ReadyPlanet.com
dot
dot
แนะนำผู้เขียน
dot
bulletนายกสโมสรโรตารีสกลนคร ปีบริหาร 2556 - 2557
bulletสรรค์สนธิ บุณโยทยาน
dot
สากกะเบือยันเรือรบ กับปราสาทภูเพ็ก สกลนคร
dot
bulletปฏิบัติการวันสิ้นโลกภาค 2 ข้ามทวีป ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร VS ปีรามิดเผ่ามายา เม็กซิโก
bulletพระพุทธรูปศิลปะขอมซ่อนอยู่ใต้โพรงหินที่ปราสาทภูเพ็ก.....สื่อถึงอะไร
bulletปฏิบัติการภูเพ็ก ดอนสวรรค์ พิสูจน์คำทำนายซินแส ฮวงจุ้ยเมืองสกล
bulletปฏิบัติการ "กาลิเลโอ" วัดความเร็วการหมุนