด์มืออาชีพ
bulletตรุษจีน ตรุษเวียต ตรุษไทสกล และบุญเบิกฟ้า
bulletปริศนา "ปราสาทบายน" ฤา.....มนุษยชาติจะผ่านพ้นความขัดแย้ง
bulletประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ทำไมต้องใช้ชื่อว่า "วิสาขะ"
bulletราหู.....น้ำอมฤต.....สนามบินสุวรรณภูมิ
bulletอาณาจักร "ทวารวดี" ทำไมจึงล่มสลาย
bulletไขประตูสู่อดีตพระธาตุเชิงชุม ...... ในอีกมุมมอง
bullet"มาฆบูชา" ทำไมต้องใช้ชื่อนี้
bullet"ทัชมาฮาล" ในมุมมองดาราศาสตร์
bulletคำสอนพุทธองค์เปล่งประกายอีกครั้งในดินแดนภารตะ
bulletเมือง "สารนาท" ที่มาแห่งวันอาสาฬหบูชา
bulletพระธาตุดุม....ในอีกมุมมอง
bulletถอดจารึกขอม "ภูถ้ำพระ" ทำไมพระพุทธรูปไปอยู่ที่นั่น
bulletแกะรอย "สุริยะเทพ" ที่ปราสาทพนมบาเค็ง
bulletหนองหารหลวงเมืองหน้าด่าน ยันกับอาณาจักรจาม
bulletถอดความศิลาจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พบ "ฤกษ์อโรคยาศาล"
bulletมุมมองใหม่ "สะพานขอม" ฝายทดน้ำชลประทาน
bulletปราสาทหินพิมาย กับสามเหลี่ยมพุทธมหายาน
bulletจากพระธาตุเชิงชุม ถึงพุทธคยา
bulletปราสาทขอมเมืองสกล.....เอาหินมาจากไหน ?
bulletไขความลับปราสาทนารายณ์เจงเวง
bulletถอดรหัสขอมพันปี 80 องศา พบราศีเมษ
bulletหลากมิติอารยธรรม 4 ยุค "บ้านท่าวัด" ริมหนองหาร สกลนคร
bulletไขปริศนาปราสาทพนมรุ้ง
bullet13 เมษายน 2551 วันสงกรานต์ จริงหรือ ?
bullet21 มี.ค. 51 ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก
bulletตำนานวันปีใหม่ มิติแห่งกาลเวลาของมนุษยชาติ
bulletเข้าพรรษา ปี 2550 ทำไมต้องมีเดือนแปดสองหน
bulletมหาสงกรานต์ 13–15 เม.ย.
bulletDownload ภาคสรรค์สนธิ
bulletปฏิบัติการอีราโตสทีเนสวัดโลกทั้งใบ ด้วยไม้แท่งเดียว
dot
รายการการศึกษาที่น่าสนใจ
dot
bulletความรู้เรื่องพระไตรปิฎก
bulletวัดอภัยสมุทร
bulletสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
dot
คอลัมน์กิตติมศักดิ์
dot
bulletบ่าวคำหอม ล่ะเบ๋อ
bulletอินเดียน่าโจนส์ (ภาคสรรค์สนธิ)
dot
เว็บที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletจังหวัดสกลนคร
bulletเทศบาลเมืองสกลนคร
bulletม.ราชภัฏสกลนคร
bulletจดหมายเหตุเมืองสกลนคร
bulletเทศบาลเมืองนครพนม
bulletเทศบาลตำบลอากาศอำนวย
bulletศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ
bulletweb thaiNGO
bulletสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนคร
dot
นานาสาระ
dot
bulletฝนหลวง
bulletรวมชีวประวัติ ปฏิปทา คติธรรมคำสอนพระกรรมฐาน
bulletฐานรากเศรษฐกิจพอเพียง
bulletบทความน่าสนใจ จากสื่อไทย
bulletรู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
bulletพจนานุกรมภาษาอีสาน
bulletข้อคิดดีๆจากภาพยนต์
dot
ข้อมูลเกี่ยวกับขยะ
dot
bulletพลังงานจากขยะ
bulletตัวอย่างโครงการคัดแยกขยะ
dot
ข่าวประชาสัมพันธ์
dot
bulletข่าวสาร บ้านเฮา
bulletข่าว เด่นประเทศเพื่อนบ้าน
bulletช่าว สด ข่าวเด่น
bulletแวดวง BCL.
bulletประมวลภาพ โรตารีสกลนคร ไปทัวร์ยูนนาน
bulletชมรมส่งเสริมคนดีเมืองสกล
bulletกลุ่มศิลป์เพื่อชีวิต
bulletกิจกรรมกลุ่ม young
dot
มุมสุนทรียภาพ
dot
bulletแวดวง ศิลปะ
bulletท่องเที่ยว
bulletแผนที่ทางดาวเทียม
bulletแผนที่ทางหลวง
bulletภาพเก่าๆ ของหัวใจใหม่ๆ
dot
ช่องทางส่งข้อมูล
dot
bulletทาง E-mail
bulletปฏิบัติการ "อีราโทสทีเนส" วัดเส้นรอบวงโลกด้วยไม้แท่งเดียว




บทความน่าสนใจ จากสื่อไทย

 

พบสารเคมีในผัก-ผลไม้นำเข้าเพียบ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 ธันวาคม 2549 18:30 น.
       ตะลึง! กรมวิทย์ฯ ตรวจพบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักและผลไม้สดนำเข้า 52 ตัวอย่าง และพบสารตกค้างชนิด Methamidophos สารพิษร้ายแรงที่ห้ามใช้ตามประกาศสธ. ในผักสดจำนวน 17 ตัวอย่าง แนะล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้งนาน 2 นาที แล้วลอกเปลือกออกช่วยลดสารพิษถึง 70%
       
       นพ.ไพจิตร์ วราชิต อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยประสบภาวะวิกฤติน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศในระยะยาว ทำให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตร สินค้าเกษตรเสียหาย ปริมาณสินค้าเกษตรลดลง ขาดแคลนพืช ผัก ผลไม้ และในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ ประชาชนจึงมีความต้องการในการใช้พืช ผัก และผลไม้เพื่อการบริโภคและจัดของขวัญเป็นจำนวนมาก โดยพืช ผัก และผลไม้ที่วางจำหน่ายภายในประเทศนั้น มีทั้งพืช ผัก ผลไม้ที่เพาะปลูกได้เองในประเทศ และบางส่วนมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จีน
       สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เวียดนาม อัฟริกาใต้ เป็นต้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยมีการเปิดตลาดการค้าเสรี (Free Trade Area)
       
       นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการเครือข่ายอาหารนำเข้าทั้งในส่วนกลาง ได้แก่ สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร และในส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับระบบการควบคุมและมาตรฐานการตรวจสอบอาหารนำเข้า สำหรับการตรวจสอบผักและผลไม้สด ได้ตรวจวิเคราะห์สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้าง จำนวน 4 กลุ่ม คือ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน เช่น DDT, Endosulfan, Heptachor เป็นต้น กลุ่มออร์โนฟอสฟอรัส เช่น Parathion, Malathion, Profenofos กลุ่มคาร์บาเมต เช่น Carbofurun, Methomyl และกลุ่มสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์ เช่น Cypermethrin, Permethrin เป็นต้น
       โดยเก็บตัวอย่างที่ส่งจากด่านที่มีการนำเข้าอาหารจำนวนมาก เช่น เชียงแสน และท่าเรือกรุงเทพ เป็นต้น ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2547 ถึงกันยายน 2549 จำนวน 673 ตัวอย่าง ตรวจพบสารตกค้างจำนวน 52 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 7.7 จำแนกเป็นประเภท ผักสด ได้แก่ แครอท เห็ดสด กะหล่ำปลี เซอร์รารี่ โป๊ยเล้ง ผักกาดขาว ถั่วลันเตา คะน้า ถั่วหวาน กระเทียม หอมใหญ่ เป็นต้น จำนวน 481 ตัวอย่าง ตรวจพบสารตกค้างจำนวน 43 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 8.9 และประเภทผลไม้สด ได้แก่ องุ่น แอปเปิ้ล ลูกแพร์ ส้ม ลูกพลับสด สาลี่ เป็นต้น จำนวน 192 ตัวอย่าง ตรวจพบสารตกค้างจำนวน 9 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 4.7
       
       ทั้งนี้ พบสารพิษตกค้างชนิด Methamidophos เป็นสารเคมีที่มีพิษร้ายแรง ซึ่งไม่อนุญาตให้ใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 288 พ.ศ.2548 ในผักสดจำนวน 17 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 3.5 สำหรับสารพิษตกค้างชนิดอื่นๆ พบว่ามีปริมาณต่ำกว่าค่าที่กำหนด เช่น Chlorpyrifos, Cypermethrin เป็นต้น และบางชนิดตรวจพบว่า ไม่มีการกำหนดค่ามาตรฐานไว้ในประกาศฉบับนี้ เช่น Carbofuran,Fenvalelate, Acephate,
       Triazophos, Dimethoate เป็นต้น จึงได้รายงานผลการตรวจวิเคราะห์ไปยังสำนักคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อหามาตรการ ควบคุมต่อไป
       
       อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวต่อไปว่า
เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคผักและผลไม้สด ประชาชนควรปฏิบัติตนด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้ ก่อนการบริโภคควรล้างผักและผลไม้สดด้วยน้ำสะอาดหรือล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อกหลายๆ ครั้งนาน 2 นาที หรือแช่น้ำสะอาดนาน 5 – 10 นาที แล้วเทน้ำทิ้ง จากนั้นควรลอกส่วนนอกของผักสดออก หรือผลไม้ควรปอกเปลือก จะสามารถลดสารพิษได้สูงสุดถึงร้อยละ 70 หากนำไปปรุงอาหารโดยการใช้ความร้อนจะสามารถลดสารพิษได้อีกร้อยละ 50

 

 

สังคมไทยอยู่ไม่รอดถ้าคนดีกลัวคนโกง 'เพ่งเล็ง'

12 ธันวาคม 2549.
หากเราต้อง 49 น
'กลับไปนับหนึ่งใหม่ ' เพื่อให้ 'จริยธรรมและธรรมาภิบาล ' เป็น 'วาระแห่งชาติ ' ของรัฐบาล สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ต้องเอาตัวอย่างตอนที่พลเอกสุรยุทธ์ เป็นแม่ทัพภาคสอง

และปฏิเสธที่จะรับเงินจาก 'หัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ' เพื่อช่วยหาเสียงเลือกตั้งมาเป็นมาตรฐานสำหรับข้าราชการทุกคนและทุกระดับ

เป็นมาตรฐานที่สามารถทำให้ข้าราชการทุกคนมีความภาคภูมิใจที่ได้ประกาศจุดยืนตั้งแต่เข้ารับราชการว่าจะไม่ยอมรับสินบนจากนักการเมืองหรือพ่อค้าคนไหน เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ของพวกเขา

'นับหนึ่งใหม่ ' เรื่องจริยธรรมครั้งนี้ จะต้องทำให้ดีกว่าสมัยพลเอกสุรยุทธ์ ต้อง 'แอบๆ ' ไม่รับเงินนักการเมือง และต้องถูก 'เพ่งเล็ง ' จากนักการเมืองกลุ่มนั้นมาตลอด

หากจริยธรรมเป็น 'วาระแห่งชาติ ' จริงๆ ข้าราชการทหาร ตำรวจและพลเรือนที่ซื่อสัตย์ต้องสามารถเปิดเผยพฤติกรรมการพยายามให้สินบนของพ่อค้าและนักธุรกิจเหล่านี้อย่างกะทันหันและอย่างเปิดเผย

ไม่ต้องทุกข์ทรมานเหมือนคนดียุคนายกฯ สุรยุทธ์ ที่เพิ่งจะสามารถนำมาเปิดเผยหลังจากเกิดเรื่องไปแล้วหลายปี จนเจ้าตัวเกษียณจากราชการแล้ว และถ้าหากไม่ได้กลับมาเป็นนายกฯ ภายใต้สถานการณ์พิเศษอย่างนี้ ก็คงไม่มีโอกาสได้มาบอกเล่าให้เพื่อนร่วมชาติอย่างพวกเราได้รับทราบว่าท่านเคยถูก 'เพ่งเล็ง ' (ซึ่งแปลความได้ว่าเป็นการ 'กลั่นแกล้ง ' ในชีวิตราชการ) เพราะท่านพยายามจะเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างนี้มาแล้ว

หากจริยธรรมการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็น 'วาระแห่งชาติ ' จริงๆ แล้ว นักการเมืองและพ่อค้าฉ้อฉลต้องไม่กล้าแม้แต่จะพยายาม 'ยัดเงิน ' ให้กับข้าราชการ เพราะภายใต้ค่านิยมใหม่นี้ผู้พยายามจะให้สินบนจะต้องถูกเปิดเผยทันที...ไม่ต้องรอให้เรื่องราวผ่านพ้นไประยะหนึ่งจนเจ้าตัวเชื่อว่า 'ตัวเองปลอดภัยจากการถูกกลั่นแกล้ง ' แล้ว จึงจะสามารถเล่าให้สาธารณชนฟังอย่างที่ยังเป็นอยู่ในสังคมไทยวันนี้

เพราะถ้าหากคนดียังกลัว ไม่กล้าเปิดเผยพฤติกรรมของคนโกงและคนฉ้อฉล ก็ย่อมแปลว่าจริยธรรมยังไม่ได้เป็นมาตรฐานแห่งชาติ แปลว่าคนโกงยังได้รับความเกรงใจจากสังคมไทยโดยส่วนรวมและกว่าเราจะรู้ว่าใครพยายามจะใช้เงินและอำนาจการเมือง เพื่อซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ ก็สายเกินการณ์เสียแล้ว

การสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้น ให้คนดีมีกำลังใจ และให้คนสุจริตเป็นตัวอย่างแห่งความถูกต้องนั้นย่อมจะต้องแปลว่าคนเลวต้องละอาย คนดีต้องไม่ไหว้คนชั่ว คนกินสินบนต้องเดินหลบหน้าคนอื่น คนทำมาหากินอย่างสุจริตต้องลืมตาอ้าปากได้...และใครคิดทำชั่วต้องรู้ว่าจะต้องถูกจับได้อย่างรวดเร็วและจะได้รับการลงโทษอย่างสาสมอย่างฉับพลัน

อย่างที่นายกฯ สุรยุทธ์ ประกาศไว้วันก่อนว่า 'ใครที่คิดทุจริตหรือประพฤติมิชอบ เบียดบังผลประโยชน์จากงบประมาณ ก็ย่อมจะไม่สามารถที่จะหลีกหนีความผิดไปได้ ' เพราะ 'ระบบอุปถัมภ์ ' ได้เติบโตในสังคมไทยถึงขั้นที่ทำลายระบบคุณธรรมจริยธรรมในระบบราชการ มีผลกระทบต่อการทำงานของข้าราชการ และการพัฒนาบ้านเมืองอย่างยิ่งดั่งที่คุณสุรยุทธ์ ได้พูดเอาไว้อย่างถูกต้อง

นโยบายนี้จะวัดว่าสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนที่เจอเหตุการณ์อย่างท่านนายกฯ เมื่อคราวเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ครั้งนั้น สามารถจะเปิดเผยความจริงเช่นนั้นอย่างทันท่วงทีและเป็นที่รู้กันไปทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง

เพราะเรื่องที่ท่านเล่าครั้งนี้ทำให้คิดต่อไปได้อีกว่า คนที่ไม่รับเงินของหัวหน้าพรรคการเมืองคนนั้นอาจจะมีไม่กี่คนเหมือนคุณสุรยุทธ์ แต่ข้าราชการระดับสูงที่รับเงินอย่างนั้นมีจำนวนเท่าไร...จะน่ากลัวแค่ไหนถ้ามีใครบอกว่าคนที่รับเงินมากกว่าที่ไม่รับมากมายหลายเท่านัก

ถ้าคนดีของสังคมกลัวคนชั่วที่อยู่ในอำนาจ 'เพ่งเล็ง ' แทนที่คนชั่วในอำนาจจะกลัวคนดีทั้งประเทศ 'เพ่งเล็ง ' ก็ย่อมจะแปลว่าจริยธรรมยังไม่เป็น 'วาระแห่งชาติ ' ที่แท้จริง

ล้างไพ่ขุมข่ายทุนระบอบทักษิณ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 กันยายน 2549 20:57 น.

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
       เปิดขุมข่ายทุนทักษิณเพื่อล้างไพ่ให้สิ้นซาก ตามเชคบิลยุทธการกินรวบประเทศไทยภายใต้การครองเมืองของ “ทักษิณ ”กว่า 5 ปีที่ผ่านมาสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับกลุ่มก๊วนการเมือง – เครือญาติ มหาศาล ด้วยการออกนโยบายในเชิงคอร์รัปชั่นทั้งการให้สิทธิพิเศษลดหย่อนภาษี, ลดหย่อนค่าสัมปทาน, จำกัดคู่แข่ง, เอาผลประโยชน์ของชาติแลกเปลี่ยน, ตั้งบริษัทคว้างานโครงการของรัฐ โดยใช้ตลาดหุ้นเป็นเครื่องมือปั่นราคาให้มูลค่าธุรกิจภายใต้เครือข่ายพุ่งทะยาน
       

       “รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินนโยบายที่ให้ประโยชน์กับคณะรัฐมนตรีและพรรคพวกโดยตรง และยังมีความพัวพันระหว่างการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายกับมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มอำนาจการผูกขาดตลาดมากขึ้นของบริษัทมหาชนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมือง รัฐมนตรี ส.ส.” ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานปาฐกถาเรื่อง “ธนกิจการเมือง” ในงานสัมมนาของศูนย์เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาฯ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
       
       ตั้งแต่ปี 2544 นับจากทักษิณขึ้นครองอำนาจมีหลายนโยบายเศรษฐกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีและนักการเมืองระดับรัฐมนตรี ทั้งยังมีการเอื้อประโยชน์และปกป้องธุรกิจในเครือข่าย เช่น สิทธิพิเศษลดหย่อนภาษี, การลดหย่อนค่าสัมปทาน, การจำกัดกิจการรายใหม่ไม่ให้เข้าสู่ตลาด, การชะลอนโยบายที่ส่งผลเสียหายต่อบริษัทในเครือข่ายทุนทักษิณ ฯลฯ
       
       หากจะไล่เรียงกลุ่มทุนทักษิณและเครือข่ายที่ดำเนินยุทธการกินรวบประเทศไทยในทุกวิถีทาง ต้องฉายสปอตไลท์ไปที่ธุรกิจของกลุ่มตระกูลชินวัตรและเครือญาติ, กลุ่มตระกูลมหากิจศิริ, ธุรกิจตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ, ธุรกิจตระกูลมาลีนนท์, ธุรกิจตระกูลเจียรวนนท์ , ธุรกิจตระกูลอัศวโภคิน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนติดอันดับเศรษฐีเมืองไทยในอันดับต้นๆ ทั้งสิ้น
       
       ***เอื้อประโยชน์ “ชินคอร์ป” อื้อซ่า***
       

       ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี รัฐบาลทักษิณ ได้ออกนโยบายและมาตรการเอื้อประโยชน์และปกป้องธุรกิจโทรคมนาคมในเครือชินคอร์ปอย่างชัดแจ้งในหลายกรณี อาทิเช่น
       
       หนึ่ง การออกพ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิตบริการโทรคมนาคม เป็นเครื่องมือปกป้องบริษัทเอไอเอสและบริษัทอื่นๆ ในธุรกิจเดียวกันจากการแข่งขัน ประเด็นคือ ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องจ่ายภาษีอย่างแท้จริง แต่รายเดิมกลับสามารถจ่ายภาษีโดยการหักออกจากค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว คำถามคือ รัฐบาลใช้อำนาจตามกฎหมายใดยกเว้นภาษีสรรพสามิตให้แก่ผู้รับสัมปทานโดยให้หักออกจากค่าสัมปทานเดิมแทนที่จะเก็บเพิ่มเข้าไป
       
       สอง การอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่งก่อนคิดส่วนแบ่งรายได้ ทำให้เอไอเอสมีภาระในการจ่ายส่วนแบ่งรายได้น้อยลง
       
       เอไอเอส ยังได้รับประโยชน์ในการแก้สัญญาร่วมงานกับ บมจ.ทศท. ในส่วนการจ่ายเงินชดเชยของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบพรีเพด จาก 25% เหลือ 20% ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 1,600 ล้านบาท และยังได้รับอานิสงค์จากการลดภาษีนำเข้าโทรศัพท์มือถือจาก 10% เหลือ 0% โดยอ้างกฎ WTO ไม่นับการแก้ไขระเบียบราชการให้ข้าราชการระดับ ซี 8-11 เบิกค่าโทรศัพท์ได้มากขึ้นจาก 1,000 บาทเป็น 4,000 บาท โดยมีฐานข้าราชการส่วนนี้ถึง 40,000 คน
       
       สาม การส่งเสริมการลงทุนโดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี แก่ไอพีสตาร์ ของบริษัทชินแซทเทิลไลท์ ในส่วนที่เป็นรายได้จากต่างประเทศ มูลค่าที่ชินแซทฯ ได้รับยกเว้นภาษีสูงถึง 16,459 ล้านบาท โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมเพราะไม่มีผลให้เกิดการลงทุนใดๆ เพิ่มขึ้นในไทย ประชาชนคนไทยไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ผู้ประโยชน์กลับเป็นผู้ใช้ต่างชาติและผู้ถือหุ้นเท่านั้น
       
       สี่ การให้เงินกู้แก่พม่าของเอ็กซิมแบงก์ ประมาณ 4,000 ล้านบาทในระยะเวลา 12 ปี ดอกเบี้ยต่ำ 3% ในจำนวนนี้ประมาณ 600 ล้านบาทเป็นการปล่อยกู้เพื่อให้กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคมของพม่าจัดซื้อจัดจ้างระบบอุปกรณ์ดาวเทียมความเร็วสูงเพื่อให้กับบริการไอพีสตาร์ของบริษัทชินแซทฯ ในการบริการโทรศัพท์และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ธุรกรรมนี้เป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงจากชินแซทฯ มายังกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันความเสี่ยงของเอ็กซิมแบงก์ตามกฎหมายในกรณีที่เกิดความสูญเสียจากการให้สินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาล
       
       ห้า การปกป้องไม่เปิดเสรีธุรกิจโทรคมนาคภายในประเทศแต่เลือกเปิดเสรีบางสาขาแลกเปลี่ยนกับธุรกิจที่กลุ่มทุนทักษิณจะได้ประโยชน์ เช่น ข้อตกลงเอฟทีเอไทย-ออสเตรเลีย ที่รัฐบาลทักษิณเปิดเสรีสาขาเกษตรกรโคเนื้อ โคนมเป็นการเอาชีวิตเลือดเนื้อเกษตรกรไปแลกกับการเปิดตลาดธุรกิจโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ในออสเตรเลีย ทำให้ชินแซทฯ และกลุ่มตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจได้รับประโยชน์
       
       ไอพีสตาร์ ยังจะได้รับประโยชน์จากการเปิดเอฟทีเอไทย-อินเดีย และ ไทย-จีน โดยนักวิเคราะห์จากตลาดหลักทรัพย์ ประเมินว่า รายได้ของชินแซทฯ จะเพิ่มขึ้นมหาศาลทันทีที่อินเดียและจีนเปิดรับสัญญาณไอพีสตาร์ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท
       
       หก การยินยอมให้เอกชน (บริษัทเทเลอินโฟมีเดีย ชื่อเดิม ชินวัตรไดเร็กทอรี่ส์) ยกเลิกการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าขาว เพื่อลดต้นทุนของบริษัทในการจัดพิม์และแจกจ่ายสมุดโทรศัพท์ อีกทั้งเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจของบริการสอบถามเลขหมาย
       
       เจ็ด การไม่เร่งรีบออกกฎหมายประกอบพ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ในส่วนของการมีอำนาจเหนือตลาดและหลักเกณฑ์ในการควบรวมกิจการเพื่อปกป้องธุรกิจของเอไอเอสและชินแซทฯ
       
       แปด กรณีไอทีวี หลังกลุ่มชินคอร์ป เข้าไปถือหุ้นไอทีวีได้ลดค่าสัมปทานเหลือ 150 ล้านบาทต่อปี เป็นเวลา 20 ปี ทำให้รัฐเสียรายได้ 17,430 ล้านบาท พร้อมกับปรับสัดส่วนผังรายการให้เพิ่มรายการบันเทิงลดรายการข่าวและสารคดีที่มีสาระประโยชน์ ทำให้ไอทีวีมีโฆษณาเพิ่มขึ้น
       
       เก้า นโยบายเปิดน่านฟ้าเสรี เปิดทางให้กลุ่มชินเข้ามาลงทุนในสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ โดยเปิดเส้นทางบินทั้งในและต่างประเทศ ทับซ้อนสายการบินของการบินไทย การเติบโตของแอร์เอเชียที่ทำรายได้ร่วม 3,000 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 48 สวนทางกับการบินไทยที่เริ่มถดถอยทั้งลดเที่ยวบินภายในประเทศ ยกเลิกเส้นทางบินบางสายไปต่างประเทศ ทั้งที่เป็นเส้นทางบินที่ทำเงิน ท่ามกลางข้อครหาว่าถูกบีบเพื่อเปิดทางให้กับแอร์เอเชียสยายปีกคลุมธุรกิจนี้
       
       สิบ เอื้อประโยชน์ให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มชินคอร์ป เช่น โครงการบางกอก บูเลอวาร์ด ของบริษัทเอสซี แอสเซท จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งบนถนนรามอินทรา – วงแหวน – นวมินทร์ ซึ่งที่ประชุม คจร. เมื่อ 4 ก.ค. 46 ออกมติตัดถนน รัชดาภิเษก – รามอินทรา 4.5 กม. ผ่านที่ดินโครงการดังกล่าว พลิกฟื้นสถานะจากที่ตาบอดเป็นทำเลทองในพริบตา
       
       ธุรกิจอสังหาฯ นี้ เป็นที่ทราบกันทั้งวงการว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นนักสะสมที่ดินตัวยง มิหนำซ้ำยังสามารถ “ซื้อถูก”ดังเช่น การซื้อที่ดินตรงข้ามสถานฑูตเกาหลีเยื้องศูนย์วัฒนธรรม จำนวน 33 ไร่ ที่กองทุนฟื้นฟูฯ เปิดประมูล คุณหญิงสามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาดกว่า 50% ทำให้รัฐขาดรายได้ไปถึง 715 ล้านบาท จากต้นทุนที่ดินที่ต่ำลงจากการประมูลรอบแรก 700 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินอีก 15 ล้านบาท
       
       ไม่นับ สนามกอล์ฟอัลไพน์ มูลค่ากว่า 747 ล้านบาทซึ่ง ทักษิณ ซื้อมาด้วยราคาต่ำทั้งถูกข้อกล่าวหาเอาที่ดินวัดมาสร้างเป็นสนามกอล์ฟ
       
       นอกจากนี้ กลุ่มชิน ยังสยายปีกเข้ามายังธุรกิจสถาบันการเงินโดยตั้งบริษัทแคปปิตอล โอเค ปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล โดยอาศัยฐานลูกค้าเอไอเอส และฐานเงินทุนจากธนาคารดีบีเอส สิงคโปร์ ไม่นับธุรกิจส่วนตัวของทายาทอย่าง พานทองแท้ ชินวัตร ซึ่งเป็นบริษัทโฆษณาคว้าสัมปทานพื้นที่โฆษณารถไฟฟ้าใต้ดินมูลค่า 90 ล้าน
       
       ***เครือญาติชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์ สยายปีกกินรวบ
       
       ทางด้านเครือญาติที่รวยอื้อซ่าขึ้นมาทันตาเห็น ต้องนับ “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของทักษิณ เจ๊แดง ได้สร้างเอ็มลิงค์ หรือบริษัทเอ็มลิงค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นธุรกิจหลักของครอบครัวและทำรายได้ให้ครอบครัววงศ์สวัสดิ์ปีละหลายพันล้านบาท
       
       เอ็มลิงค์ มีเครือข่ายธุรกิจกว้างขวางโดย เข้าซื้อหุ้นในบริษัทต่างๆ มากมาย ทำให้ธุรกิจของตระกูลวงศ์สวัสดิ์ ขยายอาณาจักรออกไปสู่ธุรกิจอื่นนอกจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือ โดยธุรกิจสำคัญที่ตระกูลวงศ์สวัสดิ์ เข้าถือหุ้นใหญ่นั้นส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อประมูลงานจากรัฐแทบทั้งสิ้น
       
       อาณาจักรเอ็มลิงค์ของเจ๊แดง มีการแตกบริษัทลูกขึ้นมาอีกหลายบริษัท เช่น บริษัทเทเลแม็กซ์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัทเอ็ม ช็อป โมบาย จำกัด รวมถึงธุรกิจดิจิตอล ทรังซ์ เรดิโอ ที่ได้รับงานจากบริษัทวิทยุการบิน มูลค่า 226 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังลงทุนในบริษัทพอร์ทัลเน็ท จำกัด เพื่อเข้าประมูลงานโครงการโทรคมนาคมจากภาครัฐและเอกชน
       
       โครงการสำคัญที่ชนะประมูล เช่น โครงการเช่าระบบคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์สำเร็จรูปสำหรับธุรกิจหลัก มูลค่า 3,192 ล้านบาท จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และโครงการซื้อเครื่องโทรศัพท์สาธารณะแบบหยอดเหรียญและใช้บัตรในเครื่องเดียวกัน มูลค่า 289 ล้านบาท จากบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
       
       ครอบครัววงศ์สวัสดิ์ ยังเข้าถือหุ้นในบริษัทวินโคสท์ อินดัสเทียล พาร์ค ทำธุรกิจบริหารคลังสินค้า ลอจิสติกส์ที่รัฐบาลออกนโยบายสนับสนุนอีกด้วย
       
       นอกจากนั้น ตระกูลวงศ์สวัสดิ์ของเจ๊แดง ยังผนึกแน่นกับตระกูลวิไลลักษ์ เจ้าของกลุ่มสามารถ โดยจับมือกันเข้าถือหุ้นในบริษัทแอสคอน คอนสตักชั่น จำกัด (มหาชน) 50% พร้อมประกาศชัดแจ้งว่า จะมุ่งเข้าประมูลงานโครงการรัฐเป็นหลัก โดยแผนงานคือ โครงการรถไฟฟ้า มูลค่าโครงการหลายแสนล้าน โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ มูลค่า 24,000 ล้านบาทของกรมธนารักษ์ และสนใจเข้ารับช่วงงานโครงการรถไฟเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิ หรือ แอร์พอร์ตลิงค์ มูลค่า 12,000 ล้านบาท ต่อจากชิโน-ไทย
       
       ไม่เพียงเท่านั้น ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ลูกสาวของเจ๊แดง ยังได้รับจัดสรรหุ้นบริษัทสยามสตริปมิลล์ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กรายใหญ่ของสมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล พร้อมกับ พายัพ ชินวัตร มูลค่ารวมกันประมาณ 500 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทสยามตริปมิลล์ฯ ได้รับลดหนี้จาก บสท. สูงถึง 56,550 ล้านบาท จากภาระหนี้ทั้งสิ้น 63,857 ล้านบาท เหลือเพียง 7,307 ล้านบาท หลังจากแจกหุ้นเพิ่มทุนราคาถูกให้ วงศ์สวัสดิ์ – ชินวัตร และการขายหุ้นแบบเจาะจงให้เครือญาตินักการเมืองไทยรักไทย
       
       ในส่วนธุรกิจสื่อ ตระกูลวงศ์สวัสดิ์ รุกคืบเข้าถือหุ้นในบริษัททราฟฟิก คอร์นเนอร์ เพื่อรับงานสัมปทานจากรัฐ แม้ว่าตอนท้ายจะขายหุ้นส่วนหนึ่งให้กับตระกูลวิไลลักษณ์
       
       ทราฟฟิกฯ ได้เข้าไปรับสัมปทานจากกรมประชาสัมพันธ์ ผลิตรายการป้อนให้กับช่องเอ็นบีที โดย 6 เดือนแรกไม่เก็บค่าบริการหรือค่าธรรมเนียม โดยกรมประชาสัมพันธ์ถือเป็นช่วงทดลองออกอากาศ ทั้งนี้ ทราฟฟิกฯ ได้ รับสัมปทานทั้งหมด 3 ช่องจาก 9 ช่องด้วย
       
       นอกจากนี้ ยังไม่นับการเข้าไปรับสัมปทานจาก ทอท. ในการให้บริการสื่อโฆษณาบนรถเข็นในสนามบิน 4 แห่ง ในระยะเวลา 3 ปี มูลค่ารวมนับร้อยล้านบาท
       กล่าวได้ว่า ยุคทักษิณ ครองเมือง ตระกูลวงศ์สวัสดิ์ ได้อิงแอบอำนาจทางการเมืองเบิกทางขยายอาณาจักรธุรกิจออกไปร่วมกินหรือกินรวบในเกือบทุกภาคส่วนไม่น้อยไปกว่าพี่ใหญ่อย่างชินคอร์ป
        
       คนในตระกูลชินวัตร ที่ร่วมยุทธการกินรวบประเทศไทย ต้องจารึกชื่อของ “พายัพ ชินวัตร” น้องชายของ ทักษิณ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “มือปั่นหุ้นตัวยง” และเป็น “ขาใหญ่” ที่ถูกคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบหุ้นที่เขาถือไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ปิคนิก, อีสเทิร์นไวร์, อีเอ็มซี ที่มีราคาเคลื่อนไหวผิดปกติในช่วงเวลาที่เขาเข้าถือหุ้น
       
       พายัพ ชินวัตร จึงได้ชื่อว่า เป็นตัวจักรสำคัญที่ปั่นให้ “หุ้นการเมือง” มีมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นสูงเมื่อเทียบกับหุ้นที่ไม่มีสายสัมพันธ์ทางการเมือง
       
       ***“มหากิจศิริ-จึงรุ่งเรืองกิจ” รับเนื้อๆ ลดหนี้-ภาษี
       
       ประยุทธ มหากิจศิริ นายทุนกระเป๋าหนักของพรรคไทยรักไทย พันธมิตรสำคัญของ ทักษิณ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับประโยชน์ไปไม่น้อย กล่าวคือ บริษัทไทยฟิล์มอินดัสตรี ที่ มหากิจศิริ ถือหุ้นอยู่นั้น ได้เข้าถือหุ้นของบริษัทไทยคอปเปอร์ อินดัสตรี ซึ่งได้รับการปรับโครงสร้างหนี้จาก บสท. โดยได้รับการแฮร์คัตสูงถึง 9,377 ล้านบาท จากโครงสร้างหนี้มูลค่า 11,833 ล้านบาทเหลือเพียง 2,456 ล้านบาท
       
       นอกจากนั้น นโยบายของรัฐบาลที่ให้ปรับราคาเหล็กแผ่นรีดเย็นไร้สนิม จาก 88 บาท/กก.เป็น 105.94 บาทต่อกก. ทำให้บริษัทมีกำไรสูงถึง 1,395 ล้านบาท ในปี 2546 จากที่ขาดทุนอยู่ 1,233 ล้านบาท
       
       ขณะเดียวกัน บริษัทไทยน๊อคซ์ ก็รับเนื้อๆ เมื่อรัฐบาลประกาศปรับภาษีสินค้าเหล็กแผ่นรีดเย็นไร้สนิมจาก 5% เป็น 15% ปิดกั้นคู่แข่งขันจากต่างชาติเอื้อประโยชน์ให้ไทยน๊อคซ์ ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่ขายเหล็กแผ่นรีดเย็นไร้สนิม
       
       ปี 48 ที่ผ่านมา ประยุทธ มหากิจศิริ ติดอันดับเศรษฐีหุ้นโดยไต่จากอันดับ 23 มาอยู่ที่อันดับ 10 ด้วยมูลค่าหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 76% รวมมูลค่า 3,194 ล้านบาท
       
       ส่วนตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจนั้น นอกจากจะร่ำรวยมหาศาลจากการเข้าถือหุ้นใน ปตท. ยังเข้าไปเกี่ยวข้องในหุ้นที่ร้อนแรง เช่น ปิคนิก อิสเทิร์นไวน์ ฯลฯ
       
       ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตอะไหล่รถยนต์และมอเตอร์ไซด์ เมื่อรวมกับธุรกิจของตระกูล จุฬางกูร เครือญาติ ซึ่งมีธุรกิจในเครือนับร้อย โดยกลุ่มหลักคือ ไทยซัมมิต ที่ผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับโตโยต้า ต่างได้รับอานิสงค์จากนโยบายดีทรอยส์แห่งเอเชียของรัฐบาล
       
       ที่สำคัญคือ การเปิดเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดรองไปจากธุรกิจโทรคมนาคมของ ทักษิณ ก็คือ กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนและยานยนต์ ของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ขณะที่ผู้เสียประโยชน์มากที่สุดคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคนม กว่า 3 แสนครอบครัวที่รัฐบาลทักษิณ ไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆ รองรับ
       
       *** อัศวโภคิน ไต่อันดับเศรษฐีรวยยิ่งขึ้น
       

       ทุนเครือข่ายบริวารทักษิณ ต้องนับ “อนันต์ อัศวโภคิน” เจ้าของแลนด์ แอนด์ เฮาส์ เพื่อนสนิท บุญคลี ปลั่งศิริ แห่งชินคอร์ป ตั้งแต่สมัยเรียนวิศวะฯ จุฬาฯ และนายทุนจัดงานชุมนุมศิษย์เก่ามงฟอร์ตเข้ารวมไว้ด้วย
       
       ยุคทักษิณ อนันต์ ได้ไต่อันดับเศรษฐีหุ้นเมืองไทย โดยส่วนตัวของ อนันต์ นั้นรวยขึ้นถึง 2,588 ล้าน หรือ 21% จากปี 2546 และ “ตระกูลอัศวโภคิน” ไต่อันดับขึ้นแชมป์เศรษฐีหุ้น เป็นอันดับ 2 รองจากตระกูลชินวัตร
       
       นับเป็นตัวอย่างหนึ่งในข้อพิสูจน์ว่า “หุ้นการเมือง” มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในยุคทักษิณ รวมทั้ง ยังได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ อีกด้วย
       นอกจากนั้น อนันต์ ยังได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการอิสระกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า ธุรกิจพลังงานที่กลุ่มชินวัตร สนใจสยายปีกเข้าลงทุนผ่านทางนอมินี
       
       สำหรับตระกูลเจียรวนนท์ นั้น รับไปเต็มๆ จากกรณีรัฐบาลไทยปิดข่าวไข้หวัดนก เพื่อให้กลุ่มธุรกิจส่งออกไก่ได้รับประโยชน์ การไม่ยอมรับว่ามีเชื้อไข้หวัดนกแพร่ระบาดส่งผลให้การควบคุมไม่ถูกทิศทางจนกระทั่งทำให้มีคนเสียชีวิตตามมา
       
       ธุรกิจของกลุ่มตระกูลเจียรวนนท์ ยังขยายตัวอย่างมากในฐานะพันธมิตรธุรกิจกับรัฐบาลทักษิณ เช่น ยูบีซี ได้รับอนุญาตให้มีโฆษณาได้ ธุรกิจการส่งออกผลิตภัณฑ์การเกษตร ไก่ กุ้ง ได้รับประโยชน์จากเอฟทีเอ ไม่นับการได้รับสัมปทานจัดหาปัจจัยการผลิตให้กระทรวงเกษตรฯ เช่น กล้ายาง ส่วนธุรกิจโทรคมนาคมก็ขยายตัวไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากชินคอร์ป ถูกขายให้กับเทมาเส็กแห่งสิงคโปร์

 

 

ปฏิวัติสีเหลือง...หลุดจากปากเหวด้วยราคาแพงแสนแพง

20 กันยายน 2549 17:04 น.
แม่ค้าร้านข้าวแกงร้านปากซอยคนที่นักข่าวของเราไปพูดคุยด้วย น่าจะสรุปความรู้สึกแทนคนไทยส่วนใหญ่เมื่อเช้าวานนี้ หลังจากข่าวปฏิวัติโดยทหารได้รับการยืนยัน และคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศอีกแล้ว ได้ดีที่สุด

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : "ฉันดีใจมากที่ทักษิณไป...แต่จะสวยกว่านี้ถ้าหากก่อนหน้านี้แกลาออกหรือประกาศเว้นวรรคด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีการยึดอำนาจ...เพราะเหมือนต้องแลกมาด้วยราคาแพงเกินเหตุ เพราะทักษิณแท้ๆ...แต่ฉันก็ยังว่าอย่างนี้ดีกว่าใครจะไปทำร้ายด้วยคาร์บอมบ์คาร์บ๊องอะไรนั่นน่ะ..."

แน่นอนว่าการยึดอำนาจของ "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ที่นำโดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน และผู้นำเหล่าทัพคนอื่นนั้น ย่อมหนีไม่พ้นว่าเป็น "รอยด่าง" ของประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง...เป็นครั้งแรกใน 15 ปีที่ไทยต้องใช้วิธีฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

เป็น "บาดแผล" ทางการเมืองที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องร่วมไม้ร่วมมือกันรักษาเยียวยา หลังจากที่ถูกทักษิณจับแบ่งขั้วเสียจนบ้านเมืองแตกแยกไม่มีชิ้นดี...เป็นความแตกแยกของสังคมไทยในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย เหตุเพียงเพราะคนคนเดียวที่ใช้อำนาจเงินบวกการเมืองมาสร้างอิทธิพลบารมีของตัวเองและพวกพ้อง จนเกินเลยเส้นแบ่งที่คนในสังคมจะยอมรับได้

"คณะปฏิรูป" รับปากว่าจะคืนอำนาจให้กับปวงชนชาวไทยอย่างเร็วที่สุด และผู้ร่วมยึดอำนาจครั้งนี้ไม่มีความประสงค์จะเข้ามาบริหารประเทศเสียเอง...เป็นคำสัญญาของกลุ่มคนยึดอำนาจในอดีตทั้งในประเทศเราเองและต่างประเทศที่ฟังคุ้นหู แต่จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ก็ด้วยการทำตามที่ประกาศอย่างชัดเจนและรวดเร็ว...และอย่างโปร่งใสที่สามารถตอบคำถามของประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าได้

เพราะการเปลี่ยนแปลงด้วยอำนาจทหารครั้งนี้ แม้จะมองได้ว่าทักษิณเป็นผู้ต้อนให้ผู้อื่นเข้ามุมจนไม่มีทางเลือกให้สังคมอย่างอื่น แต่ก็ยังสะท้อนว่าสังคมไทยยังไม่อาจพิสูจน์ว่าสามารถสร้างกลไกการเมือง และสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืนเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ และตามครรลองของโลกอารยะได้เท่าที่เคยหวังเอาไว้

เหตุการณ์คราวนี้ได้ตอกย้ำความจริงที่ว่า ระบบที่เราสร้างไว้นั้นยังมีช่องโหว่มากมายหลายด้านนัก...เพียงแค่คนอัตตาสูง ใช้เงิน และอำนาจการเมืองอย่างไม่ยี่หระต่อจริยธรรมสร้างฐานสนับสนุนได้ระดับหนึ่ง เสริมภาพลักษณ์ด้วยการตลาดที่ตบตาคนจำนวนหนึ่งได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็สามารถผลักไสให้ประเทศเข้ามุมอับ ตกอยู่ในสภาพถึงทางตันที่ไม่มีทางออกตามครรลองได้...นอกจากการใช้กำลังทหารอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา

ตอกย้ำว่าโครงสร้างสังคมไทยเรายังอ่อนแอและ "กระดูก" ส่วนรวมของคนไทยเรายังเปราะบาง ตกเป็นเหยื่อของอำนาจเงิน ผลประโยชน์ และการสร้างภาพลวงได้ง่ายเหลือเกิน

วันนี้ เหมือนต้องใช้ยาแรงเข้าข่าย "ยาอันตราย" เพื่อปลุกให้เราต้องตื่นจากฝันร้ายกันทั้งสังคม จึงเป็นภารกิจร่วมของคนไทยทั้งชาติ ที่จะต้องประสานมือกัน สละทิ้งซึ่งความรู้สึกระแวงสงสัยและระหองระแหงที่เกิดจากคนคนเดียวเพื่อมองไปข้างหน้า ลงมือเร่งรัดการปฏิรูปการเมือง สังคม และเศรษฐกิจอย่างจริงจัง

การยอมรับความจริง ยึดมั่นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และการเมืองบนพื้นฐานของจริยธรรม สร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมและชอบธรรมร่วมกัน  ไม่ยอมปล่อยให้การฉ้อฉลและเอารัดเอาเปรียบของคนเพียงกลุ่มเดียวมาระรานสังคมไทยอีก จะเป็นหนทางเดียวที่จะชดเชยกับ "บทเรียนราคาแสนแพง" ที่ระบอบทักษิณ ทำไว้กับประเทศไทย

ประเด็นแรกของ "วาระแห่งชาติ" เพื่อการ "ฟื้นฟูประเทศ" ที่บอบช้ำจากความแตกแยกอย่างรุนแรงครั้งนี้ คือการเดินหน้าแสวงหาความสมานฉันท์ของคนในชาติกลับมาอย่างฉับพลัน...ในความหมายที่แท้จริง นั่นคือความสามัคคีบนพื้นฐานของจริยธรรม ความโปร่งใสและความเท่าเทียมในโอกาสของคนทุกภาคส่วนของสังคม

เพราะเราเสียเวลากับความขัดแย้งมาห้าปีเศษ ดังนั้น พรุ่งนี้ก็ช้าไปเสียแล้วสำหรับการเริ่มต้นใหม่

 

ทักษิณในสายตาต่างชาติ
โดย พระบาท นามเมือง 18 กันยายน 2549 15:23 น.
              ในทัศนะของคอลัมนิสต์ต่างประเทศจากนิตยสารไทม์
       
        นายกทักษิณนั้นล้มเหลวในการเป็นผู้นำทางการเมือง โดยภาพสะท้อนนี้เกิดจากความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใน 3 จังหวัดภาคใต้ครับ
       
        เพราะนับแต่ต้นปี 2004 มีคนตายเพราะความขัดแย้งรุนแรงในภาคใต้ไปแล้วถึง 1,700 คน และความรุนแรงก็ไม่ได้หยุด มีแต่จะเพิ่มขึ้น
       
        เมื่อไม่กี่วันมานี้ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาคนตายไปอีกหลายคน บาดเจ็บร่วม 100 คน
       
        คนที่ตายไปหากไม่ใช่เจ้าหน้าที่หรือคนไทย (แม้แต่คนมุสลิมก็เถอะ) ต่างก็เป็นเหยื่อของผู้ก่อการร้าย แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามเสริมกำลังป้องกันไว้แล้ว ด้วยกำลังพลร่วม 2 หมื่น
       
        แม้ว่าทางการจะมีคณะกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ ที่มีประธานเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างคุณอานันท์ ปัญยารชุน ซึ่งพยายามที่จะไกล่เกลี่ยให้ปัญหาบรรเทาลงด้วยการวางประเด็นเรื่องให้มีความยุติธรรมและให้มีการเจรจากัน แต่คอลัมนิสต์จากนิตยสารไทม์ให้ความเห็นว่า “นายกฯ ทักษิณดูเหมือนจะยังไม่ได้ทำอะไรตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการฯ ดังกล่าวเลย
       
        แน่นอนครับว่า ปัญหาความขัดแย้งมีที่มาทางประวัติศาสตร์และต้นตอมาจากศาสนา เชื้อชาติ ความรู้สึกถูกกดขี่ ยากจน ฯลฯ ทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า จะแก้ไขด้วยวิถีทางการเมืองอย่างเดียว
       
        ทุกวันนี้นายกรัฐมนตรีของไทย ไม่แต่มีแต่ปัญหาภาคใต้ ตัวนายกฯ เองก็ถูกต่อต้านจากประชาชนตั้งแต่หน้าบ้าน หน้าทำเนียบ แม้แต่จะไปซื้อของในห้างสรรพสินค้าใหญ่ คนต่อต้านมีทั้งครูบาจารย์, ปัญญาชน, นักศึกษา แม้กระทั่งพ่อค้า แม่ค้าก็เคยตะโกนไล่ให้เขาพ้นจากตำแหน่ง
       
        คอลัมนิสต์นิตยสารไทม์ กล่าวอย่างชัดเจนว่า เวลานี้ทักษิณเหลือเครติดทางการเมืองแค่นิดเดียวในกรุงเทพฯ
       
        เหตุการณ์คาร์บอมนั้น สำนักโพลล์ออกมาเผยว่า 49 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นโดยรัฐบาลเป็นคนทำเอง
       
        แม้ว่านายกฯ จะชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากแบบเหลือเฟือก็ตาม แต่ก็ต้องยุบสภาเพราะโดนประท้วงด้วยคนมากมายมหาศาลที่เรียกร้องให้ลงจากตำแหน่ง รวมทั้งการที่เขาขายชินคอร์ปให้กับเทมาเส็กจากสิงคโปร์
       
        นับจากนั้นการเมืองไทยก็เข้าสู่วังวนแห่งความขัดแย้ง
       
        มีการเลือกตั้งทั่วไปที่ฝ่ายค้านบอยคอต และศาลเองก็บอกว่าการจัดเลือกตั้งนั้นผิดกฎหมาย กรรมการเลือกตั้งถูกประณามแต่ก็ทนหน้าหนากระทั่งโดนอัปเปหิไปอยู่ในคุก
       
        ตัวทักษิณไม่เคยมองว่า คือปัญหาที่แท้จริงของการเมืองในประเทศ
       
        คือเชื่ออย่างเดียวว่า ยังมีฐานอยู่ในต่างจังหวัด ซึ่งหลายคนมองว่ามาจากการหว่านเงินเสียมากกว่า
       
        กระนั้นก็ตาม ระยะหลังๆ ทักษิณก็สูญเสียมือดีๆ และรัฐมนตรีที่ซื่อสัตย์ไปหลายคน
       
        เขามีปัญหาเกี่ยวกับจริยธรรม รวมทั้งวิธีการแบบเผด็จการในการใช้อำนาจรัฐรวมทั้งผลประโยชน์ซ้อนทับของตัวเองกับของประเทศ
       
        นี่เป็นประเด็นว่า ทักษิณไม่เคยได้รับความเคารพนับถือจากบุคคลในแวดวงที่ทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา รวมทั้งชนชั้นสูงและชนชั้นนำในสังคมด้วย
       
        ไม่นับประธานองคมนตรีที่ได้ออกมาวิจารณ์ในทางอ้อมอยู่หลายครั้ง
       
        แม้แต่อดีตนายกอานันท์ ยังพูดว่าประเทศไทยอาจต้องเป็นประเทศที่ล้มเหลว
       
        ขณะที่คุณหมอประเวศ วะสี ชี้ถึงข้อผิดพลาดของทักษิณไว้ถึง 10 ประการ
       
        แต่ทักษิณกลับไปมองว่า คนพวกนี้เป็นแค่ “คนแก่” เกินที่จะรับรู้ปัญหาใดๆ อีกแล้ว
       
        แน่นอนว่าปัญหาความขัดแย้งการเมืองยังฉุดเศรษฐกิจไทยให้ตกต่ำลง GDP เติบโตในอัตราลดลง
       
        กล่าวโดยรวมได้ว่า "ทักษิณอาจอยู่ในตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจ"เฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ อำนาจรัฐนั้นไม่มั่นคง และในทั้ง 2 กรณีนี้ถ้าคนอยู่ในตำแหน่งขาดความชอบธรรมเสียอย่างแล้ว ก็ไม่อาจใช้อำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       
        ข้อสรุปจึงมีว่า แม้คุณจะชนะเลือกตั้ง หาใช่ว่าคุณจะได้ความยอมรับและมีอำนาจหน้าที่เสมอไป

โกงภาษีหุ้นชิน…ใกล้คุกเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง!
โดย หมายเหตุผู้จัดการ 31 สิงหาคม 2549 16:51 น.
       การคบคิดกันโกงภาษีในกรณีขายหุ้นชินให้กับเทมาเส็กกำลังทำให้ผู้บริหารในกรมสรรพากรและกระทรวงการคลังอยู่ไม่เป็นสุข เพราะกำลังเดินเข้าใกล้ประตูคุกเข้าไปทุกทีแล้ว
       
       คงเหลือแต่ว่าติดคุกอย่างเดียวหรือติดคุกและถูกยึดทรัพย์ด้วยเท่านั้น

       
       คือถ้าหากยังดึงดันไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง คือไม่เรียกเก็บภาษีตามหน้าที่ที่ต้องทำ นอกจากจะต้องมีความผิดถึงติดคุกแล้ว อาจจะต้องรับผิดถึงขั้นถูกยึดทรัพย์ชดใช้ค่าภาษีอีกหลายหมื่นล้านด้วย
       
       แต่ถ้าทำหน้าที่เสียให้ถูกต้องและหลวงได้รับค่าภาษีแล้วก็ไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ และโทษติดคุกก็อาจจะได้รับการบรรเทาโทษหรืออาจได้รับการรอลงอาญาได้
       
       จะตัดสินใจอย่างไหนก็เลือกกันเอาเองเถิดพ่อเจ้าพระคุณ!
       
       ทำไมเราถึงบอกว่ากำลังใกล้คุกตะรางและใกล้ถูกยึดทรัพย์เข้าไปทุกที?
       
       ก็เพราะว่าการดึงดันไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ไม่ยอมจัดเก็บภาษีตามหน้าที่ที่ต้องทำ กลับไปขย้ำขยี้รีดภาษีจากชาวบ้านจนเดือดร้อนปั่นป่วนทั้งบ้านทั้งเมือง แล้วริอ่านขัดขืนไม่ไปให้ถ้อยคำกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตามหน้าที่ซ้ำเข้าไปอีก ยิ่งทำให้การทำผิดถลำลึกแบบเดียวกับพวกสามหนาห้าห่วง
       
       ไปหลงเชื่อใครก็ไม่รู้ยื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินไม่มีอำนาจหน้าที่เรียกพวกสรรพากรไปชี้แจงเรื่องจัดเก็บภาษีและมีเรื่องที่ขอให้วินิจฉัยเพื่อจะอาศัยคุ้มกะลาหัวอีกหลายข้อ
       
       ซ้ำรอยเดียวกับพวกสามหนาห้าห่วงที่หลงให้เขาหลอกว่าจะคุ้มกะลาหัวให้พ้นคุกพ้นตะรางได้ จึงตะบึงดึงดันเดินหน้าเรื่อยไป และในที่สุดก็ต้องถูกศาลตัดสินให้ติดคุก!
       
       ไม่เชื่อกฎหมาย ไม่เชื่อกฎแห่งกรรม ดันไปหลงเชื่อใครก็ไม่รู้ว่าจะคุ้มกะลาหัวได้
       
       แล้วเป็นไงหล่ะ? ในที่สุดก็หนักกว่าเก่า เพราะสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเขาไม่ได้เป็นทาสระบอบทรราชใด ๆ เขาเป็นที่ปรึกษากฎหมายแผ่นดินที่มีเกียรติภูมิสูงมาก เพราะเป็นสถาบันที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงตั้งด้วยพระองค์เอง
       
       
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีคำวินิจฉัยในหลายเรื่อง พอสรุปได้ดังนี้
       
       ประการแรก
สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจเรียกเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรไปให้ถ้อยคำได้ และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรก็ต้องไปให้ถ้อยคำในการตรวจสอบนั้น โดยขอบเขตการตรวจสอบและวิธีการตรวจสอบต้องเป็นไปตามที่ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินกำหนด
       
       
ประการนี้ก็จ๋อยราวกับเห็นผีในเวลากลางวันแล้ว!
       
       ประการที่สอง
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะมีการวินิจฉัยว่าการปฏิบัติที่ผ่านมานั้นมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีตามกฎหมายภาษีและผูกพันกรมสรรพากรว่ากรณีการขายหุ้นแบบนี้ต้องประเมินเงินได้ ณ วันเวลาที่ได้หุ้นมา แต่กรณีรายหุ้นชินนั้นได้เปลี่ยนวิธีการใหม่เป็นว่าให้ถือเอาวันเวลาขายซึ่งไม่รู้ชาติไหน และไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
       
       ตรงนี้แหละติดตะรางแน่! เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีนั้นมีผลผูกพันตามกฎหมาย หากจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องแก้กฎหมายเท่านั้น เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะไปเปลี่ยนคำวินิจฉัยเอาเองตามใจชอบไม่ได้
       
       
รายนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงการคำนวณเงินได้เอาตามใจชอบ ผิดกฎหมายและผิดคำวินิจฉัย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางคนเท่านั้น จึงผิดกฎหมายชัด ๆ มีโทษอาญาสถานหนักและถึงขั้นยึดทรัพย์อีกด้วย
       
       ประการที่สาม
วินิจฉัยว่าการตอบข้อหารือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในทางภาษีอากร จึงต้องมีความรับผิดชอบ
       
       พูดง่าย ๆ ก็คือจะมาแก้ตัวส่งเดชว่าการตอบข้อหารือที่ตอบไปว่าการขายหุ้นชินรายนี้ไม่ต้องเสียภาษีนั้นเป็นการตอบส่งเดช ไม่มีผลอะไรไม่ได้
       
       มีผลเป็นการทำผิดกฎหมายเพราะช่วยกันโกงภาษีนั่นเอง!
       
       แต่การกระทำเช่นนั้นไม่มีผลทำให้หมดภาระในการเสียภาษีเพราะถ้ามีภาระต้องเสียภาษี ถึงจะคบคิดกันฉ้อโกงโดยการตอบหารือแบบนี้ก็ไม่คุ้มกะลาหัวแต่ประการใด จะต้องเสียภาษีต่อไปตามที่ถูกประเมิน
       
       ประการที่สี่ วินิจฉัยว่าภาระการที่จะต้องเสียภาษีนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาซื้อขายหุ้นชินนอกตลาด แต่สามารถยื่นแบบเพื่อเสียภาษีได้ในเดือนมีนาคมของปีถัดไปคือปี 2550
       
       แต่เนื่องจากการซื้อขายหุ้นแบบนี้ผู้เสียภาษีจะต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายและต้องยื่นเสียภาษีภายใน 7 วันนับแต่เกิดรายการซื้อขาย จึงต้องยื่นเสียภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันซื้อขายหุ้น
       
       เมื่อไม่เสียภาษีตามกำหนดนี้ก็ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยและค่าปรับด้วย
       
       ความจริงจำนวนภาษีนั้นไม่ใช่เฉพาะที่เกิดจากรายการแอมเพิ้ลริชอย่างเดียว แต่เกิดจากการขายทั้งหมด คือทั้ง 73,000 ล้านบาท เพราะมีการโอนนอกตลาดหุ้นมาก่อนทั้งสิ้น
       
       เห็นหรือยังพระเดชพระคุณทั้งหลายว่ากรรมมีจริง! กฎหมายก็มีความศักดิ์สิทธิ์และความยุติธรรมก็มีอยู่ในประเทศนี้บ้าง ดังนั้นเมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยอย่างนี้จึงผูกพันฝ่ายบริหารคือกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง
       
       จึงต้องหน้าจ๋อยไปให้ถ้อยคำต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินอยู่ในขณะนี้
       
       
ต้องไปชี้แจงว่าทำไมจึงไม่เก็บภาษี ฮึ!
       
       อีกไม่กี่วันก็คงจะมีคำวินิจฉัยจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ถึงวันนั้นก็คงมีการส่งเรื่องไปดำเนินคดีกับคนโกงภาษี รวมทั้งคนที่ช่วยโกงภาษีด้วย

       
       เวลาจึงเหลือน้อยเต็มทีที่จะสำนึกผิดแล้วรีบดำเนินการจัดเก็บภาษีให้ถูกต้องครบถ้วนก็จะไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ และจะได้รับบรรเทาโทษในคดีอาญาด้วย
       
       บทเรียนที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลังกลุ่มนี้ควรจะได้ตระหนักก็คืออย่าไปเชื่อใครว่าจะคุ้มกะลาหัวได้ ควรที่จะเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย ตามหน้าที่จะดีกว่า
       
       ก็ต้องบอกฝากไปถึงนายยรรยง พวงราช และคณะในกระทรวงพาณิชย์ให้ดูตัวอย่างไว้ให้ดี เพราะกำลังเข้าแถวเดินตามคนพวกนี้อยู่แล้วเหมือนกัน!

 โลกใบใหญ่: สถานที่ตาย ของชายชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์


(จากหนังสือสารคดี ฉบับที่๒๕๗ กรกฏาคม ๒๕๔๙)

สุเจน กรรพฤทธิ์ : รายงานและถ่ายภาพ
 


อนุสาวรีย์ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ท้ายหมู่บ้านหนองกุง


วันนี้ หากใครมีโอกาสไปเยี่ยมเยียนบ้านหนองกุง อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร อาจแปลกใจเมื่อพบว่าชาวบ้านที่นี่ตั้งแต่ “เด็กน้อย” “พ่อใหญ่” ไปจนถึง “กำนัน” พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “จิตร ภูมิศักดิ์” คือ “วีรบุรุษ” ของพวกเขา

พวกเขาเรียกจิตรว่า “วีรบุรุษ” ได้อย่างไม่ขัดเขิน ทั้งที่ประวัติศาสตร์ราชการระบุชัดเจนว่า จิตร ภูมิศักดิ์ คือคอมมิวนิสต์ซึ่งถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐไปเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๙ และที่เกิดเหตุคือชายป่าของหมู่บ้านแห่งนี้ มองผ่านสายตาคนยุคปัจจุบันที่พระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ถูกยกเลิกไปหลายปีแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องแปลกที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งถูกยิง “ตายในชายป่า เลือดแดงทาดินอีสาน” จะเปลี่ยนฐานะจากคอมมิวนิสต์ในประวัติศาสตร์มาเป็นวีรบุรุษของชาวบ้านหนองกุง

เพราะ “สัจธรรม” ได้เปิดเผยความจริงแล้วว่า จิตรคือ “ปัญญาชนปฏิวัติ” และ “ปราชญ์” คนสำคัญของเมืองไทย ที่ศตวรรษหนึ่งจะปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่คน ประจักษ์พยานคือผลงานที่เขาได้สร้างสรรค์ไว้มากมายตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะงานทางด้านวิชาการและความคิด

ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนอย่าง โฉมหน้าศักดินาไทย ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ฯลฯ ซึ่งล้วนสั่นสะเทือนสังคมไทยยุคเผด็จการอำนาจนิยมของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ “แหกกรอบ” ทางความคิด ก้าวนำหน้ากระทรวงศึกษาธิการไปหลายทศวรรษ ทำให้นักเรียนนักศึกษารุ่นปัจจุบันที่มีโอกาสอ่านงานเหล่านั้นมีมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นนอกเหนือจากการรับรู้ประวัติศาสตร์ชาตินิยมซึ่งถูกสอนมาตั้งแต่วัยเด็ก นี่ยังไม่นับการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่จิตรลงมือทำจนตัวตายเพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีขึ้น

เช่นนี้แล้ว ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตรจึงถูกรื้อสร้างใหม่ เมื่อ “ผีคอมมิวนิสต์” ที่รัฐบาลในอดีตสร้างขึ้นเสื่อมความขลังลง

ชาวบ้านหนองกุงเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาในหมู่บ้านตั้งแต่กลางเดือนเมษายนปี ๒๕๓๐ ปีนั้นมีคนกลุ่มเล็ก ๆ มาถามหาที่ฝังกระดูกของ จิตร ภูมิศักดิ์ และมีการทำบุญกรวดน้ำให้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก จนอีก ๓ ปีต่อมา กระดูกของจิตรก็ถูกนำไปบรรจุไว้ในสถูปสีขาวภายในวัดบ้านหนองกุง และพี่สาวผู้ตายก็ปรากฏตัวมาทำบุญทอดกฐินเป็นครั้งแรก

ต่อจากนั้นก็มีขบวนกฐินสามัคคีมาที่วัดบ่อย ๆ และเมื่อถึงวาระครบรอบวันเสียชีวิตของจิตร ก็มีงานทำบุญโดยเจ้าภาพจากหลายจังหวัด ชาวบ้านยังพบอีกว่า ยังมีนักวิชาการบางท่านพาลูกศิษย์ลูกหาและสื่อมวลชนดั้นด้นมาจากกรุงเทพฯ เพียงเพื่อดู “สถานที่ตาย” ของคนชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์ อยู่เป็นระยะ

การมาเยือนของคนเหล่านี้ ยังผลให้มีการบูรณะปรับปรุงวัดและสถานที่เสียชีวิตของจิตร รวมถึงมีการมอบทุนการศึกษาให้นักเรียนในหมู่บ้านแถบนี้เป็นประจำ

๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙...๔๐ ปีกับอีก ๑ วัน หลังการตายของจิตร

ผู้มาเยือนอย่างเราพบว่ามีป้ายชี้ทางสู่ “สถานที่เสียชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์” ให้เห็นในหมู่บ้านเป็นระยะ ตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้านไปจนถึงสวนหย่อมเล็ก ๆ ท้ายหมู่บ้านซึ่งอยู่ติดกับทุ่งนาที่ทอดตัวไกลสุดลูกหูลูกตา

ที่สวนนี้เอง มีอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ตั้งอยู่

“งานทำบุญครบรอบวันเสียชีวิตของ จิตร ภูมิศักดิ์ จัดติดต่อกันมา ๔ ปีแล้ว เป็นงานบุญที่เรียบง่ายของชาวบ้านหนองกุง” ยุทธภัณฑ์ อำพล ผู้ใหญ่บ้าน เอ่ยถึงงานบุญที่กลายเป็นงานประจำปีของหมู่บ้านให้ฟัง ก่อนกล่าวถึงจิตร ชายผู้กลายเป็นวีรบุรุษของบ้านหนองกุง ว่า “เมื่อปี ๒๕๐๙ จิตรมาที่หมู่บ้านนี้กับพรรคพวกหลายคน มาจากด้านตัวอำเภอวาริชภูมิ ตอนที่เขาถูกไล่ยิง มีคนไล่ตามจิตรเยอะมาก เล่ากันว่าจิตรยังพยายามส่งสัญญาณให้เพื่อนในป่าด้วย ที่จิตรหนีได้ไม่ไกลผมคิดว่าคงเพราะเขาไม่ได้กินข้าว ในที่สุดก็ถูกยิงที่ชายป่าแถวนี้ซึ่งปัจจุบันเป็นนาและกอกล้วย เมื่อเขาตายแล้ว นายรวย เจ้าของนา เป็นคนเผาศพแล้วเอาอัฐิไปฝังไว้ที่โคนไม้แดง”

ผู้ใหญ่ชี้นิ้วไปที่ตอไม้ข้างอนุสาวรีย์ของจิตร แล้วกล่าวต่อว่า “ตอนเด็ก ๆ ผมเอาควายมาเลี้ยงแถวนี้ มีคนถามว่าไม่กลัวผีเหรอ ก็สงสัยว่ามีอะไร จนปี ๒๕๓๓ ถึงรู้ว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เสียชีวิตที่นี่ ซึ่งถ้าเขาเป็นคนธรรมดาคงไม่มีใครมาสืบหาแบบนี้ ชาวบ้านสมัยก่อนไม่ค่อยให้ความร่วมมือนะครับเวลามีงานทำบุญให้จิตร เขากลัวถูกเพ่งเล็ง แต่ตอนนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ชาวบ้านหนองกุงส่วนใหญ่รู้สึกว่าจิตรคือวีรบุรุษ เรียกกันว่า ‘สหาย’ ที่เป็นแบบนี้คงเพราะหลายสิ่งในหมู่บ้านเกิดขึ้นได้เพราะจิตร โดยเฉพาะพี่สาวของจิตรช่วยเหลือหมู่บ้านเยอะมาก”

ทางด้านลุงชาย พรหมวิชัย หรืออดีต “สหายสวรรค์” ที่เดินทางมาจากอำเภอส่องดาวเพื่อร่วมงานบุญและเป็นวิทยากรพิเศษ เล่าถึง “สหายปรีชา” (จิตร ภูมิศักดิ์) ที่เขาร่วมเป็นร่วมตายด้วยจนถึงวันสุดท้ายว่า

“ผมเจอจิตรครั้งแรกในปี ๒๕๐๗ เขาเพิ่งเข้าป่ามาร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ฯ ตอนนั้นผมอายุ ๒๐ กว่า ๆ ไม่รู้หรอกครับว่านี่คือ จิตร ภูมิศักดิ์ รู้แค่ชื่อสหายปรีชา มีจุดหมายเดียวกันคือปลดปล่อยประชาชน เราทำงานด้วยกันมาตลอด จำได้ว่าสหายปรีชาจะเป็นคนนำเพื่อนออกกายบริหารตอนเช้าและจัดการศึกษาเกี่ยวกับระบบคอมมิวนิสต์ เช่น เรื่องการรับใช้ประชาชน เขาจะเป็นคนอ่านหนังสือแล้วอธิบายให้คนอื่นฟัง”

สหายสวรรค์เล่าถึงวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๐๙ ซึ่งสหายปรีชาถูกยิงว่า ก่อนหน้านั้นในช่วงเช้า พวกเขาพบชาวบ้านกลุ่มหนึ่งโดยบังเอิญแถบทุ่งนาบ้านคำบ่อ

“พวกผมอยู่ในป่ากุง มีกันทั้งหมด ๖ คน กำลังหุงหาอาหาร ส่วนหนึ่งก็เฝ้ายามด้านที่ติดกับถนน ตอนนั้นสหายวาริชมารายงานว่าเจอหญิงชาวบ้าน ๕ คนโดยบังเอิญ และพวกเธอหนีไป พวกเราก็ไล่ตามจนทัน เราพยายามบอกว่าเราไม่ใช่ปีศาจหรือคนต่างชาติที่ไหน เราเป็นคนไทย เพื่อความปลอดภัยเลยให้พวกเขาดื่มน้ำสาบานว่าจะไม่ไปบอกใครว่าเจอเรา โดยเอาลูกปืนใส่น้ำแล้วให้ดื่ม แต่ในที่สุดหนึ่งในนั้นก็ไปบอกสามีที่เป็น อส. (อาสาสมัครรักษาดินแดน) ทำให้เราถูกโจมตีและหลงมาถึงบ้านหนองกุง

“ตอนนั้นสหายปรีชาบอกจะไปขอข้าว ผมเตือนว่า ‘ไม่ต้องเข้าบ้านหลังใหญ่นะพี่ อันตราย’ เขาตอบมาว่า ‘น้องชายรออยู่ตรงที่ตั้งนะ’ แล้วเข้าไปที่หมู่บ้าน ผมรออยู่พักหนึ่งจนเสียงปืนดังขึ้นก็รู้แล้วว่ามีปัญหา พยายามเข้าไปช่วยแต่ก็เข้าไปไม่ได้เพราะโดนยิงสกัดตลอด เลยต้องถอยไปอีกฟากหนึ่งของทุ่งนาที่นัดแนะไว้เป็นจุดนัดพบ รออยู่นาน ร้องเรียกก็ไม่มีคนตอบ จนทุ่มเศษก็ได้ยินเสียงปืนจากหมู่บ้านดังขึ้นอีก ใจผมคิดว่าคงมีการยิงสหายปรีชาซ้ำ คิดแล้วว่าสหายปรีชาเสียสละ (ตาย) แน่ จนมาทราบแน่นอนจากการสืบข่าวภายหลัง”



สำหรับสหายสวรรค์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องน่าปลื้มใจ

“ดีใจที่เห็นเด็กรุ่นใหม่และชาวบ้านยกย่อง จิตร ภูมิศักดิ์ เขาเป็นคนทำให้หมู่บ้านได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงที่ผ่านมา”

ส่วนครูและเด็กนักเรียนในพื้นที่ นอกจากจิตรทำให้พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากคนในวงวิชาการที่เห็นความสำคัญของหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว พวกเขายังได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์อันงดงามบางอย่างลงไปด้วย

สุดาวรรณ แพงสุข นักเรียนชั้น ม. ๕ จากโรงเรียนธรรมบวร หนึ่งในนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาจากกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ เล่าว่า “รู้จัก จิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะนักเขียนที่กล้าเสนอความคิดใหม่ ๆ ซึ่งสังคมไทยสมัยก่อนไม่ยอมรับ ภาษาบ้านหนูเรียก ‘หม่นเฮ็ด’ พอได้เรียนรู้เรื่องคุณจิตร ทำให้หนูกล้าพูดกล้าแสดงความคิดเห็น”

ทางด้าน วิมลรัตน์ นันทราช ครูโรงเรียนบ้านหนองกุง ก็กล่าวทำนองเดียวกันว่า “ดิฉันเป็นครูที่นี่ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ ชาวบ้านบอกว่าปี ๒๕๐๙ ยังไม่รู้หรอกว่าจิตรคือใครและใครคือจิตร พอรู้ทีหลังก็เสียดายมากที่เขาถูกยิง ทุกวันนี้ที่โรงเรียนเราสอนเรื่องจิตรตั้งแต่อนุบาล เขาถือเป็นบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่เด็ก ๆ ควรรู้จัก”

กล่าวกันว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เกิดมาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งแรก ในฐานะที่เป็นชีวิต ครั้งที่ ๒ เกิดใหม่ในฐานะตำนาน นับจากที่คนหนุ่มสาวยุค ๑๔ ตุลา ๑๖ กลับไปศึกษาแนวคิดและผลงานของเขา แม้จะสะดุดหยุดไปเมื่อเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ ทว่าถึงปัจจุบัน การสืบสานตำนานจิตรก็ยังคงอยู่ ผ่านทางคนกลุ่มเล็ก ๆ หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์ที่นำโดย ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งได้พยายามทำให้จิตรมีชีวิตขึ้นอีกครั้งผ่านกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการที่สำนักพิมพ์ “ฟ้าเดียวกัน” นำงานของ จิตร ภูมิศักดิ์ หลายชิ้นมาตีพิมพ์เผยแพร่สู่สังคมไทยอีกครั้ง

นี่คือการยืนยันว่า แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาถึง ๔๐ ปี แต่ปราชญ์คนนี้ก็ยังไม่ตายจากสังคมไทย อย่างน้อยก็ในจิตใจของชาวบ้านหนองกุงและนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง

ด้วยสำหรับผู้ที่แสวงหาความจริง ชีวิตและแนวคิดของ “ปัญญาชนปฏิวัติ” ผู้นี้ ยังมีคุณค่าแก่การเรียนรู้เสมอ


http://www.sarakadee.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=581

 

เรื่องเกี่ยวกับ จิตร ภูมิศักดิ์ อ่านได้ที่เว็บข้างล่างนี้

๑๓ สค.๔๙

http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://thaisolidarity.org/images_post/hilight-9-05.JPG&imgrefurl=http://thaisolidarity.org/sep05/hilight.php&h=200&w=300&sz=11&hl=th&start=1&tbnid=o8-Xj0vEbLgQPM:&tbnh=77&tbnw=116&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%2B%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%258C%26svnum%3D10%26hl%3Dth%26lr%3D%26sa%3DG

 

 เดินเท้าสำรวจใจ 66 วัน

เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
ภาพ : กอบภัค พรหมเรขา

แค่วลีว่า “นี่คือประสบการณ์เล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ เท่านั้น” ก็บอกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตัวของผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้ เขาทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ตัดสินใจเดินจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย ด้วยเงื่อนไขที่ยากยิ่ง แล้วเขาเดินเพื่ออะไร มาฟังเรื่องราวของเขา แล้วคุณจะรู้สึกถึงความอ่อนโยนที่เขามีต่อเพื่อนร่วมโลก

เขาคนนี้...ไม่ได้เดินเพื่อเรียกร้องความสนใจจากใครหรือเพื่อใคร เริ่มออกเดินจากเชียงใหม่-เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2548-วันที่ 24 มกราคม 2549 รวม 66 วัน และมีหลายคนคิดว่า เขาวิกลจริตหรือบ้า แต่ระหว่างทางเดิน เขาเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมายที่ทำให้ตัวเขาเองเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น

ทั้งๆ ที่คนอย่างเขาก็น่าจะเข้าใจชีวิตได้ดีอยู่แล้ว เพราะอุตส่าห์ร่ำเรียนจนจบปริญญาเอกด้านปรัชญาจากอินเดีย เคยบวชเรียนเป็นภิกษุสงฆ์หลายพรรษา และเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กว่า 16 ปี

ประมวล เพ็งจันทร์ ผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้ ลาออกจากตำแหน่งอาจารย์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2548 ซึ่งตรงกับวันเกิดของเขา เพราะเขาตั้งใจว่า อายุ 50 ปีจะลาออกจากราชการ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เขาเป็นอาจารย์ที่นักศึกษาให้ความเคารพรัก ทุกครั้งก่อนสอนหนังสือ เขาจะไปยืนรอหน้าห้องเรียน จนกว่าจะถึงเวลา เพราะเขาคิดว่า ลูกศิษย์ก็คือคนสำคัญ

ทำไมเขาต้องเลือกกับสิ่งท้าทายในวัย 50 ปี โดยมีเงื่อนไขว่า จะไม่เดินไปหาคนรู้จัก หากคนรู้จักอยู่ที่ไหนก็จะหลีกเลี่ยง ไม่มีเงินติดตัวสักบาท จะไม่ขออาหารใคร แต่จะขอรับอาหารเฉพาะผู้ที่หยิบยื่นให้เอง โดยไม่เดือดร้อน

ทุกย่างก้าวของเขา คือ การฝึกสติ ไม่เรียกร้องสิ่งใดๆ แต่เป็นการมองลึกไปถึงจิตใจตัวเอง ละวางจากเหตุผลทั้งปวง

1.

ก่อนจะเล่าถึงการย่างก้าวออกเดินจากบ้าน อาจารย์ประมวลเกริ่นในที่ประชุมจิตวิวัฒน์ว่า ความรู้ของผมเป็นประสบการณ์เล็กๆ ของคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง

เขาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยการฝึกเดิน เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2548 เวลาตีห้า และฝึกเดินเรื่อยมาจนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2548 หลังจากภรรยา (อาจารย์สมปอง เพ็งจันทร์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ) เห็นว่า เดินได้จริง และเข้มแข็งพอจะเดินระยะทางไกลได้ เขาก็ก้าวเท้าเดินออกจากบ้าน

อาจารย์ประมวล บอกว่า ผมต้องการแสวงหาการเดินทางของจิตใจ ถ้าไม่มีเป้าหมายทางกายภาพ ก็จะทำให้ทุกคนกังวลห่วงว่า จะพาชีวิตไปไม่รอด ก็เลยตั้งเป้าว่า จะเดินกลับบ้านที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เขาไม่พกเงินไปสักบาท เพราะเขาไม่อยากมีสตางค์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจติดตัวไป การก้าวเดินครั้งนี้ทำให้เขาได้รับโอกาสที่ประเสริฐที่สุดที่ได้ศึกษาความเป็นมนุษย์

“จะไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ทางสังคมมาประดับประดาตกแต่ง จึงเป็นบทเรียนที่ผมคิดว่าค่อนข้างภูมิใจ ไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้ดีนะครับ แต่หมายความว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครึ่งหนึ่งในชีวิต การก้าวเดินแบบนี้ เริ่มจากสิ่งที่เราไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งง่ายๆ มันเป็นปัญหากับชีวิตมาก ผมจะไม่ขออาหารจากผู้ใดผู้หนึ่ง โดยบอกว่าผมหิว ผมจะไม่ทำ ฉะนั้นการเดินจึงประสบปัญหาค่อนข้างหนัก เพราะกว่าเขาจะรู้ว่าเราหิวโหยจนแทบขาดใจ ก็ต้องสังเกตเอาเอง และคนที่ให้อาหารผมทานมื้อแรก ผมรู้เลยว่า การกินอาหารมาตลอดชีวิต มันได้แต่กินอาหารอย่างเดียว แต่ไม่ได้เสพรสชาติชีวิตมนุษย์ที่แท้จริง”

วันแรกที่เขาก้าวเดินออกจากเชียงใหม่ มีเพียงกระบอกน้ำเล็กๆ เมื่อน้ำหมด เขารู้สึกเหมือนหน้ามืดจะเป็นลม คอแห้ง หูอื้อไม่ได้ยินเสียงอะไร

เขาเล่าต่อว่า “ตอนออกจากเชียงใหม่ ระหว่างทาง ผมพักตรงเพิงร้านขายก๋วยเตี๋ยว แม่ค้าเอาน้ำมาให้ดื่ม แล้วบอกว่าจะทำก๋วยเตี๋ยวให้ผมทาน ผมถามว่าลำบากไหม เขาบอกว่าไม่ ผมรู้ว่าก๋วยเตี๋ยวชามนั้น เขาเต็มใจทำจริงๆ เพราะมันเต็มชาม มันเป็นก๋วยเตี๋ยวชามที่มหัศจรรย์และวิเศษที่สุด เพราะผมรู้สึกว่าเพียงแค่วันแรก ชีวิตผมก็กำลังจะมอดดับ พอได้ทานเท่านั้นเอง สิ่งที่มันเฉาก็ฟื้นคืนมา”

.............................

นั่นเป็นช่วงแรกๆ ที่อาจารย์ประมวลก้าวเดิน และได้ลิ้มรสกับความหิวที่ยากจะบรรยาย เขาเล่าถึงช่วงที่เดินไปถึงจังหวัดราชบุรีว่า เป็นการเดินที่เหนื่อยมาก ไม่สามารถบำเพ็ญภาวนาตามที่ตั้งใจไว้ เพราะบนถนนมีรถเยอะ แล้วก็ร้อน ทั้งๆ ที่ยังไม่มืด แต่เดินไม่ไหวแล้ว ร่างกายบอบช้ำ ไม่อาจกำหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมกับก้าวซ้ายและขวาสัมพันธ์กัน เท้าเดินไม่ไหว

“จึงเข้าวัดไปเจอหลวงพ่อรูปหนึ่ง ผมยกมือไหว้และขอที่พัก ท่านถามว่าแล้วกินอะไรหรือยัง ผมบอกว่า ถ้ามีคนให้ก็กิน ไม่มีก็ไม่ได้กิน ท่านก็ตะโกนไปที่ศาลาถามเด็กวัด ทางโน้นตอบมาว่า โยนให้หมาหมดแล้ว ผมชะเง้อคอดู เห็นส่วนบนสุดเป็นข้าวเหนียว มีสภาพเป็นก้อนไม่ละลายไปกับข้าวเจ้าที่ผสมกับน้ำแกง ผมก็เลยชี้ไปว่า ผมขอกินได้ไหม”

ช่วงที่ก้าวเดินแต่ละวัน อาจารย์ประมวลบอกว่า "มันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์ เพียงแค่ได้ดื่มน้ำกินข้าวสักนิด ก็เป็นเรื่องที่มีความหมายกับการมีชีวิตอยู่ แม้กระทั่งขอทานริมทาง เราไม่เคยคิดว่าจะมีอะไรเป็นที่น่าสนใจ แต่เมื่อผมเดิน บางวันผมหาที่นอนไม่ได้ ผมก็ได้นอนกับคนที่เป็นขอทานและพิการ ทำให้รู้ว่า เขามีน้ำใจ"

ตลอด 66 วันที่ก้าวเดิน เขาจะทำสมาธิภาวนาไปตลอด จึงเป็นช่วงที่ประเสริฐ และทำให้เขาได้ระลึกถึงสิ่งดีๆ มากมาย

“ตอนที่ผมกลับมาเชียงใหม่ ปรากฏว่า มีโน้ตเป็นจำนวนมาก เพราะเวลาที่ใครซักถามผมระหว่างการเดิน ผมจะไม่กล่าวคำเท็จ ถ้าเขาถามอะไรก็ตอบ ขอเบอร์โทรศัพท์ ก็ให้ จึงมีโทรศัพท์จำนวนมากมาที่ภรรยาผม ผมตั้งใจว่าจะกลับไปเขียนจดหมายขอบคุณ พอลงมือเขียนปรากฏว่า ต้องเขียนเป็นร้อยฉบับ ผมจึงเขียนฉบับเดียว แล้วค่อยก๊อบปี้แจกดีกว่า”

เขาเล่าประสบการณ์ต่อว่า “ผมมีสองสิ่งที่ผมประสบความมหัศจรรย์ คือ การไม่มีเงินติดตัว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมายของชีวิตโดยไม่น่าเชื่อ เหมือนหลุดออกไปอีกโลกหนึ่ง ผมเข้าใจว่าความหมายของชีวิตปัจจุบัน ถูกทำให้ผูกพันอยู่กับเงินสูงมาก มากขนาดว่าไม่มีเงินเหมือนไม่มีความหมาย การเดินออกไปของผมไม่มีเงิน มันค่อนข้างท้าทาย“

การเดินเพื่อเรียนรู้ความรู้สึกด้านในของตัวเอง แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่อาจารย์ประมวลก็เลือกที่จะทำ และเขาได้เข้าใจว่า บางครั้งมนุษย์เราก็ไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผล ลองทำตามใจปรารถนา แล้วคุณจะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร

"ตอนผมก้าวเดินผมก็ตั้งจิตอธิษฐานอยู่กับปัจจุบัน ไม่ตกไปที่อดีต ไม่กระสับกระส่าย กลายเป็นการปรุงแต่งเป็นไปเพื่ออนาคต บางทีก็เผลอคิดอดีตบ้าง อนาคตบ้าง การกระทำเช่นนี้ยุ่งยากในตอนแรก แต่ทำไปสักระยะก็ทำได้และรู้สึกมหัศจรรย์ และผมเพิ่งประจักษ์แจ้งว่า จริงๆ แล้วชีวิตของเราที่มันมีปัญหามากมายสารพัด ส่วนหนึ่งเพราะเราอยู่ใต้เงื่อนไขการปรุงแต่งเรื่องเวลา

ดังนั้นเวลาเดินผมจะไม่ได้คิด มีแต่ความรู้สึกกับสภาวะธรรมที่ปรากฏ ช่วงที่จะคิดคือ หยุดพัก ผมจะมีสมุดโน้ตพร้อมกับมีข้อสัญญากับภรรยาผม ซึ่งตอนนั้นเราไม่แน่ใจว่าผมจะมีชีวิตจบลง ณ ที่ใด ตอนที่ผมกอดภรรยาและจากลา ผมถือว่าผมกับภรรยาเดินทางไปด้วยกัน ผมจะเขียนไปรษณียบัตรอย่างน้อยวันละหนึ่งแผ่น ช่วงนั้นจะได้คิด และขณะที่คิดก็พบว่า มันมีความหมาย เพราะในขณะที่เดินผ่านมาแล้วผมไม่รู้เลยว่า สิ่งใดเกิดขึ้น"

2.

เห็นได้ว่า บทเรียนใดๆ ก็ไม่สำคัญเท่าบทเรียนชีวิตที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง นอกจากประสบการณ์การเดินแล้ว เราก็อยากรู้ว่า อาจารย์ประมวลคิดเห็นอย่างไรกับชีวิต

+ทำไมต้องตั้งเป้าว่า อายุ 50 ปีจะลาออกจากราชการ

ผมได้รับอิทธิพลเรื่องอายุ 50 ปี เป็นเวลาแห่งการปล่อยวาง ปลดปลงภาระหน้าที่ทางสังคมมาจากวัฒนธรรมอินเดียที่เชื่อว่า ชีวิตมนุษย์เราแบ่งออกเป็น 4 ช่วง ช่วงอายุ 1 - 25 ปี เป็นช่วงศึกษาเรียนรู้ ช่วงอายุ 26 - 50 ปี เป็นช่วงปฏิบัติหน้าที่การงาน ช่วงอายุ 51 - 75 ปี เป็นช่วงปล่อยวางภาระหน้าที่ และช่วงอายุ 75 - ตาย เป็นช่วงตายเสียก่อนตาย

การกำหนดเอาอายุ 50 ปี เป็นช่วงของการปล่อยวางนี้ เป็นเพียงแค่ตัวเลขไม่ได้เคร่งครัดตายตัว ผมเองถือเอาตัวเลข 50 เป็นเครื่องย้ำเตือนตัวเองว่า เป้าหมายของชีวิตนับจากนี้ไป มีเป้าหมายอยู่ที่การก้าวลง หรือก้าวออกจากความยึดมั่นถือมั่นในการครอบครองสิ่งต่างๆ ไว้ ตัวเลข 50 ปี จึงเป็นหมุดหมายของการย้ำเตือนตัวเองว่า ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเป้าหมายดังที่เคยผ่านมาแล้ว แต่เป้าหมายเปลี่ยนไปสู่การมีชีวิตอย่างเรียบง่ายและงดงาม ด้วยการปล่อยวางชีวิต นับจากนี้ไปเป็นชีวิตขาลง ความสำเร็จของชีวิตจึงอยู่ที่การคลายตัวเองออกจากการแสวงหาเพื่อครอบครอง มาเป็นการกระทำเพื่อมอบคืนสิ่งต่างๆ สู่สังคมและธรรมชาติ

+เป้าหมายที่วางไว้เป็นเรื่องยากไหม

ไม่ใช่เรื่องยากว่าจะทำอะไร แต่เป็นเรื่องยากกว่าว่าจะทำอย่างไร ทั้งนี้เพราะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะทำอะไร เพื่ออะไร และตัวเองก็พร้อมจะทำสิ่งนั้น แต่จะทำสิ่งนั้นอย่างไรให้กระทบกระเทือนผู้อื่นน้อยที่สุด ประเด็นนี้เปรียบเหมือนเราจะลุกขึ้นยืนจากที่นั่งอยู่ รู้ว่าจะลุกขึ้นและตัวเองสามารถลุกขึ้นยืนได้ทันที แต่ก่อนจะลุกขึ้นจะต้องตรวจสอบให้รอบคอบว่า การลุกขึ้นยืนของเราจะไม่ไปส่งผลกระทบให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย ความยากอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ต้องระมัดระวังและรอคอยจังหวะที่เหมาะสม

+แล้วทำไมอาจารย์ไม่คิดเดินเท้าตั้งแต่ยังหนุ่มๆ

จังหวะ ขั้นตอน และความพร้อมในด้านต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญ การใช้ชีวิตก็เหมือนการขึ้น-ลงบันได จะต้องกำหนดจังหวะของการย่างก้าวขึ้น-ลงให้พอเหมาะพอดี หากผมออกไปก้าวเดินดังที่ผมทำนี้เมื่อตอนอายุ 20-30 ปี ผลแห่งการก้าวเดิน คงจะเป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เป็นดังเช่นที่ผมได้รับเมื่อผมเดินตอนอายุ 51-52 ปี

ความพร้อมด้านจิตใจภายในเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเหมือนการกินอาหาร ไม่ใช่ว่าอาหารรสดีแล้วกินตอนไหนก็อร่อยทุกครั้งไป ถึงแม้อาหารจะมีรสชาติดีน่ากิน แต่ถ้าเราไปกินช่วงที่ไม่หิวหรือกำลังเบื่ออาหาร รสชาติของอาหารก็จะไม่ปรากฏเป็นความอร่อย แต่เมื่อเวลาที่เราหิวอาหารแล้วทานอาหารที่มีรสชาติดี ก็จะเป็นการกินอาหารที่เอร็ดอร่อย ช่วงเวลา 50 ปี ของการมีชีวิตที่ผ่านมา ก็เป็นเหมือนการบ่มเพาะชีวิตให้มีความพร้อมที่จะสัมผัสรู้โลกใบนี้ในแง่มุมที่ละเอียดได้แล้ว ความพร้อมของจิตใจอารมณ์ภายในสำคัญมากๆ

+ตั้งเงื่อนไขว่า ไม่เดินไปหาคนรู้จัก ไม่ขออาหารใคร การทำแบบนี้ไม่ทรมานตัวเองเกินไปหรือ

การกำหนดเงื่อนไขว่า “จะไม่ขอ” นั้น เป็นการกำหนดเพื่อให้เกิดการสังวร ระวังไม่ให้การก้าวเดินไปกระทบกระเทือนผู้ที่เราผ่านพบ เพราะการขออาจจะกลายเป็นเงื่อนไขที่จะต้องให้ ผมได้พิสูจน์ว่าตัวเองสามารถอดอาหาร (หนัก) ได้โดยไม่มีอันตรายต่อชีวิต ถ้าเป็นเพียงแค่ 2-3 วัน แต่น้ำนั้นขาดไม่ได้ จึงได้กำหนด “การไม่ขอ” ให้มีข้อยกเว้นเรื่องน้ำ โดยกำหนดว่า หากจำเป็นก็จะขอเพียงแค่น้ำดื่มยามเมื่อกระหาย จนรู้สึกว่าจะหมดสติ

การกำหนดเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นการเคร่งครัดอะไร เป็นแต่เพียงการกำหนดเพื่อวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1. เพื่อไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทั้งนี้เพราะการขออาจทำให้ผู้อื่นอึดอัดลำบากใจที่จะต้องให้ 2. เพื่อฝึกฝนเรียนรู้ตนเองว่า เมื่อเผชิญกับความหิวแล้ว ความคิด จิตใจจะเป็นอย่างไร

+ประสบการณ์ที่ได้จากการเดินครั้งนี้ อาจารย์รู้สึกอย่างไรบ้าง

ประสบการณ์ในการเผชิญกับความหิวกระหาย และความเหนื่อยยากเหมือนจะขาดใจตาย ทำให้ได้สัมผัสรู้ความหมายและคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่รู้ด้วยการครุ่นคิดเอา แต่รู้ด้วยจิตสัมผัสสภาวะเหล่านั้นได้โดยตรง ประสบการณ์ตรงนี้มีความสำคัญมากต่อการมีชีวิตอยู่ เพราะการรู้อะไรด้วยการคิดเอาก็จะรู้ได้เพียงแค่ว่าอะไรถูก-อะไรผิดตามหลักเหตุผล แต่จะไม่มีพลังที่จะงดเว้นสิ่งที่ผิดและกระทำสิ่งที่ถูก

บทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการก้าวเดินครั้งนี้ ทำให้ได้รู้สภาวะที่เคยคิดรู้ มาเป็นหยั่งรู้แล้วเกิดพลังในการงดเว้นและการกระทำ โดยที่ไม่ต้องมาใช้ความคิดกดดันบังคับเหมือนที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนนี้รู้ด้วยความคิดว่า ความโกรธเป็นสิ่งไม่ดีควรละเว้นเสีย เมตตาความรักเป็นความดีควรบำเพ็ญให้มีอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งๆ ที่รู้ (ด้วยความคิด) เช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่โกรธและเกลียดใครบางคน แต่หลังจากที่ได้หยั่งรู้สภาวะอะไรบางอย่างด้วยจิตโดยตรง (โดยไม่ต้องคิดแล้ว) ทำให้ความโกรธ ความเกลียดหายไป และมีความรักโดยที่ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำอย่างก่อนหน้านี้

+ระหว่างการก้าวเดิน คงมีคำถามซ้ำๆ ซากๆ ว่าเดินเพื่ออะไร อาจารย์เบื่อที่จะตอบคำถามไหม

ผมไม่เคยเบื่อเลยที่จะตอบคำถามซ้ำๆ ตรงกันข้ามผมมีความสุขมากๆ ที่ได้มีโอกาสตอบคำถามอันเป็นข้อสงสัยของบุคคลที่ผมได้ผ่านพบ นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากที่การพูดคุยเพื่อตอบคำถามง่ายๆ ซ้ำๆ เช่น จะไปไหน? มาจากไหน? ทำไมจึงเดิน? ฯลฯ ได้นำไปสู่การรู้จักคุ้นเคยอย่างเต็มล้นไปด้วยมิตรไมตรี เคยมีเด็กๆ ถามผมว่า ลุงจะไปไหน? และเมื่อผมตอบคำถามของเด็กๆ เหล่านั้น เราก็ได้คุยกันจนในที่สุดเด็กคนหนึ่งบอกว่า “หนูจะโทรศัพท์ไปขอเพลงที่สถานีวิทยุให้ลุงฟัง เพื่อให้ลุงมีกำลังในการเดิน”

และในลักษณะเดียวกัน จากคำถามง่ายๆ นี้ เมื่อผมได้คุยกับคนแก่ที่อายุ 80 กว่าแล้ว ทำให้เราได้คุยกันเรื่องชีวิต ทำให้ผมได้บอกท่านว่า “แม้ทั้งหมดทั้งสิ้นของเวลาและชีวิตที่เราผ่านมา คือ ทรัพย์สินที่เราเก็บสะสมไว้ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้นำเอาทรัพย์สินนั้นมาใช้ในวันนี้ ใช้อดีตที่ผ่านมาให้เป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตใจเราให้ผ่องใสเบิกบาน หน้าที่ของเราในวันนี้คือความรู้สึกเบิกบานที่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้จนถึงวันนี้ ฯลฯ” ผมไม่เคยปล่อยให้คำถามง่ายๆ ซ้ำๆ ผ่านเลยไปเฉยๆ แต่มันคือกุญแจเปิดประตูแห่งการพูดคุยสนทนาที่สุดแสนไพเราะงดงาม

+ช่วงระหว่างการก้าวเดินอาจารย์คงต้องต่อสู้กับอารมณ์ความรู้สึก เล่าถึงความรู้สึกนั้นได้ไหม

การต่อสู้กับสภาวะขัดแย้งในด้านจิตใจเป็นปัญหายุ่งยากที่สุด และเป็นปัญหาที่จะต้องพบเจออยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกเสียดาย ความรู้สึกเกลียด ความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้น เป็นการเผชิญหน้ากับสภาวะที่ผมต้องการก้าวข้ามให้พ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อผมเกิดปัญหาปวดที่ข้อเท้าขวามาก มากจนก้าวย่างเดินไม่ไหวเพราะปวดมาก ข้อเท้าบวมจนผู้ที่เขามาพบเห็นก็ตกใจ

แวบหนึ่งของความรู้สึกผมเกิดความรู้สึกเสียดาย ถ้าหากเท้าขวาของผมจะต้องถูกตัดทิ้งไป รู้สึกกลัวว่า หลังจากนี้ไปผมคงเป็นคนพิการเดินไปไหนไม่ได้ ความคิดหวังว่าจะเดินไปให้ทั่วประเทศไทยคงจะจบสิ้นลง ในสภาวะทางอารมณ์เช่นนี้ผมจะต้องรีบละอารมณ์เสียดาย อารมณ์กลัวให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้ และในสถานการณ์แบบนี้แหละที่ยุ่งยากมากในการก้าวเดิน เพราะหลักของการก้าวเดินคือ ทุกๆ ย่างก้าวจิตใจจะต้องผ่องใสเบิกบานอยู่กับอารมณ์ที่เป็นปัจจุบันขณะ

+หลังจากการเดินทางจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุยแล้ว อาจารย์คิดจะเดินต่อไปอีกไหม

ปรารถนาจะเดินต่อไป เดินไปทุกที่ทุกแห่งในประเทศไทยที่มีใครเขาอยากจะพบ อยากคุย อยากบอกเล่าอะไรต่างๆ ให้ผมฟัง การเดินหลังจากนี้ไม่ใช่เดินไปสู่เป้าหมายที่ผมคิด แต่เดินไปสู่เป้าหมายที่ผู้อื่นเขาปรารถนา จะเดินไปพบคนชรา คนพิการ ที่เขาไม่สามารถจะเดินไปไหนๆ ตามที่ใจเขาปรารถนา ผมจะเดินไปพบเขาเหล่านั้นไปบอกเล่าประสบการณ์แห่งการก้าวเดินไปในโลกของจิตใจภายในที่แสนสวยงดงาม เป็นโลกที่ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ หรือคนพิการก็สามารถท่องเที่ยวไปในโลกที่แสนสวยงดงามนั้นได้ ขอเพียงให้เขามีกำลังใจ ผมจะเดินไปช่วยเขาเหล่านั้นก้าวย่างไปสู่ความหมายอันงดงามที่ผมเคยพบเจอและสัมผัสมาแล้ว

+อาจารย์ให้ความสำคัญกับเรื่องความรักมาก เพราะเห็นว่ามนุษย์ไม่ค่อยรักกันหรือ

ผมเชื่อและรู้สึกอย่างแท้จริงว่า “ความรัก” คือเป้าหมายปลายทางของมนุษย์ เราเริ่มต้นชีวิตที่ความรัก แต่เป็นความรักที่เราถูกรัก (Beloved) เราเป็นที่รักของพ่อ-แม่ ตั้งแต่เรายังไม่ได้ลืมตาดูโลก แล้วเราก็เติบโตขึ้นมาจากโอบกอดของความรักนั้น เติบโตเพื่อที่เราจะได้รักผู้อื่นเป็น (Lover) เส้นทางจาก Beloved ถึง Lover เป็นเส้นทางที่มนุษย์หลายคนไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะเขาติดกับอยู่ที่ความต้องการให้ผู้อื่นรักเขา แต่เขาไม่สามารถรักผู้อื่นได้

เป้าหมายปลายทางของเราคือ รักผู้อื่นได้ รักผู้อื่นเป็น แล้วทำให้ชีวิตของเรามีความหมายที่ได้รักผู้อื่น ความรัก คือ เงื่อนไขที่จำเป็นและสำคัญต่อการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์และดีงาม ความรัก คือ โอกาสที่จะได้สัมผัสรู้ความสวยงามของโลกใบนี้ ความรัก คือ รหัสลับที่จะไขความหมายของชีวิตที่แสนลี้ลับและลึกลับ ความรักที่ผมกล่าวถึงนี้ เป็นสภาวะทางจิตใจที่จะต้องประกอบด้วยอารมณ์ที่วางตั้งอยู่ในเมตตาธรรม การุณยธรรม และมุทิตาธรรม สภาวธรรมที่กล่าวถึงนี้คือ วิหารแห่งพระผู้เป็นเจ้า เป็นที่อยู่ที่อาศัยของจิตที่บรรลุถึงแล้วซึ่งเป้าหมายปลายทาง

ผมเชื่อว่าพวกเราทุกๆ คน กำลังก้าวเดินไปสู่เป้าหมายปลายทางแห่งเดียวกันนี้ และความสำคัญของเป้าหมายปลายทางนี้ มิได้อยู่ที่เมื่อก้าวถึงแล้ว แต่ความหมายที่สำคัญอยู่ที่การก้าวย่างไปสู่เป้าหมายปลายทางนี้ ทั้งนี้เพราะขณะที่เรากำลังก้าวย่างไปสู่เป้าหมายปลายทางนี้ ทำให้เกิดความหมายแห่งการมีชีวิตอยู่ที่เราสามารถที่จะรักผู้อื่นได้ รักผู้อื่นเป็น ความหมายของการรักผู้อื่นได้-รักผู้อื่นเป็น คือ การมีความสุขมีความเบิกบานที่ได้ทำอะไรต่างๆ ให้ผู้อื่นมีความสุข มีความเบิกบาน

+ทำไมเลือกที่จะใช้วิธีเดินเท้าเพื่อตรวจสอบสภาวะจิตตัวเอง

การเดินเท้าเป็นวิถีที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะไปสู่เป้าหมายปลายทางได้ ผมเลือกวิธีเดินเท้าเพราะผมเข้าใจว่า การก้าวเดินสามารถผสานโลกภายใน (จิตใจ) และโลกภายนอก (ธรรมชาติสภาพแวดล้อมทั้งหมด) ให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ การก้าวเดินสามารถผสานตัวเราผู้เดินให้สัมพันธ์กับสังคมอย่างผสมผสานกลมกลืนได้

การก้าวเดินทางด้านจิตใจนั้น เป็นการก้าวย่างไปบนวิถีแห่งมนุษยธรรม เป็นการสร้างศรัทธาในมนุษยธรรม การเดินไปได้กายและใจต้องผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน การเดินได้อย่างผ่องใสเปิดทุกย่างก้าว คือ การยืนยันถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของกายและจิต เพราะผมเชื่อและคิดเช่นนี้จึงใช้การก้าวเดินเป็นวิถีสู่เป้าหมายปลายทางของผม

..........................

หมายเหตุ : ข้อเขียนชิ้นนี้เรียบเรียงจากการประชุมจิตวิวัฒน์ ครั้งที่ 34 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2549 และบทสัมภาษณ์ที่อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์และอาจารย์สมปอง เพ็งจันทร์ ได้เมตตาเขียนคำตอบให้เมื่อวันที่ 2-3 สิงหาคม 2549

กรอบข้าง

เสียงจากคนรู้ใจ

ก่อนอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์จะออกเดินกว่าพันกิโลเมตร ก็ต้องฝึกฝนการเดินและทำความเข้าใจกับภรรยา แล้วทำไมเธอยอมให้สามีออกเดินโดยไม่กังวลใจ ลองมาฟังความเห็นของ สมปอง เพ็งจันทร์ อาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

"การตัดสินใจหรือการยอมให้ อ.ประมวลเดิน ไม่ใช่เกิดขึ้น หลังการฝึกเดิน แต่การที่ อ.ประมวล หรือเราจะทำอะไร จะต้องเกิดจากความเข้าใจ การตกลงใจของเราทั้งสองเสมอ ต่อคำถามว่า ทำไมจึงยอมให้ อ.ประมวลออกเดิน ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การที่เราอยู่ด้วยกัน เรามีความเข้าใจต่อกันเป็นอย่างดีว่าอะไรคือความต้องการ อะไรคือสิ่งที่ไม่ต้องการของอีกฝ่ายหนึ่ง

เราต้องทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และเข้าใจอุปนิสัยส่วนตัว โดยไม่ต้องเอ่ยปากว่า ขอทำสิ่งนี้ ไม่ทำสิ่งนั้น เพราะในบางเรื่องเป็นการยากที่จะเอ่ยปาก สิ่งที่เป็นความฝันหรือความปรารถนาของเขา หากไม่เป็นสิ่งเลวร้ายต่อสังคม เราก็พึงส่งเสริมและให้กำลังใจอย่างเข้าใจและเต็มใจด้วย เพราะปกติ อ.ประมวลเป็นคนที่คิดและทำอะไรไม่เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องเข้าใจและยอมรับวิธีการคิดของเขาได้ เพราะถ้ารับไม่ได้ เราเองจะเป็นทุกข์

หรือหากไม่ให้เขาทำ เขาก็เป็นทุกข์ เมื่อเข้าใจดังนี้ เราก็ควรให้เขาทำ โดยการช่วยเขาคิดให้ดี คิดให้รอบคอบ เช่น เมื่อเขาขอลาออก ก็ต้องบอกเขาว่า ขอคิดวิธีการก่อนว่า ออกอย่างไรจึงจะพอมีเงินเลี้ยงตัวเองได้ หากเราซึ่งเป็นภรรยาเสียชีวิตก่อน เขาไม่อดจนคนสมน้ำหน้าว่าเป็นคนขวางโลก เมื่อรู้วิธีการว่าขอเกษียณด้วยเหตุผลสูงอายุ ทั้งๆ ที่อายุยังไม่ 60 ปี ได้บำนาญเดือนละ 7,000 บาทเศษๆ ไม่ใช่เหตุผลว่าให้ลาออกจากราชการ เพราะเราเถียงแพ้หรือเขาดื้อกว่า

เมื่อเขาบอกว่าอยากเดิน ก็ไม่ห้าม เพราะรู้ใจของสามีดีว่าต่างจากคนจำนวนมากอยู่แล้ว จึงบอกเขาว่าก่อนเดินยาว ต้องฝึกเดินให้เรามั่นใจก่อน ไม่ใช่เดินไปกลางทางแล้วไปเป็นลมล้มข้างถนนให้คนเวทนา เมื่อฝึกเดินจนมั่นใจเป็นระยะๆ ได้ จึงพาไปซื้อของใช้ที่จำเป็นและเหมาะสม เช่น เป้สะพาย ถุงนอน รองเท้าผ้าใบ เสื้อ กางเกง หมวก ไปรษณียบัตร เพื่อเขียนส่งข่าวเป็นระยะๆ และสิ่งสำคัญคือ วิตามินซีและบีรวมอย่างดี รวมทั้งนมเม็ด จึงยอมให้เดินระยะยาว มีสิ่งเดียวที่เขาขอด้วยวาจาคือ ขอสร้อยลูกประคำ บังเอิญมีอยู่ก่อนแล้ว เลยไม่ต้องซื้อหามาให้ใหม่ เพราะเป็นสร้อยที่เคยคิดจะนำไปถวายพระที่เราเคารพ แต่เห็นท่านมีมากแล้ว ก็เลยเก็บๆ ไว้ เมื่อออกเดินก็เลยได้ใช้

หากถามว่า ไม่มีอารมณ์วิตกกังวลหรือเป็นห่วงกับการเดินไปของสามีหรืออย่างไร ก็ต้องตอบว่า ไม่วิตก เพราะหากวิตกจะไม่ยอมอนุญาต ที่เชื่อมั่นอย่างนี้ก็มีความรู้สึกว่า สามีเราเป็นคนดี เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่มีสมบัติมีค่าติดตัว แต่มีสติ และมีปัญญามากพอที่จะเอาตัวรอดได้ หากดูองค์ประกอบพื้นฐานของชีวิต ก็เรียนจบทั้งทางโลกในระดับปริญญาเอกและทางธรรมก็เป็นมหาเปรียญ การงานก็สอนทั้งชาวบ้าน ภิกษุสงฆ์และชี

บางคนก็บอกว่า คนเราสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้ นอนอยู่ในบ้าน คนก็ยังมาปล้นมาจี้ ก็ต้องบอกว่า หากคิดอย่างนั้น เราก็ขาดความกล้าที่จะทำอะไรอย่างที่เราคิด ซึ่งเราไม่เคยท้าทายหรือประมาท เมื่อกล้าที่จะทำ เราจึงต้องกล้าที่จะรับผลของการกระทำ เพราะเราเชื่อว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เราต้องนึกเปรียบเทียบว่า ทหารที่เดินเข้าสนามรบจะต้องไม่คิดถึงความสูญเสีย เช่น กลัวเสียชีวิต กลัวบาดเจ็บ กลัวการพลัดพราก แต่ต้องคิดว่า เราทำได้ เพราะเราคือคนกล้า หากตายก็คือตายเพื่อชาติ ตายในหน้าที่"

 จาก http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/   11สค.49

 

 

หาเสียง’ เหมือนและต่างของ 2 พรรคใหญ่

พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แสดงความเห็นกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ตรวจราชการ ระหว่างวันที่ 7-9 ส.ค. ในหลายจังหวัดในภาคอีสาน

เพราะระหว่างการตรวจราชการ เพื่อ ติดตามปัญหาจากนโยบายของรัฐบาล มีการแจกเอก สารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ตามโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน แจกโค ตามโครงการโคล้านครอบครัว

ข้อวิจารณ์ที่ว่าก็คือ เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น ผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมาย แม้จะมีเสียงแย้งว่า ทำได้เพราะ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้งวันที่ 15 ต.ค. จะมีผลบังคับในวันที่ 24 ส.ค.

เลขาธิการ กกต. พูดไว้น่าคิดว่า “กฎหมายไม่ได้เขียนห้ามก่อนมี พ.ร.ฎ.บังคับใช้ แม้เมื่อมี พ.ร.ฎ.บังคับใช้แล้วจึงค่อยมาดูว่าเข้าข่ายความผิดของกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่” และมีความเห็นที่น่าสนใจยิ่งว่า

“แต่ก่อนที่จะมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้งในมาตรา 144 และมาตรา 145 ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ให้อำนาจ กกต. ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยว่าเรื่องใดเข้าข่ายหาเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าหรือไม่เพื่อเป็นการควบคุมการหาเสียงล่วงหน้า ซึ่งกรณีนี้รวมถึงการโฆษณาของพรรคประชาธิปัตย์ด้วย แต่ตอนนี้ยอมรับว่าสำนักงาน กกต. ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะต้องรอให้มีฝ่ายนโยบาย ชุดสืบสวนสอบสวนก็ยังไม่มี”

กรณีรอ กกต.ใหม่ ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายนั้นฟังได้

แต่กรณีเปรียบเทียบ เอาโฆษณาพรรคประชาธิปัตย์มารวมด้วยนั้น ฟังดู พล.ต.ต.เอกชัย จะเข้าใจอะไรคลาดเคลื่อน เพราะการไปตรวจราช การของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ไปในนามรักษาการนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรค
ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาหาร ที่พัก เป็นงบประมาณของรัฐบาล ขณะที่โฆษณาหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เงินเอกชนหาเสียง ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ไปในนามหัวหน้าพรรคไทยรักไทย สัมมนา ส.ส.อีสานของพรรค ใช้เงินพรรค อย่างนี้ มันก็ไม่มีข้อให้กังขาหรือวิจารณ์ว่า เหมาะสมหรือไม่

ถูกหรือผิดก็เรื่องหนึ่ง เหมาะสมหรือไม่ก็อีกเรื่อง

ถ้าแสดงความเห็นทางกฎหมายอย่างนี้ นอกจากสังคมต้องมี กกต. ใหม่ทั้ง 5 ท่านแล้ว คงต้องรีบเปลี่ยนสำนักงาน กกต. ให้กลับเส้นทางของความเป็นกลางอีกด้วย

สังคมจะได้เชื่ออย่างสนิทใจว่า จะทำให้การเลือกตั้งเกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม.

 

บทความจากคอลัมน์ รายงานสถานการณ์ร้อน เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2549

 

ประเทศโลกตะวันออก เทรนด์ใหม่..น่าไปเรียน!!

"Look East" เทรนด์ใหม่การศึกษาฝั่งซีกโลกตะวันออกที่กำลังได้รับความสนใจไม่น้อย ประเทศที่ไม่ไกลกับบ้านเรามากนัก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ และอินเดีย เป็น 4 ประเทศในทวีปเอเชีย ที่อยู่ในความสนใจของหลายคนเมื่อต้องการไปศึกษาต่อต่างประเทศ

*ญี่ปุ่น* แดนอาทิตย์อุทัย ดินแดนที่มีความก้าวหน้า ล้ำสมัย ทั้งในเรื่องเทคโนโลยี และการศึกษา อาจเทียบเคียงประเทศในยุโรปได้อย่างสบาย โดยการศึกษาของญี่ปุ่นแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับต้น กลาง และอุดมศึกษา

โดยระดับอุดมศึกษา เป็นการศึกษาในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และวิทยาลัยอาชีวศึกษา โดยระดับมหาวิทยาลัยแบ่งเป็น ปริญญาตรี โท และเอก โดยปริญญาตรีใช้เวลาเรียน 4 ปี ยกเว้นสาขาด้านการแพทย์ใช้เวลาเรียน 6 ปี

เนื่องจากทางการญี่ปุ่นกำหนดให้นักเรียนต่างชาติที่ประสงค์จะไปเรียนต่อในญี่ปุ่น ต้องสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย 12 ในประเทศของตนเองเสียก่อนและจากการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ก้าวหน้า ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ ตลอดจนมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ จึงมีสาขาที่น่าสนใจมากมาย เช่น วิศวกรรมศาสตร์ วัสดุศาสตร์ คอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ และศิลปะ เป็นต้น

ส่วนภาษากับการศึกษาระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น มีจำนวนน้อยที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่เป็นสายวิศวะ


*จีน* การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันได้รับการจับตามองจากชาวโลกเป็นอย่างมาก รวมทั้งเรื่องการศึกษา ซึ่งจีนพยายามเผยแพร่ให้ชาวโลกรับรู้มากขึ้น



การศึกษาระดับอุดมศึกษาของจีนเข้มงวดมากในระบบการสอบเข้ามาก เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เข้าศึกษามีคุณภาพ มองย้อนกลับไประบบการคัดเลือกบุคคลของจีนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่สมัยโบราณ คือการสอบ "จอหงวน" นั่นเอง

สำหรับนักศึกษาต่างชาติทุกรายต้องผ่านการทดสอบความสามารถทางภาษาจีน ที่เรียกว่า Chinese Proficientcy Test หรือ HSK ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อไปใช้สมัครเข้าเรียนต่อ โดยปริญญาตรีจะมีระยะเวลาเรียน 4-5 ปี


*สิงคโปร์* แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ในแผนที่โลก แต่ในเรื่องศักยภาพแล้ว สิงคโปร์ไม่น้อยหน้าใคร รวมถึงเรื่องการศึกษาด้วย



สิงคโปร์จัดระดับการเรียนการสอนคล้ายๆ กับญี่ปุ่น และจีน โดยระดับปริญญาตรีจะใช้เวลาเรียน 4 ปี ผู้ที่สนใจเดินทางไปศึกษาต่อที่สิงคโปร์จะต้องมีความรู้ภาษาอังกฤษดี ที่พักอาจมีปัญหาบ้าง เนื่องจากเป็นประเทศเล็กๆ


*อินเดีย* ภาพลักษณ์ของประเทศอินเดียที่เราๆ ท่านๆ รู้ๆ กันอยู่ คือประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก คือรองจากจีน แต่ต่อจากนี้ต้องรับรู้ว่าอินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่จะเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องของไอที และจุดที่น่าสนใจคือค่าใช้จ่ายไม่หนักเกินไปนัก



การศึกษาของอินเดียแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ อนุบาล ประถม มัธยม อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา สำหรับมหาวิทยาลัยในอินเดียเป็นของรัฐบาลทั้งสิ้น แต่ละมหาวิทยาลัยประกอบด้วย College มากมาย แม้ว่าบาง College จะเป็นของเอกชน แต่อยู่ในความควบคุมทั้งหลักสูตร และการสอบ คือเมื่อสิ้นปีทางมหาวิทยาลัยจะจัดสอบ และมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สอบได้

สำหรับการเรียนปริญญาตรีโดยทั่วไป กำหนดไว้ 3 ปี คือด้านศิลปศาสตร์ พาณิชยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ (บางแห่ง 4 ปี) นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรปริญญา 4 ปี เช่น ทันตแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ หรือหลักสูตร 5 ปี คือ สัตวศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์



*ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก EXIT Smart Learning Magazine ฉบับที่ 13

16 กค.49

,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,.............!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!...............,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

'จรัญ'ยำระบอบทักษิณเป็นทาสมหาอำนาจ

15 กรกฎาคม 2549 18:19 น.

“จรัญ” ยำระบอบทักษิณถวายตัวเป็นทาสมหาอำนาจ โยนเศษเงิน 1.6 หมื่นล้าน กุมชะตาประเทศ เปิดประตูปล้นทรัพยากรชาติ ชี้ใช้กม.ไร้ศีลธรรมแย่กว่าขัดรธน. เตือนนักกม.ยึดความยุติธรรม

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เมื่อเวลา 12.00 น. นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา กล่าวระหว่างการเสวนาหัวข้อ “สิทธิชุมชน : เส้นทางกระจายอำนาจจัดการทรัพยากรของชุมชน” ในมิตินักวิชาการว่าในโลกนี้สามารถแบ่งรูปแบบของรัฐเป็น 2 แบบคือ รัฐมหาอำนาจ (Super state) กับรัฐบริวาร (Modern nation state)

ซึ่งรัฐบริวารนั้นถูกครอบงำจากรัฐมหาอำนาจด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ใช้กำลังทหาร ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง หรือ ระบบกฎหมาย

โดยอ้างอิงกระบวนการโลกาภิวัตน์ กลไกตลาดเสรี เพื่อเป็นข่องทางในการดูดซับทรัพยากรธรรมชาติจากทุกแหล่งทั่วโลกเข้าไปสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับมหาอำนาจ

ทั้งนี้สิ่งที่ถูกถ่ายทอดจากมหาอำนาจสู่รัฐบริวารคือทุนเทคโนโลยี หรือวิชาการ สินค้าและบริการ แต่สิ่งที่ไม่มาหรือมาก็น้อยมาก คือมาตรฐานทางคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ตนฟังนายกฯพูดในรายการวิทยุตอนเช้าท่านก็บอกว่าโลกาภิวัตน์ มี 4 อย่างคือ ทุน คน สินค้า และข้อมูลข่าวสาร ไม่ปรากฏว่ามีการเคลื่อนตัวลงมาของคุณธรรม ความถูกต้องชอบธรรม

นายจรัญกล่าวว่า เมื่อสังคมไม่มีมาตรฐานทางคุณธรรม จริยธรรม ระบบกฎหมายของรัฐบริวาร จึงเป็นระบบกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจรัฐที่ในการสร้างความชอบธรรม แล้วก็ปกครองประชาชนตามที่ผู้ทรงอำนาจต้องการซึ่งจะต้องสอดคล้องกับรัฐมหาอำนาจ

ดังนั้นมีอะไรก็ต้องรายงานให้รัฐมหาอำนาจทราบว่าจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ ภาพความเชื่อมโยงนี้ตรงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่ระบบกฎหมายในรัฐนั้นต้องเป็นไปเพื่อปกป้องฐานทรัพยากรของรัฐ ปกป้องสภาวะแวดล้อมของรัฐไม่ให้เกิดพิษภัย ปกป้องความเป็นธรรมในสังคม

“ไม่ใช่ใช้กฎหมายปกป้องคุ้มครองอำนาจรัฐและผลประโยชน์ของอำนาจรัฐ ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้กุมอำนาจ ซึ่งประกอบด้วยนายทุน ขุนทหาร นักวิชาการ นักกฎหมาย และนักการเมือง ซึ่งมีเป็นส่วนน้อยไม่ใช่ทั้งหมดที่ร่วมมือกันกุมอำนาจรัฐ แล้วใช้ตัวบทกฎหมายภายใต้กรอบความคิดว่ากฎกติกาประชาคมของรัฐที่ทุกคนต้องปฎิบัติตามใครฝ่าฝืนมีโทษ มันเลยกลายเป็นว่าฐานความถูกต้อง ชอบธรรมในสังคม

ไม่ว่าจะเป็นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ไม่ต้องพูดถึง คุณภาพชีวิตมันเสื่อมโทรมลงทุกวัน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน สิทธิชุมชน ถูกกันออกไปอยู่นอกกรอบความคิดของศูนย์อำนาจรัฐ”เลขาธิการประธานศาลฎีกา กล่าว 

นายจรัญ กล่าวอีกว่า สื่อมวลชนถือเป็นกลไกที่จะเข้าไปเชื่อมต่อในทุกบริบทในสังคม กลายเป็นการสื่อสารทางเดียวจากผู้กุมอำนาจรัฐ ที่ใช้สื่อมวลชนเพื่อปกป้อง สื่อความหมายเฉพาะที่ผู้กุมอำนาจรัฐต้องการจะให้ประชาชนได้ยินได้ฟัง ไม่มีเสียงประชาชนผ่านทีวี ช่อง 3 5 7 9 11 ไอทีวี เลยมีแต่เสียงบันเทิงเริงรมย์ของนักธุรกิจบันเทิง เสียงของนักการเมือง นักวิชาการ ฝ่ายสนับสนุนอำนาจรัฐ สื่อแทนที่จะเป็นเครื่องมือของประชาชนและชุมชุนกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลาย

นอกจากนี้กระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐก็เช่นกันแทนที่จะเป็นเครื่องมือของชุมชนที่คอยปกป้องสิทธิประชาชนและชุมชน ให้พ้นจากผู้กุมอำนาจรัฐที่ไม่อยู่ในกรอบศีลธรรม จริยธรรม กลับกลายเป็นเครื่องมือค้ำบัลลังค์ให้กับคนที่เข้าไปอยู่ในอำนาจรัฐ และเป็นอาวุธ ทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม

สภาพอย่างนี้ทำลายสิทธิชุมชนแน่นอนที่สุด การที่ชุมชนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เพราะผู้กุมอำนาจรัฐที่ฉลาด ฉลาดกว่าคนก่อน ๆ แต่เราขอถามที่มาของผู้ทรงอำนาจรัฐ 16 ล้านเสียง แค่คูณด้วยเสียงละพัน มันก็เป็นเงินแค่ 1.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้นเอง เป็นเศษเงินของฐานทุนที่กุมอำนาจรัฐ เป็นสภาวะที่บกพร่องอยู่ในรัฐบริวารไม่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เกิดกับประเทศที่เป็นรัฐบริวารที่ลอกเลียนแบบมหาอำนาจ

" เวลาเรารับอะไรจากมหาอำนาจอย่าลืมเอากลไกที่เขาใช้ควบคุมพลังความเห็นแก่ตัวจัด บริโภคนิยม ทุนนิยมสุดขั้ว เขามีกลไกควบคุมไม่เช่นนั้นเขาก็อยู่ไมได้"

นายจรัญ กล่าวอีกว่า ระบบกฎหมายก็เป็นกลไกสำคัญที่จะคัดคานกระแสสุดขั้วเช่นนี้ แต่กฎหมายลายลักษณ์อักษรสุดขีดนั้น เป็นกฎหมายที่ฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐเขียนขึ้นมาในการปกครองประชาชน

ซึ่งต้องมีหลักนิติธรรม ในบ้านเราก็มีหลักนิติธรรม แต่ไม่เห็นว่ามันจะมีน้ำยาอะไร มีแต่บอกว่าก็ถูกกติกาทุกอย่างแล้ว จะไม่ให้ผมครองอำนาจรัฐได้อย่างไร มองไม่เห็นสีเหลือง ไม่รู้ว่าสิ่งที่ขาดไปคือความชอบธรรม ความถูกต้อง เป็นธรรม ความหมดจดงดงามในกระบวนการเข้าสู่อำนาจและการใช้อำนาจหน้าที่ 

เป้าหมายสุดท้ายของกฎหมายทุกบทต้องใช้ให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด ต้องไปให้ถึงจุดนั้นให้ได้ ถ้าไปถึงตรงนั้นไม่ได้แสดงว่าคนนั้นใช้กฎหมายไม่เป็น ฐานของกฎหมายต้องตั้งอยู่บนคุณธรรมจริยธรรมและมาตรฐานศีลธรรมของสังคมไทย

หากกฎหมายฉบับใดขัดแย้งกับหลักศีลธรรม กฎหมายฉบับนั้นเลวยิ่งกว่ากฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ฐานคิดเหล่านี้นับวันจะก่อมากขึ้นและเริ่มก่อตัวให้เห็นมากขึ้นแต่ช้า ต้องมีคนกลางเข้าไปแทนที่นักกฎหมายส่วนใหญ่ที่ถูกฝึกอบรมให้ยึดติดกับถ้อยคำของกฎหมาย

ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นทาสของกฎหมาย สุดท้ายก็ตกเป็นเครื่องมือผู้กุมอำนาจรัฐที่จะใช้นักฎหมายกลุ่มนี้และระบบกฎหมายเดิมเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรประเทศในภาพรวม และครอบงำสิทธิชุมชน ความถูกต้อง ความเป็นธรรมในสังคม คุณภาพของคนในสังคม

“ บัดนี้เราต้องการนักกฎหมายพันธุ์ใหม่ ที่ไม่ใช่เป็นเพียงทาสของกฎหมายที่นักการเมืองเขียนกฎหมายขึ้นพื่อปกป้องประโยชน์ของตนเอง และแนวร่วมพันธมิตรของเขา นักกฎหมายต้องมีมาตรฐาน สามารถอ่านกฎหมายออกและ ใช้กฎหมายได้หลากหลายวิธีเพื่อไปสู่จุดที่ถูกต้องเป็นธรรมในสังคม ไม่ว่าคุณจะเขียนกฎหมายมาอย่างไรแต่นักกฎหมายพันธุ์ใหม่จะใช้กฎหมายด้วยความเป็นอิสระเป็นอิสระจากเจตนาของคนร่างที่ไม่คำนึงถึงฐานความถูกต้องเป็นธรรม เราจะต้องเคารพคุณธรรมที่อยู่ในกฎหมาย ” เลขาธิการประธานศาลฎีกา กล่าว


 

ฤาไทยเราไม่อยู่ในสายตา "ม้ามืด"เวียดนาม?

10 กรกฎาคม 2549 19:21 น.

"ม้ามืด"ใหม่ชื่อเวียดนาม

7 กรกฎาคม 2549 19:08 น.

เวียดนามเป็น "ม้ามืด" ในหลายด้านของเศรษฐกิจใหม่ แต่คนที่รู้เรื่องนี้ดีอย่าง นายฟิล ตรัน คนนี้ย่อมเล่าเรื่องความเป็น "ผู้มาแรง" ทางด้านการ "outsource" เทคโนโลยีสารสนเทศของเวียดนาม ได้ดีกว่าใคร     

 เพราะฟิล ตรัน เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัทชื่อ Glass Egg Digital Media ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเกมคอมพิวเตอร์อยู่ที่โฮจิมินห์ ซิตี้ (ไซ่ง่อนเก่า) ของเวียดนาม และรู้ตื้นลึกหนาบางของความเป็นไปที่นั่นอย่างคล่องแคล่ว

แกบอกว่าตอนนี้เวียดนาม กำลังกลายเป็น "ทางเลือกใหม่" ของบริษัทผลิตและประดิษฐ์คิดค้นสินค้าไฮเทคของโลกแล้วอย่างไม่ค่อยจะเป็นข่าวนัก

เช่นยักษ์ใหญ่ ฟูจิตสึ ของญี่ปุ่นก็กำลังใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนที่เรียกว่า circuit boards ของคอมพิวเตอร์

ยักษ์ไอที อย่าง Intel ของสหรัฐก็เพิ่งประกาศว่าจะลงทุน 300 ล้านดอลลาร์ (หรือ 1,200 ล้านบาท) เพื่อลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนชิพคอมพิวเตอร์ที่เวียดนาม

บริษัทออกแบบอุปกรณ์ทำชิพโด่งดังอย่าง Novellus Systems ก็กำลังจะตามมาด้วยการตั้งโรงงานของตัวเองที่เวียดนามเช่นกัน

แนวโน้มของคนเวียดนาม ที่ร่ำเรียนทางด้านไอที จากสถาบันชั้นนำของโลกกลับบ้านมาตั้งเนื้อตั้งตัวก็เหมือนกับเมืองจีน นั่นคือ คนรุ่นใหม่ของเขาไม่ได้มุ่งจะหนีไปอยู่ต่างประเทศเพื่อหาโอกาสทำมาหากินที่เปิดกว้างกว่า แต่วันนี้ หนุ่มสาวเวียดนาม ที่เป็นมันสมองรุ่นใหม่ของเขากำลังพกเอาความรู้ความสามารถจากสำนักตักศิลาชั้นนำของโลกกลับบ้าน เพื่อสร้างฐานธุรกิจและการค้นคว้าวิจัยในบ้านของตัวเองแล้ว

เวียดนามวันนี้เหมือนจีนกับอินเดียตรงที่ว่ารัฐบาลเห็นความสำคัญของการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมไอที จึงมีการเร่งออกกฎหมายเพื่อดึงให้มีการลงทุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศอย่างคึกคัก ด้วยการเสนอให้มี สิทธิพิเศษทางภาษี

เช่น Saigon High Tech Park ซึ่งเป็นนิคมสร้างพิเศษขึ้นมาเพื่อดึงเอาบริษัทไอทีทั้งหลายเข้ามาอยู่ในจุดเดียวกันก็เสนอยกเว้นภาษีธุรกิจ 4 ปี โดยนับตั้งแต่ปีแรกที่มีกำไรเป็นต้นไป และอีก 5 ปีต่อมาก็ลดให้ร้อยละ 5

หากอุปกรณ์เพื่องานไอทีใดไม่มีในเวียดนาม ต้องสั่งเข้ามา ก็จะยกเว้นภาษีนำเข้าให้ด้วย

แน่นอนว่า เมื่อคราวที่ บิล เกตส์ แห่งไมโครซอฟท์ไปเยือนเวียดนามนั้น ระดับนำของเวียดนามเองให้ความสำคัญต่อ "เจ้าพ่อ" วงการไอทีของสหรัฐด้วยการหยุดพักจากการประชุมสภาประจำปีชั่วคราว เพื่อมาต้อนรับผู้มาเยือนคนนี้อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนกับใครก็ตามที่ไม่ใช่ประมุขของประเทศที่เป็นมิตรจริงๆ

นายฟิล ตรัน เขียนบทความในหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล วันก่อนที่คนไทยทั้งฝ่ายรัฐบาลและเอกชนจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเวียดนามกำลังจะกลายเป็นคู่แข่งสำคัญยิ่งของไทยเราในหลายๆ ด้าน

ประกอบความอึด ความมุ่งมั่น และความขยันขันแข็งของเวียดนามแล้ว หากไทยเราไม่รีบปรับระบบการทำงานและความเป็นเอกภาคในการสร้างชาติแล้ว เราก็จะกลายเป็นผู้เดินในฐานะ "คนป่วยของเอเชียรายล่าสุด" เท่านั้นเอง

เขาเล่าเรื่องที่เขารู้ในฐานะคนวงในของไอทีที่จะต้องมาเล่าต่อพรุ่งนี้ครับ

 

 ฤาไทยเราไม่อยู่ในสายตา "ม้ามืด"เวียดนาม?

10 กรกฎาคม 2549 19:21 น.
เมื่อวานเขียนถึง "ม้ามืด" ชื่อเวียดนามแล้ว ยิ่งทำให้เห็นว่า "ม้าพยศ" อย่างไทยเราต้องกลับมาประเมินตัวเองอย่างรีบด่วน

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :      นายฟิล ตรัน เจ้าของบริษัทผลิตเกมคอมพิวเตอร์ของเวียดนามชื่อ Glass Egg Digital Media เขียนเล่าความเป็น "ม้ามืด" ของประเทศของเขาโดยเฉพาะในแวดวงไอทีในหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal วันก่อน ต้องถือว่าเป็นการเปิดประตูให้เราคนข้างนอกได้มองเข้าไปถึงความเป็นไปอย่างน่าทึ่งของเวียดนาม

นอกจากรัฐบาลจะให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศในวงการไอทีแล้ว เวียดนามก็ยังมีข้อได้เปรียบอีกหลายด้าน

ฟิล ตรัน ยืนยันว่าเวียดนามได้เปรียบคนอื่นหลายประการ เริ่มด้วยค่าแรงที่ต่ำกว่าประเทศอื่นหลายประเทศ

แต่ที่น่าทึ่งก็คืออัตราคนอ่านออกเขียนได้ของเขาสูงถึงร้อยละ 94 ซึ่งเขาบอกว่าเป็นมาตรฐานที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

อายุเฉลี่ยของประชากรเวียดนามยังต่ำ ส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 30 และหลังสงครามโลกครั้งที่สองและโดยเฉพาะหลังสงครามเวียดนามแล้ว ประชากรของเขาเพิ่มขึ้นถึงจุด 80 ล้านคน

และที่สำคัญคือความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จซึ่งแปลว่าเขาสู้ไม่ถอย ประชาชนไม่ถูก "โอ๋" จนเสียผู้เสียคน

เพราะบรรยากาศการลงทุนที่คึกคักในบ้าน ชาวเวียดนามโพ้นทะเลที่เรียกขานกันว่าเป็น "เวียดเขียว" ก็พากันกลับบ้านเพื่อสร้างธุรกิจของตัวเองโดยเฉพาะหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ร่ำเรียนมาทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

นายฟิล ตรัน เองเป็นหนึ่งในคนเวียดนามรุ่นใหม่นี้ เขาบอกว่าเดิมไปทำงานอยู่ที่บริษัทมัลติมีเดียที่ซานฟรานซิสโกของสหรัฐ และเมื่อสั่งสมประสบการณ์จนมั่นใจแล้ว ก็ตัดสินใจกลับบ้านมาตั้งบริษัททำ game-outsourcing ซึ่งวงการไอทีถือว่าเป็นธุรกิจที่มีอนาคตอย่างยิ่ง

คนเวียดนามอีกคนหนึ่งชื่อ ลักษ์ ตรินท์ ทำงานเป็นหัวหน้าแผนกเทคโนโลยีให้กับบริษัท Next Level Communications ที่สหรัฐเหมือนกัน แต่วันนี้เขากลับบ้านแล้วเพื่อตั้งบริษัทใหม่ชื่อ Arrival Technologies เพื่อปูทางสู่ความเป็นเจ้าของและพัฒนาด้านไอทีด้วยตนเอง

อีกคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการของ Northern Telecom ซึ่งก็ต้องถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของธุรกิจไอทีระดับโลก เขาชื่อเลอ เหงียน วันนี้กลับภูมิลำเนาและตั้งบริษัทไอทีของตัวเองชื่อ TMA ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทหน้าใหม่โดยคนหนุ่มไฟแรงของเวียดนาม

ฟิล ตรัน เขียนว่าบรรยากาศที่แสนจะคึกคักในเวียดนามวันนี้ก็มิใช่ว่าจะไม่มีปัญหาที่จะต้องแก้ไข และเพราะการยอมเผชิญกับความเป็นจริงนี่แหละที่ทำให้การสร้างชาติครั้งใหม่ของเวียดนามเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและท้าทาย

เขายอมรับว่าคุณภาพของเด็กจบมหาวิทยาลัยของเวียดนาม ยังเป็นปัญหา ทำให้เกิดคำถามว่าเด็กรุ่นใหม่จะสามารถได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมไอทีได้รวดเร็วอย่างไร

เด็กที่จบจาก 62 มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยทั่วประเทศด้วยปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์ต่อปีมีประมาณ 8,500 ถึง 9,000 คน ปริญญาโทด้านนี้ประมาณ 500 คน และปริญญาเอกทางด้านที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีแค่ 50 คนเท่านั้น

ปัญหาก็คือว่าแค่ร้อยละ 10 ถึง 15 เท่านั้นที่ "พร้อมจะทำงานทันที"

ซึ่งแปลว่าหลักสูตรการสอนและการเรียนของมหาวิทยาลัยของเวียดนามยังต้องปรับปรุงกันอีก

ที่อ่อนที่สุดคือความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ ความไม่สามารถทำงานเป็นทีม และการขาดความสามารถทางด้าน "การสื่อสาร" กับคนอื่น

แปลว่าการก้าวไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบและคึกคักของเวียดนามนั้นยังขาดสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "คน"

และเขาก็กำลังแก้ไขอย่างเร่งร้อน กระทรวงศึกษาของเขาเพิ่งประกาศให้วิชาไอทีเป็นวิชาบังคับตั้งแต่ชั้นมัธยมเป็นต้นไปเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษานี้ และทุกโรงเรียนจะต้องมีศูนย์คอมพิวเตอร์ที่จะต้องมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 25 เครื่องที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้

ฟิล ตรัน ยอมรับว่าคู่แข่งที่สำคัญของเวียดนามคือเพื่อนบ้านยักษ์อย่างจีน และอินเดีย ซึ่งสามารถจะผลิตชิ้นส่วนและคอมพิวเตอร์กับสินค้าไอทีทั้งหลายด้วยราคาที่ต่ำกว่าเวียดนามด้วยซ้ำไป

"หากเราจะแข่งกับจีนได้ เราต้องเน้นไปทางการหาตลาดเฉพาะด้านที่คุณภาพสำคัญกว่าราคา...เพื่อให้บริษัทเล็กสามารถแข่งกับบริษัทใหญ่ได้..."

เขารู้ว่าเขามีปัญหาอะไรและเขาลงมือแก้มัน

สังเกตไหมว่าเขาไม่ได้เอ่ยถึงประเทศไทยในฐานะเป็นคู่แข่งของเขาเลย...เขาปลุกเราให้ตื่นหรือยังครับ?

 

 

 

พระราชอารมณ์ขันของ"ในหลวง" 

ความประทับใจผ่านความทรงจำ"ม.จ.ภีศเดช รัชนี"
โดย komchadluek วัน ศุกร์ ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 12:29 น.
เนื่องในวันมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี นับเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก "คม ชัด ลึก" น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

พร้อมกันนี้ขอนำพระราชอารมณ์ขันของพระองค์มานำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ในพระราชอารมณ์ขันและพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ผ่าน "ม.จ.ภีศเดช รัชนี" ในฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง ซึ่งถวายตัวรับใช้ใกล้ชิดต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาหลายทศวรรษ นับตั้งแต่สมัยยังดำรงพระอิสริยยศเป็นพระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 จวบจนปัจจุบัน ม.จ.ภีศเดช ยังต้องเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงาน เกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการหลวงที่พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มไว้เมื่อ 10 ปีก่อนทุกเดือน

เรื่องราวเมื่อคราวพระองค์เสด็จพระราชดำเนิน เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ช่วยเหลือชาวเขาในถิ่นทุรกันดาร ม.จ.ภีศเดช ผู้ติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิด ยังทรงจดจำเรื่องราวพระปรีชาสามารถและพระราชอารมณ์ขันอันคมคาย จากดอยสูงด้วยความประทับใจมิรู้ลืม ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานหญิงชาวเขาให้แก่ ม.จ.ภีศเดช จนเป็นที่โจษจันไปทั่วทั้งขุนเขา !!!

"มีชาวเขามาทูลสมเด็จฯ (สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ) ให้ช่วยเหลือ ซึ่งเขาแต่งงานแล้ว แต่ยังไม่ให้หมูและเงินเลี้ยงดู แล้วยังหนีไปมีคนใหม่อีก จึงขอให้สมเด็จฯ ช่วย สมเด็จฯ ก็ไปทูลท่าน ท่านก็รับสั่งกับชาวเขาว่า อยากจะแต่งงานใหม่ก็ปล่อยเขาไป ท่านจึงพระราชทานเงินใช้ แล้วก็ทรงรับสั่งให้แม้วกับผมมา" "แม้วพูดกันทั่วว่า ม๋อเจ้าเอาเมียแม้ว" ม.จ.ภีศเดช ตรัส เลียนเสียงชาวเขา พร้อมขยายความว่า แม้วที่ท่านพระราชทานมาเป็นเมีย เพราะเงินที่ท่านพระราชทานไปก็เท่ากับว่าซื้อมานั่นเอง "เวลาผมไปนอนตามบ้านแม้ว ผู้หญิงแม้วอ้วนๆ ที่ท่านพระราชทานให้ ก็จะเอาอาหารมาให้เรื่อยๆ" ม.จ.ภีศเดช ตรัสพร้อมแย้มพระสรวล

ม.จ.ภีศเดช ยังแถมด้วยเรื่องเล่าพระราชอารมณ์ขันแบบคมคายของพระองค์จากดอยสูงอีก 2 เรื่อง ชื่อ "ถนนซื่อๆ" กับ "ผีสะดุ้ง" ด้วย "เวลาเสด็จไปทรงงานจะมีเรื่องให้พระราชอารมณ์ขันเยอะ ขอเล่าเป็นเรื่องๆ

เวลาท่านเสด็จฯ ไปบนภูเขาหมู่บ้านขุนวัง มีถนนรถยนต์ขึ้นไปได้ แต่ทางมันคดเคี้ยวเลี้ยวไปเลี้ยวมา กว่าจะไปถึงบนนั้นได้ก็ลำบาก แม้วจึงขอถนนจากพระเจ้าอยู่หัว ท่านก็รับสั่งว่า 'ถนนมีแล้วนี่' แม้วก็บอกว่าถนนมันเลี้ยวไปเลี้ยวมาอยากได้ถนนซื่อๆ ซึ่งคำว่า ซื่อๆ หมายถึง ถนนที่เป็นทางตรงนะ ก็ขันดี ท่านก็บอกว่า ทำไม่ได้หรอกมันอันตราย" "แล้วก็เรื่องหมู่บ้านแม้ว ที่ท่านจะทำรางให้น้ำไหลมาหมู่บ้าน เพื่อให้หมู่บ้านได้มีใช้ แล้วก็มีคลองน้ำอยู่เป็นเนินนูน เขาก็บอกว่าเอาน้ำเข้ามาทางนี้ไม่ได้ รางผ่านตรงนี้ไปไม่ได้ เพราะว่าผีจะสะดุ้ง เขาว่าอย่างงั้น ท่านก็ใช้รางน้ำผ่านบนเนินนั้นแล้วก็เอาดินกลบ พวกแม้วก็ดีใจ 'อุ้ยดีใจผีไม่สะดุ้งแล้ว' สุดท้ายก็ได้ใช้น้ำกันทั้งหมู่บ้าน"

"เวลาท่านเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรท่านจะขึ้น ฮ. ท่านจะสนพระทัยชีวิตผู้คนมาก เมื่อคราวเสด็จฯ ไปแถวๆ แม่ฮ่องสอน ที่ท่านพระราชทานยาให้เด็กชาวเขา ผู้ใหญ่บ้านชาวมูเซอชื่อแสนคำลือ คนที่อุ้มเด็กอยู่อายุไม่ถึงขวบ และมีผู้หญิงสาวนั่งอยู่ข้างๆ ท่านทรงถามว่า 'นี่ลูกเหรอ' เขาก็บอกว่า 'ไม่ใช่ลูก' ผู้ใหญ่มีเมียหลายคนเหรอ ผู้ใหญ่บอกมีคนเดียว ผู้สาวนี้แหละ คนอื่นมันแก่ตายหมดแล้ว" ม.จ.ภีศเดช ค่อยๆ ขยายความทรงจำ

"ต่อจากนั้นก็เชิญท่านเสด็จฯ ไปแอ่วบ้าน พอไปถึงบ้านเขาก็เอาที่นอนมาปูให้ท่านประทับ แล้วเอาเหล้าใส่ถ้วยตะไลเล็กๆ มาให้ท่านเสวย แต่แก้วมันสกปรก มีสีดำๆ ผมก็ทูลท่านว่า ทำเหมือนเสวยแล้วส่งมาพระราชทานผม แต่ท่านก็เสวยเองหมดเลย ท่านบอกว่าเหล้ามันแรง ฆ่าเชื้อโรคหมดแล้ว" "แสนคำลือ" ผู้ใหญ่บ้านชาวมูเซอ ยังบอกพระองค์อีกว่า การที่เขาแข็งแรงเพราะกินเหล้าแบบนี้ โดยมีสูตรพิเศษใส่เขากวางอ่อน ใส่พริกไทย 3 เม็ด กระดูกเสือใส่ไปด้วย พอตกเย็น ม.จ.ภีศเดช ก็หาพริกไทยมาถวาย ซื้อกระดูกมาจากร้านยาจีน แต่ไม่ใช่กระดูกเสือมาถวาย ถือเป็นอาหารที่พระองค์ทรงทำเป็นครั้งแรก "ผมเคยเป็นลูกเรือท่านมาก่อน เคยช่วยทำถวาย เอาเตาเล็กๆ มาถวาย ท่านก็ทรงปิ้ง ใส่เหล้า ใส่วอดก้า ท่านก็ทรงทำ คืนนั้นมีพระราชทานเลี้ยง เสร็จแล้วมีบรั่นดี แต่ท่านก็ไปเอาที่ท่านทำมา นี่แหละที่เห็นท่านทำก็มีอยู่อย่างเดียว"

นอกจากความประทับใจจากการถวายตัวใกล้ชิด ยามพระองค์ทรงงานบนดอยสูงแล้ว ยามทรงกีฬาที่พระองค์ท่านทรงโปรด ม.จ.ภีศเดช ก็มีรับใช้ใกล้ชิด และเปรียบเสมือนเป็นครูของพระองค์ เมื่อคราวทรงหัดเล่นเรือใบหรือการต่อเรือด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก "ผมเป็นครู 2 ภาษา" ม.จ.ภีศเดช ตรัสก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า "ครูภาษาฝรั่งที่สะกดว่า ซีอาร์อีดับเบิลยู (crew) แปลว่า ลูกเรือ และครูภาษาไทย ที่คอยแนะนำ" เมื่อพูดถึงการแข่งเรือใบกีฬาที่พระองค์ทรงโปรดปราน ม.จ.ภีศเดช ย้อนความหลังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม จากความทรงจำที่แจ่มชัด แม้จะมีชันษาครบปีที่ 84 เนื่องจาก 'ท่านภีศ' ชื่นชอบกีฬาแข่งเรือใบเช่นเดียวกัน

"ผมเล่นแข่งเรือใบกับพระองค์ท่านมานานมาก จนพระองค์ท่านประชวรก็ไม่ค่อยมีโอกาสเล่น" "พอถึงช่วงหน้าร้อน ที่หัวหินจะมีการแข่งเรือใบกันเสมอ จะแข่งกันทุกวัน ทุกเช้าเลย สู้กันเต็มที่ ถ้าใครอ่อนข้อ ท่านจะกริ้ว เรารู้เลย ไม่มีใครกล้าอ่อนข้อให้ มันไม่เป็นกีฬา" "ผมเคยชนะท่านมา 3 ปี จากนั้นท่านเก่งขึ้นเรื่อยๆ 3 ปีหลังท่านชนะตลอด แต่ก็ผลัดแพ้ชนะ ท่านไม่ได้ชนะทุกครั้ง" "อย่าไปยอมท่าน ท่านกริ้วแน่ เราไม่กล้ายอม บางทีเราก็ชนเรือท่าน ท่านต้องหลบเรา แล้วท่านไม่หลบก็เลยโดนเรือผม ท่านก็ออกจากการแข่งขัน เพราะผิดกติกา แต่เหตุการณ์นี้เกิดไม่บ่อยเพราะท่านเก่งมาก" "มีครั้งหนึ่งแข่งเรือราชปะแตนเล่นกัน 2 คน เรือนำอยู่ ผมก็ทูลท่าน โอ้ยชนะแน่ ท่านกริ้วเลย ตรัสว่า อย่าโม้ให้ตั้งใจ"

ม.จ.ภีศเดช ย้อนความทรงจำเจือรอยยิ้มบนใบหน้าและตรัสเสริมว่า "ตลกดี" "ตอนอยู่ที่หัวหินแข่งกันทุกเช้าเลย พอตอนบ่ายออกไปวิ่งเล่น ท่านเก่งเรื่องน้ำ" พร้อมกับย้อนช่วงค่ำคืนที่พระองค์ทรงต่อเรือใบฝีพระหัตถ์จนดึกดื่น "ผมเฝ้าท่านนานถึง 2 ยามเชียว ท่านโปรดจะทำเรือด้วยฝีพระหัตถ์" ม.จ.ภีศเดช ปูพื้นว่า "เมื่อสมัยพระองค์ท่านเรียนอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เคยเลือกเรียนวิชาช่างไม้มาก่อน พอดีท่านเห็นผมต่อเรือใบเอง พอท่านจะทรงเรือใบก็ทรงต่อด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง"

"เรื่องเล่นเรือใบมีเรื่องสนุกเยอะ" ม.จ.ภีศเดช รำลึกถึงตอนที่พระองค์ทรงแข่งเรือใบจากพัทยาไปเกาะล้าน เพื่อพระราชทานเลี้ยงเจ้าชายฟิลิปส์ ดยุค แห่งเอดินเบอระ แต่ไม่ทรงประทับเรือพระที่นั่ง กลับนัดแข่งเรือกัน "เราสตาร์ทดีมาก พอผ่านเส้นเริ่ม เราเข้าใกล้ลมที่สุด จากพัทยาไปถึงเกาะล้าน ไม่ต้องเลี้ยวเลย แม้ว่ามืดแล้ว ท่านนำไปแล้ว ท่านถือท้ายเรือ เวลาออกนอกทางท่านก็ปรับทิศทางนิดเดียว ฝีพระหัตถ์ท่านดีมาก" ม.จ.ภีศเดช รำลึกความประทับใจ ยามล่องเรือใบกลางทะเลกับพระองค์ท่าน

แต่เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ ม.จ.ภีศเดช ประทับใจที่สุดในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครองราชย์ครบ 60 ปี ก็คือวันที่เห็นพสกนิกรแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ด้วยการ "ใส่เสื้อเหลือง" เช่นเดียวกับวันนี้ที่ 'ท่านภีศ' สวมเสื้อโปโลสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ครองราชย์ครบ 60 ปี ที่อกซ้าย และ 'ท่านภีศ' ยังทรงรู้สึกประทับใจที่พสกนิกรทั่วประเทศไปชมงานที่อิมแพ็ค เมืองทองธานีอย่างเนืองแน่นทุกวัน

"งานที่เมืองทองธานีมีคนไปแน่นขนัด บางคนไปอยู่หน้าพระบรมรูปร้องไห้ก็มี" ม.จ.ภีศเดช ตรัสถึงความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับหยิบหนังสือ "ชีวิตชั้นๆ" ที่เขียนเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของท่าน มีบางช่วงชีวิตที่มีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "นี่ๆ" ม.จ.ภีศเดช แย้มพระสรวลอย่างอารมณ์ดี ชี้ภาพเหตุการณ์เก่าๆ เมื่อคราวเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด !!!


"พระราชอารมณ์ขัน" ผ่านถ้อยอักษร


"ทำไมพระองค์จึงทรงเคร่งขรึมนัก ไม่ทรงยิ้มเลย" นักข่าวหนุ่มอเมริกัน กราบบังคมทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จฯ ประพาสสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกปี 2503

"นั่นไง...รอยยิ้มของฉัน" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชดำรัส พร้อมกับหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ทำเอานักข่าวถึงกับทึ่งในพระราชปฏิภาณ และพระราชอารมณ์ขันอันล้ำลึกของพระองค์

คราวที่พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร โดยเฉพาะชาวเขาบนยอดดอย "พระราชอารมณ์ขัน" ของพระองค์ก็เป็นที่ชื่นชอบและชื่นชมของข้าราชบริพารและประชาชนทั่วหล้า

"กล่าวกันว่าพระราชอาณาจักรนั้นก็เหมือนกับพีระมิด คือ มีกษัตริย์อยู่ข้างบน ประชาชนอยู่ข้างล่าง แต่ในประเทศนี้กลับตรงกันข้าม ก็เลยทำให้บางทีปวดแถวๆ นี้" พระองค์ตรัสแล้วชี้ที่พระศอและพระอังสภาระ พร้อมกับแย้มพระโอษฐ์


เคยมีบางครั้งที่ "พ่อหลวงของเรา" ต้องทรงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทปัญหาครอบครัว มีครั้งหนึ่งชาวเขาคนหนึ่งมากราบบังคมทูลร้องทุกข์ว่า เขาให้หมู 2 ตัวกับเงินก้อนหนึ่งกับเมีย พอได้ไปแล้วกลับหนีตามชู้ไป พระองค์ทรงตัดสินว่า สามีจะต้องได้รับเงินชดใช้ และปลดปล่อยภรรยาไปตามอำเภอใจของเธอ ญาติของทั้งสองฝ่ายก็พอใจ พระองค์ทรงรับสั่งด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า "แต่ที่แย่ก็คือ ฉันต้องควักเงินให้ไป...หญิงผู้นั้นก็เลยต้องตกเป็นของฉัน" รับสั่งแล้วก็ทรงพระสรวล สักครู่หนึ่งหญิงผู้นั้นก็นำสุราพื้นเมืองมาถวาย "ถ้าฉันเมาพับไป อะไรจะเกิดขึ้นก็รู้ไม่ได้"


ครั้งหนึ่งมีช่างไปทำฝ้าเพดานในวัง คนหนึ่งกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จฯ มา คนที่อยู่ข้างล่างเห็นก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็นก็บอกว่า "เฮ้ย จับดีๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง" ในหลวงทรงจับบันไดให้ด้วยพระองค์เอง ช่างคนข้างบนก็บอกว่า "เออ ดีๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริงๆ" พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นว่าในหลวงเป็นคนจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อนจะตกบันไดรีบลงมาก้มกราบ พระองค์ตรัสกับช่างว่า "แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้ แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย"


ประมาณปี 2498 คราใดที่เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล จะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องที่ห่างไกลทุรกันดาร เช่น หนองพลับ แก่งกระจาน ด้วยพระองค์เอง วันหนึ่งทรงขับรถยนต์พระที่นั่งผ่านไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านหมู่บ้านห้วยมงคล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งราษฎรกำลังช่วยกันตกแต่งประดับซุ้มรับเสด็จกันอยู่ เมื่อเห็นรถยนต์พระที่นั่ง ด้วยความไม่รู้ว่าเป็นใครจึงสั่งห้าม "ต้องให้ในหลวงเสด็จก่อน แล้วพรุ่งนี้ถึงจะลอดผ่านซุ้มได้ วันนี้ห้ามลอดผ่านซุ้มนี้ ต้องขอให้ในหลวงผ่านก่อนนะ" ชายคนที่เฝ้าซุ้มรับเสด็จบอก พระองค์ทรงขับรถพระที่นั่งเบี่ยงข้างทางไม่ลอดซุ้ม

วันรุ่งขึ้นเมื่อทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรอย่างเป็นทางการ พร้อมคณะข้าราชบริพารผู้ติดตาม ทรงมีพระดำรัสทักทายกับชายผู้เฝ้าอยู่หน้าซุ้มเมื่อวันวานว่า "วันนี้ฉันเป็นในหลวง...คงผ่านซุ้มนี้ได้แล้วนะ !!!"

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวพระราชอารมณ์ขันอันล้ำลึกของพระองค์ที่ "วิลาศ มณีวัต" นักเขียนลือนามผู้ล่วงลับ ได้รวบรวมและประมวลพระราชดำรัสและพระราชอารมณ์ขันในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้ในหนังสือ "พระราชอารมณ์ขัน" ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2539 เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 50 ปี ต่อมาได้กลายเป็นหนังสือขายดี มีการตีพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 22
 
สนับสนุนเนื้อหาโดย
 

 

จีนกับอินเดีย...เต่าวิ่งแข่งกระต่าย...คุณเชียร์ใคร?

8 มิถุนายน 2549 18:52 น.

ถ้าอินเดียเป็นเต่า, จีนเป็นกระต่าย...และหากเต่าแข่งวิ่งกับกระต่ายใน พ.ศ.นี้, ใครจะเป็นคนชนะ?

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :      วันก่อนเห็นข่าวทั้งสองยักษ์แห่งเอเชีย ประกาศว่าจะจับมือกันผลักดันให้การค้าขายระหว่างกันเพิ่มไปถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ (4.4 ล้านล้านบาท) ต่อปีภายใน 9 ปีข้างหน้า, ก็ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า หากเต่ากับกระต่ายเกิด "ฮั้ว" กันขึ้นมาล่ะ? ประเทศเล็กๆ แถวนี้อย่างประเทศไทยจะต้องเจอกับอะไรบ้าง?

มองย้อนกลับไป 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าแม้การเมืองของสองพี่เบิ้มแห่งเอเชีย (ประชากรเกิน 1 พันล้านทั้งคู่) จะไม่ประสานกันอย่างราบรื่นนัก แต่การค้าการขายระหว่างสองประเทศก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ...ความขุ่นข้องหมองใจในประวัติศาสตร์ (อินเดียคบหาอดีตสหภาพโซเวียตเผชิญหน้ากับจีนในช่วง "สงครามเย็น") ก็ค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงอย่างชัดเจน ถึงขั้นที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศต่างไปเยือนกันและกันอย่างเป็นทางการแล้ว

และน่าสนใจว่าด้านธุรกิจก็เดินหน้าปรับความสัมพันธ์ในรายละเอียดกันอย่างแข็งขัน เช่นระหว่างการประชุมที่นิวเดลฮี ของทั้งสองฝ่ายเมื่อต้นเดือนที่แล้ว, มีการประกาศตั้ง "India-China CEO Forum" ซึ่งเป็นการเปิดทางให้ผู้นำธุรกิจทั้งสองฝ่ายเฉพาะทางด้านเอกชนให้มีช่องทางการพบปะแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ

ซึ่งแปลว่าจีน กับอินเดีย ไม่เพียงแค่จะเปิดช่องทางการเจรจาระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังกำลังจะให้พลังขับเคลื่อนของเอกชนเป็นแกนนำในการดันให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปด้วยอัตราเร่งที่เข้มข้นกว่าที่ผ่านมาอีกด้วย

แต่ลึกๆ แล้ว, จีน กับอินเดีย ก็ยังต้องแข่งกันในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองและเศรษฐกิจ

โดยภาพรวม, จีนลุยไปข้างหน้าเร็วกว่าและดุเดือดกว่าอินเดียแล้ว

เมื่อ 25 ปีก่อน ตอนที่เกิดคลื่น "โลกาภิวัตน์" ใหม่ๆ นั้น, ผลผลิตมวลรวมของจีน กับอินเดีย อยู่ในระดับใกล้ๆ กัน แต่วันนี้ ถ้าวัด "ความมั่งคั่ง" ของสองประเทศนี้ด้วย GDP, ก็ต้องถือว่าจีนเป็น "เสี่ย" ร่ำรวยกว่าอินเดียเกือบสองเท่าด้วยซ้ำไป

แต่การวัดด้วยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมอย่างเดียวเห็นจะไม่ได้ เพราะความมั่งคั่งของจีนนั้นไม่ได้กระจายตัวไปอย่างเสมอภาค คนจีน ที่ได้ประโยชน์จากความมั่งคั่งใหม่นี้ คือคนที่อยู่ในจังหวัดชายฝั่งตะวันออก หรือเท่ากับประมาณ 1 ใน 3 ของคนจีนทั้งประเทศ และคนจีนในชนบทอีกไม่น้อยที่ยังมีฐานะเศรษฐกิจย่ำแย่อยู่

ตัวเลขคนจีน 150 ล้านคนที่ยังไม่มีงานทำ และดำรงชีวิตที่มีมาตรฐานสุขภาพและการศึกษาที่ยังพอๆ กับเมื่อศตวรรษก่อนหน้านี้ ก็เป็นตัวฟ้องถึงปัญหาอันหนักหน่วงของจีนทุกวันนี้

ขณะเดียวกัน อินเดียก็มีปัญหาสังคมและเศรษฐกิจอันรุนแรงของตัวเอง เหตุเพราะสังคมแบบมีชนชั้น และความไม่เสมอภาคในการแบ่งสรรทรัพยากรของประเทศ

คนจนของอินเดียมีหลายร้อยล้านคน และประมาณกันว่าคนอินเดียเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น ที่มีชีวิตที่ได้ประโยชน์จากโลกโลกาภิวัตน์

ประมาณกันว่า จีนมีประชากรประมาณ 450 ล้านคน ที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ขณะที่อินเดียมีแค่ 200 ถึง 250 ล้านคนในกลุ่มเดียวกันนี้

อินเดียต้องทำอะไรเพื่อจะไล่ให้ทันจีน? และจีนต้องทำอะไรจึงจะเก่งเหมือนอินเดีย ทางด้านการสร้างสรรค์งานและการเสริมศักยภาพด้านซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์?

ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่น่าศึกษายิ่ง

 

******************************************************************

 

อึ้ง! ครูอาวุโสจะสูญพันธ์ภายใน 15 ปี

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 พฤษภาคม 2549 20:13 น.

"อ๋อย" อึ้ง! สพฐ.แจงข้อมูล ครูอาวุโสจะสูญพันธ์ภายใน 15 ปี จี้สภาการศึกษาปรึกษาองค์กรหลัก หาทางออกครูขาด เตรียมหนีบข้อมูลไปหารือ 2 รองนายกฯที่ดูแลด้านกำลังคน ก่อนเกิดวิกฤติด้านการศึกษา
       
       นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับผู้บริหารของ 5 องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า สำนักงานสภาการศึกษา ซึ่งได้รับมอบหมายให้ไปจัดทำแผนแก้ปัญหาขาดแคลนครูเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้นำร่างแผนดังกล่าวซึ่งสภาการศึกษาจัดทำขึ้นหลังจากไปหารือกับหน่วยงานที่ดูแลกำลังคน และสำนักงบประมาณ มาเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาเบื้องต้น
       
       ทั้งนี้ ร่างแผนดังกล่าว ได้มีการสรุปภาพรวมการขาดแคลนครูของทุกสังกัด อยู่ที่ประมาณ 95,000 ราย และเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยจะขอคืนอัตราเกษียณปี 2549 จำนวน 100 % ของจำนวนผู้เกษียณทั้งหมด คำนวณแล้วจะได้อัตราคืนทั้งหมด 3,927 ราย ซึ่งแนวทางแก้ปัญหานี้ได้ผ่านการหารือกับสำนักงบประมาณแล้วแต่องค์กรหลักยังแย้งว่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการขอคืนอัตราเกษียณเต็ม 100 % นั้น ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงประเด็น เพราะตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีครูที่เกษียณออกไปสะสม กว่า 50,000 คน ได้คืนอีตราเกษียณมา 100 % หรือ 3,927 ราย ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้น องค์กรหลักยังต้องการให้มีความชัดเจนในการแก้ปัญหาขาดแคลนครูในระยะยาว เพราะถ้ายังไม่มีการแก้ปัญหาขาดแคลนครูอย่างจริงจัง จะกลายเป็นวิกฤติการศึกษาของประเทศ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ
       

       ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำเสนอข้อมูลว่า อีก 15 ปี ครูอาวุโสจะเกษียณหมด เพราะโครงสร้างครูของ สพฐ.ในปัจจุบัน มีครูที่อายุ 41 ปีขึ้นไป ถึง 80% เพราะฉะนั้น ถ้ายังไม่รับครูเพิ่ม และได้อัตราเกษียณคืนมา 20 % เหมือนในปัจจุบัน ในอนาคต ครูของ สพฐ.จะมีแต่ครูเด็ก ไม่มีครูสูงวัยที่มีประสบการณ์ แล้วปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็คือจะขาดแคลนครูในบางสาขาโดยเฉพาะสาขาสำคัญ เช่น ฟิสิกส์ เคมี คณิต อังกฤษซึ่งปัจจุบันก็ขาดแคลนอยู่แล้วและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นถ้าหากไม่ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
       
       นายจาตุรนต์ กล่าวว่า จากหลายเหตุผล ตนมอบให้สภาการศึกษาไปหารือกับ 5 องค์กรหลัก ปรับยกร่างแผนแก้ปัญหาขาดแคลนครูใหม่ นำปัญหาครูอาวุโสของ สพฐ.จะเกษียณหมดภายใน 15 ปี ไปพิจารณาร่วมด้วย พร้อมสอบถามความเห็นองค์กรหลักว่า แนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนครูที่สภาการศึกษาไปหารือกับสำนักงบประมาณมานั้น สอดคล้องกับการแก้ปัญหาหรือยัง เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ให้มาหารือกับตนอีกรอบ ก่อนจะเสนอเรื่องไปประชุมกับสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พร้อมกันนี้ตนจะได้นำผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลของสพฐ.นี้ ไปหารือกับ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลหน่วยงานด้านกำลังคนของรัฐบาลด้วย
       
       ขณะที่ นางพรนิภา ลิมปพยอม เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า รมว.ศธ. ได้นัดประชุมหารือเรื่องการแก้ปัญหาขาดแคลนครูอีกครั้งในวันที่ 2 มิ.ย. นี้ หลังจากได้รับทราบข้อมูลจาก สพฐ. อีกทั้งแต่ละสังกัด ต้องการแก้ปัญหาขาดแคลนครู ต่าง ๆ กัน เช่น สกอ.ไม่มีปัญหา ครูอาวุโสเกษียณ และต้องการให้คืนมาเป็นตัวเงินมากกว่าอัตรา ในขณะที่ สพฐ.ต้องการอัตรามากกว่า คืนมาเป็นเงิน เพราะฉะนั้น ให้หารือร่วมกันเพื่อสรุปให้ชัดเจน

 

 

'อัมมาร'วิตกโครงการ 30 บาทรัฐบาลไม่สนใจเกิดความล้มเหลว

29 พฤษภาคม 2549 18:50 น.
"ทีดีอาร์ไอ"ระบุรัฐบาลไม่สนใจ 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะได้รับคะแนนนิยมแล้ว จึงหันไปเร่งนโยบายประชานิยมด้านอื่น หวั่นคุณภาพโครงการถดถอยจะเป็นปัญหาสะสมจนล้มเหลวต้องใช้เวลานานถึง 40 ปี

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา “นโยบายสาธารณะยุครัฐบาล ทักษิณ” โดยมีดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยของทีดีอาร์ไอ เป็นวิทยากร

ดร.อัมมาร กล่าวว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาล ถือเป็นนโยบายที่ดี เพราะดูแลคนไทยในระดับรากหญ้า แต่อยากเห็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พัฒนาคุณภาพให้ดีกว่านี้ เพราะภาพของโครงการในปัจจุบันเป็นแค่บริการของคนจน และคุณภาพของโครงการเริ่มด้อยลงเรื่อย ๆ โดยที่รัฐบาลไม่มีการเยียวยา ทั้งปัญหาแพทย์ไม่เพียงพอ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะสะสมอย่างต่อเนื่อง และต้องใช้เวลาถึง 40 ปี จึงจะเห็นผลถึงความล้มเหลว เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษมาแล้ว

ดร.อัมมาร เห็นว่าเป็นห่วงโครงการพักชำระหนี้เกษตรกร เพราะเห็นว่าผลที่ได้รับทางเศรษฐกิจมีน้อยมาก เพราะเงินลงไปไม่ถึงกลุ่มคนจน ส่วนโครงการ เอส เอ็ม แอล เริ่มมีปัญหาการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการประกาศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่ว่าจะสนับสนุนแต่พื้นที่ที่เลือกพรรคไทยรักไทยเป็นอันดับแรก และเห็นว่าระบบการจัดเก็บภาษีของไทยเป็นระบบถดถอย ส่งผลให้คนจนจ่ายมากกว่าคนรวย ทำให้ภาระของโครงการสาธารณะตกอยู่กับคนจน

ขณะที่ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ กล่าวว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ได้รับคะแนนนิยมมากแล้ว จึงทำให้รัฐบาลไม่สนใจพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น แต่จะนำงบประมาณไปสร้างนโยบายใหม่ เพื่อหาคะแนนนิยมมากกว่า พร้อมเห็นว่านโยบายที่มีการคอร์รัปชั่นทางนโยบายได้แก่ นโยบายด้านโทรคมนาคมและสื่อสารมวลชน

โดยเฉพาะโทรทัศน์ ซึ่งวัดจากผลประโยชน์ที่ตกอยู่เพียงกลุ่มเล็ก ๆ โดยการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่เห็นชัดเจนคือการเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับธุรกิจโทรคมนาคม ที่ถือเป็นการกีดกันคู่แข่งไม่ให้เข้าสู่ตลาด ซึ่งก่อนหน้านั้นรัฐบาลอ้างว่าธุรกิจนี้ต้องเป็นของคนไทยเท่านั้น แต่ต่อมากลับเกิดการพลิกผันจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอปอเรชั่น จำกัด ให้กลุ่มเทมาเส็ก ของสิงคโปร์

ดร.สมเกียรติ เห็นว่านโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจยังไม่ใช่มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดการแข่งขัน เป็นเพียงแปลงสภาพเพื่อเข้าตลาดหุ้น เพื่อสร้างมูลค่าตลาดรวมให้ใหญ่ขึ้น และผลประโยชน์เพื่อพวกพ้องเท่านั้น


$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$

 

หา "คนดี" ยากกว่า "คนเก่ง"...สังคมจึงวิกฤติ

29 พฤษภาคม 2549 18:38 น.

เมื่อวานนี้ ผมตั้งประเด็นเรื่อง "คนเก่ง" กับ "คนดี" ของบ้านเมืองนี้ตามที่ท่านเลขาธิการประธานศาลฎีกา จรัญ ภักดีธนากุล เพื่อให้เกิดการถกแถลงกันให้กว้างขวางในสังคมไทยอย่างจริงจัง

     เพราะที่ผ่านมาคนไทยชื่นชมเพียงแค่ "คนรวย" เท่านั้น, เก่งหรือดีหรือไม่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ

นี่คือ ค่านิยมอันตรายที่ทำให้ประเทศเราต้องมาเผชิญวิกฤติวันนี้

คุณจรัญ บอกว่า "เราต้องการทั้งคนเก่งและคนดี เก่งอย่างเดียวเป็นมหาโจรได้ ดีอย่างเดียวเป็นเหยื่อมหาโจรได้เหมือนกัน..."

เพราะคนไทยชื่นชม "คนเก่ง" อย่างเดียว, จึงทำให้นักกฎหมายใหญ่ในบ้านเมืองสามารถพูดหน้าตาเฉยได้ว่า "ผมทำตามกฎหมายแล้ว เรื่องจริยธรรมไม่ต้องมาถามผม"

และทำให้เรื่อง "กินตามน้ำ" กลายเป็นมาตรฐานปกติของสังคมไทย

สังคมไทยหลัง "วิกฤติต้มยำกุ้ง" เมื่อ 8 ปีก่อน, หันมาชื่นชมกับ "คนเก่ง" มากกว่า "คนดี" เพราะหลงเข้าใจผิดคิดว่าคนมีความสามารถหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะสามารถทำให้ประเทศชาติฟื้นกลับไปสู่ภาวะปกติได้

ทั้งๆ ที่สาเหตุแห่งหายนะเศรษฐกิจครั้งนั้นคือ ความโลภ การทำอะไรเกินความพอดี ความลืมตัว และความโอหังในความยิ่งใหญ่ของตัวเอง

วิกฤติเศรษฐกิจคราวนั้นเกิดเพราะ "คนเก่ง" นั้นไม่ยอมรักษาจริยธรรมอย่าง "คนดี" พึงจะทำ

วันนี้ ค่านิยมเช่นนั้นยังหลอกหลอนคนไทยอยู่ เพราะยังมีความเชื่อในบางหมู่บางเหล่าว่าคนที่สร้างภาพว่าเป็น "คนเก่ง" เพราะเป็น "คนรวย" ด้วยนั้นควรจะได้รับอำนาจทางการเมืองระดับชาติเพื่อมาสร้างเศรษฐกิจให้เฟื่องฟู

แต่ความเชื่อเช่นนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความหลงเชื่อว่า "คนรวยย่อมไม่โกง" ซึ่งพิสูจน์ด้วยความจริง และกาลเวลาแล้วว่าเป็นความเชื่อที่ไร้เดียงสาเอามากๆ

"คนเก่ง" ที่รวย และได้อำนาจรัฐนั้นยิ่งต้องการรวบอำนาจเข้าหาตัวเองมากขึ้นเพื่อยึดเอาความมั่งคั่งของประเทศมาเป็นของตัวเอง และพรรคพวกตัวเอง...โดยมีเป้าหมายอย่างเดียว...นั่นคือ การสามารถครองอำนาจต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้...เพื่อจะได้มีอำนาจในการใช้ทรัพยากรของประเทศให้ตนเองได้ประโยชน์สูงสุดอีกนั่นเอง

เมื่อคนไทยชื่นชมคนเก่ง และคนรวย, คนดีก็ย่อมจะท้อถอย และหดหาย เพราะคนดีเริ่มรู้สึกตัวว่าเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศ และไม่ช้าไม่นาน, คนดีจำนวนหนึ่งก็เริ่มจะหวั่นไหวคลอนแคลน, เริ่มจะเห็นว่าการเป็นคนดีเริ่มจะ "ไม่คุ้ม" สู้เป็นคนดีๆ ชั่วๆ ด้วยการรับใช้ "คนเก่งคนรวย" ที่ไม่ต้องมีจริยธรรมอะไรมากดูจะ "ทันสมัย" กว่า

นี่คือแนวโน้มที่นำไปสู่หายนะของประเทศ
 เราเห็น "คนดี" หนีออกจาก "คนเก่งแต่โกง" แต่ขณะเดียวกัน เราก็เห็น "คนเคยดี" พร้อมจะรับใช้ "คนเก่ง, คนรวย, คนกินตามน้ำ" ที่กลายเป็น "ศรีธนญชัย" เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองมากขึ้น, สนใจสาธารณประโยชน์น้อยลง

นั่นคือ ที่มาของประโยคทองที่ว่า "ฉันทำตามกฎหมายแล้ว ไม่ต้องถามฉันเรื่องจริยธรรม" ที่คนไทยทั้งประเทศได้ยิน...เหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่...แต่ถ้าหาก "หน้า" ของคนไทยส่วนใหญ่ชาเสียแล้ว, การตบหน้าอย่างนั้นก็ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตัวขึ้นมาเท่าไหร่นัก

คนเก่งอย่างเดียวเป็นมหาโจรได้ คนดีอย่างเดียวก็เป็นเหยื่อของมหาโจรได้

ดังนั้น สังคมไทยจะต้องหาทางส่งเสริมคนเก่งให้เป็นคนดี และให้คนดีเป็นคนเก่ง...แต่ถ้าเราหวังที่จะให้ทุกคนเป็นคนเก่ง และคนดีพร้อมๆ กันไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดเราก็จะต้องให้คนดีสามารถตรวจสอบคนเก่งได้

เมื่อคนดีตรวจสอบคนเก่งได้, คนเก่งก็ต้องรักษาความดีเอาไว้

เพราะท้ายสุดสังคมจะอยู่รอดปลอดภัยก็ต่อเมื่อคนเก่งที่โกงต้องถูกลงโทษอย่างหนัก...เพื่อให้เขาต้องเป็น "คนเก่งในการทำดี" ไม่ใช่ "เก่งแต่โกงคนอื่น"

สังเกตไหมว่าทุกวันนี้ในบรรยากาศการเมืองเช่นนี้, หาคนดียากกว่าคนเก่ง? เพราะอย่างนี้, บ้านเมืองถึงได้อยู่ใน "วิกฤติ" ไงล่ะ

 


$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$

เปลวสีเงิน

คนปลายซอย

26 พฤษภาคม 2549    กองบรรณาธิการ

ไทย-ยามใกล้จมทะเลน้ำตา

หนังสือพิมพ์แต่ละฉบับเช้าวานนี้ให้กระแสไปในทางเดียวกัน  ถ้าเป็นภาพยนตร์ก็ต้องบอกว่าน้ำตาท่วมจอ  "แนวหน้า" ลงภาพสะท้อนภาวะบ้านเมืองในเวลานี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากที่สุด
ผมลอกเอาภาพมาลงให้ท่านเห็นไม่ได้ ก็จะขอลอกคำอธิบายใต้ภาพมาให้ท่านจินตนาการเอาก็แล้วกัน
ภาพแรก เป็นภาพแม่กอดลูกไว้แน่น แล้วร้องไห้ชนิดที่ขอบอกว่า ใครที่ไม่เคยเห็น-ไม่เคยรู้จัก "น้ำตาว้าเหว่" เป็นอย่างไร   
ก็ดูไว้..ร้องไห้ด้วยสภาพ  "ทุกข์แท้"  เป็นเยี่ยงนี้แหละ  เขาบรรยายใต้ภาพไว้ดังนี้ครับ
ผู้สูญเสีย : หญิงชาวบ้านในอุตรดิตถ์นั่งกอดลูกสาวร้องไห้ด้วยความเสียใจ  หลังจากเห็นสภาพบ้านเรือนของตัวเองที่พังยับเยิน  กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีกระแสรับสั่งให้ทุกหน่วยงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกคนอย่างเร่งด่วน
พูดถึงเรื่องน้ำป่าหลาก  ก็อดนึกถึงตอน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาเป็นคณะรัฐบาลใหม่ๆ ในปี ๒๕๔๔ ไม่ได้ ช่วงนั้น น้ำป่าหลากที่อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่
ถ้าจำไม่ผิด   รองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งขณะนั้น   คือ "นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์" ได้เสนอแนวทางป้องกัน  และรับมือภัยน้ำป่าหลากต่อ ครม.ไว้ ๕-๖ มาตรการ เช่น ระบบสัญญาณเตือนภัย เป็นต้น
ครม.ก็เห็นชอบด้วย  นายกฯ ทักษิณสั่งให้ลงมือดำเนินการตามแผนทันที เรียกว่า  ถ้าน้ำป่าหลากมาอีก  ชีวิตและทรัพย์สินชาวบ้านจะไม่เสี่ยงต่อการล้มหายตายจากชนิด
เหลือแต่ผ้านุ่งปิดตูดผืนเดียว!
ก็แค่สั่งให้ปรากฏเป็นข่าวเท่านั้น  พอมีน้ำป่ามาจริงๆ มันก็พิสูจน์การทำงานของรัฐบาลนี้ให้เห็นแล้วว่า..ตบตาชาวบ้านไปวันๆ เท่านั้นเอง
เพราะ..มันไม่ได้ทำอะไรเลย!
ผมว่านายพิทักษ์คิดถูกแล้วละที่  "ลาขาด"  ออกจากความเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยพร้อมๆ กับตำแหน่งรองนายกฯ ตั้งแต่ปีแรก เพราะคนที่ "ทำงานเพื่องาน" อย่างท่าน
มันไม่ใช่สเปกที่นายกฯ ทักษิณจะเลือกมาเป็นรัฐมนตรีของเขาหรอก!
ต้องอย่างสุริยะ  อย่างสุดารัตน์ อย่างเนวิน เหล่านี้ พวกนี้..ไม่ต้องพูด แค่มองตาก็รู้ว่าควรทำอย่างไร ในเมื่อพรรคไม่ได้ทำไร่ไถนาหากินเอง!
จะมัวห่วงแต่คุณภาพชีวิตประชาชน แล้วจัด "ถนนคนเดิน" ในวันหยุดบ้าง ห่วงพลังงานสิ้นเปลืองแล้วรณรงค์ให้คนประหยัด   แล้วสร้างวินัยนำระบบ "ตัดแต้ม" คนขับรถทำผิดกฎจราจรมาใช้บ้าง
อย่างนี้ "พรรค" จะได้อะไร?
"เรื่องน้ำ" ถ้าเรามองโลกด้วยสายตากว้างจะพบว่า ไม่ใช่เฉพาะที่ประเทศไทยบ้านเราเท่านั้น  มันเป็นทั้งโลก เจอกันทั้งโลกจาก "ภาวะโลกร้อน" อันมาจากการใช้และเผาผลาญพลังงานกันอย่างไม่บันยะบันยังในยุค "บริโภคนิยม" ตะกรุมตะกราม
ประเทศอุตสาหกรรมอย่างสหรัฐ อินเดีย จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มยุโรป นั่นแหละตัวดี และเป็นตัวการทำให้ "ขั้วแม่เหล็กโลกพลิก"
อัตตาหิ อัตตโน นาโถ "ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน"
ผมอยากบอกให้พวกเราทุกคนท่องคำนี้ไว้  อย่าหวังให้รัฐบาลท่านมาช่วยตะพึดตะพือเป็นอันขาด
มิได้หมายความว่ารัฐบาลท่านจะทอดทิ้งประชาชน แต่ผมหมายความว่า นับจากนี้ไป "ทุกข์-ภัย" ทั้งจากธรรมชาติ และทั้งจากมนุษย์ก่อกับมนุษย์เอง
"มันจะมาก"!
มากจนลำพังรัฐบาลฝ่ายเดียวไปช่วยเหลือพร้อมๆ  กันได้ไม่ทัน  และไม่ทั่วถึงหรอกครับ!
ผมจึงว่า "ฝึกพึ่งตัวเอง" ไว้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เถอะ...จะได้ชินไงล่ะ
ทุกข์ทางเหนือไปแล้ว  ก็มาดูอีกภาพจาก "แนวหน้า" ฉบับพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤษภาคม   ๒๕๔๙  เป็นภาพจากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ สงขลา เกี่ยวเนื่องกับเหตุที่เกิด "บ้านกูจืงลือปะ" นราธิวาส
อาการร้องไห้อย่างนี้เรียกว่า   ร้องแบบคน  "หัวใจแหลกสลาย" ต้องปล่อยให้ร้องครับ   เพราะนั่นคือการ "คัดหนองจากอก"  ขืนให้เก็บนิ่งอั้นไว้ จะกลายเป็นคน "ใจกลัดหนอง"
คำอธิบายใต้ภาพมีอย่างนี้ครับ
น้ำตาคลอ  :  น.ส.สิรินาถ  ถาวรสุข  ครูโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ นั่งรถวีลแชร์ไปเยี่ยม น.ส.จูหลิง  กันปงมูล  ที่ รพ.สงขลานครินทร์  จ.สงขลา เพื่อนครูร่วมชะตากรรมที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส  พร้อมเปิดใจทั้งน้ำตาว่า จะขอเป็นครูสอนใน จ.นราธิวาสต่อไป
ความจริง  ถ้าดูตามภาพ  ครูสิรินาถไม่ใช่น้ำตาคลออย่างที่เขาบรรยายภาพไว้หรอก  แต่เธอ "ซัดโฮ" ท่ามกลางไมค์นักข่าว-ช่างกล้องโทรทัศน์ และผู้คนที่รายล้อมเชียวแหละ
เป็นการร้องไห้ที่รับรู้ได้ถึง "ก้นบึ้ง" แห่งหัวใจคุณครูสิรินาถ
เป็นภาพที่สะอาด ใครเห็นแล้วก็ต้อง..แอบสะอื้น
ขืนไว้ก็..ใจหินเกิน!
สุดสงสารก็ "จูหลิง" นี่แหละ ก็ได้แต่ภาวนาว่าเมื่อไหร่หนอ..ปาฏิหาริย์จะมีจริง!?
ช่วยกันเขียนคำภาวนาลงไปรษณียบัตร  แล้วรีบส่งไปให้เธอที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์กันเถอะครับ
เขียนชื่อ..จูหลิง..จูหลิง..จูหลิง..จูหลิง..จูหลิง..กันมากๆ จากทั่วสารพัดทิศ จะเป็นพลังรวมสะท้านสะเทือนถึงแท่นทิพยสถิตแห่งองค์เทวะประทาน "สัญญาณชีพ" กลับคืนมาให้เธออีกครั้งก็เป็นได้
ครับ..ยามนี้  มีอะไรจะให้หวัง  ผมก็ร่วมหวังเพื่อคุณครูจูหลิงเช่นเดียวกับทุกๆ คน
สำหรับคุณครูสิรินาถ   ผมฟังคำที่เธอพูดกับนักข่าวก็ครุ่นคิดแต่วานซืนนี้แล้วว่า..ก็สมแล้ว สำหรับจิตของคนที่จะเป็นครู!
เธอบอกว่า  อยากให้ชาวบ้านที่ทำร้ายเธอกลับตัว-กลับใจ เพราะไม่มีใครจองเวร-จองกรรม ขอให้รักครูเหมือนพ่อแม่คนหนึ่ง
ครูจุ้ยก็ดี ครูสิรินาถก็ดี ถือเป็น "คนรุ่นใหม่" แต่ครูรุ่นใหม่อย่างเธอ "รู้จักและเข้าใจ" ลีลาอันหลากหลายแห่งชีวิตมนุษย์ และบรรลุถึงคำว่า "ไม่จองเวร-จองกรรม"
ก็น่าชื่นใจด้วยความเย็นแห่งรสธรรมที่เธอน้อมมาเป็นเครื่องชี้นำชีวิต
ชาวบ้าน  "กูจิงลือปะ" ก็ดี ชาวบ้านทั่วๆ ไปก็ดี เขาด้อยโอกาสกว่าคนทั่วๆ ไปมากนัก  เขาน่าสงสาร อยู่ในสังคมภายใต้กรอบโลกทัศน์จำกัด จำเป็นที่เราต้องให้ความรัก ให้ความเข้าใจต่อพวกเขา..ให้มากกว่าที่ให้อยู่แล้ว
ถามว่า..ในเมื่อเราให้ความรัก-ความเข้าใจพี่น้องเราที่กูจิงลือปะ ที่ ๓ จังหวัดใต้มาตลอด แล้วไฉนพวกเขาจึงตอบสนองความรัก-ความเข้าใจด้วยความโหดร้ายเช่นนี้เล่า?
คำตอบคือ  เราให้ความรัก และความเข้าใจต่อพวกเขา "น้อยไป" นั่นเอง หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ
เรา  "ทำดี" ต่อเพื่อนมนุษย์ที่นั่นแล้วก็จริง  แต่ดีที่ทำนั้น "ยังดีไม่พอ" ซึ่งต้องมุมานะ  อดทน  พยายาม "ทำดี" ต่อเพื่อนมนุษย์ที่นั่นให้มากขึ้นกว่าที่ทำอยู่แล้วขึ้นไปอีก
ทั้งตำรวจ  ทั้งทหาร  ทั้งครู  ทั้งข้าราชการ ทั้งเพื่อนมนุษย์ร่วมชาติทุกคน ในเมื่อเขายังไม่เข้าใจเรา
เราก็ต้องเร่ง "เข้าใจเขา" ให้มากขึ้น..มากขึ้น
เราเปลี่ยน "คนทุกคน" ด้วยพลังอาวุธ ด้วยพลังอำนาจ ไม่ได้หรอกครับ
แต่ "คนทุกคน" เราสามารถเปลี่ยนได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า "พลังสังคม"
อย่างกรณีเหตุที่เกิด  "บ้านกูจิงลือปะ" ปณิธานหาญกล้าของจูหลิง จากครูน้อยๆ คนหนึ่งอันเป็น "ครูนอกทำเนียบ" ด้วยซ้ำ
วันนี้  ใจ-คนไทยพุทธก็ดี ใจ-คนไทยมุสลิมก็ดี ที่บ้านกูจิงลือปะก็ดี ณ จุดไหนๆ บนแผ่นดินไทยก็ดี
หลอมใจรักเป็นหนึ่งมอบแด่ "จูหลิง" แม่ครูน้อยผู้ยิ่งใหญ่!
ครับ..."พลังสังคม"
นี่แหละ..พลังเช่นนี้แหละ  เป็นพลังเปลี่ยนใจคนได้  ฉะนั้น จงยึดมั่น และมุ่งมั่นในการ "ทำดีต่อเพื่อนมนุษย์" ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
เมื่อ "ดี" ถึงจุดสมบูรณ์ของมันแล้ว ดอกผลิบานขึ้นมาเอง!
สังคมไทยขณะนี้เป็น  "สังคมไทย-ใจดำ" ทั้งที่ไทยเป็นดินแดนหลากศาสนา  แต่ว่าคนไทยคล้าย "ใจบอด" มีศาสนาก็ยึดแค่เป็นสัญลักษณ์  ส่วนการกระทำมีแต่ "ก่อกรรม-ทำเข็ญ" ผมมองเห็นสิ่งที่จะเกิดต่อจากนี้  ก็ได้แต่ปลงว่า อนิจจา..กรรมใคร-กรรมมัน

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาผู้นำธุรกิจและชุมชน
The Foundation for Business and Community Leadership Development
โดย
นายอารีย์ ภู่สมบูญ
ประธานกรรมการมูลนิธิฯ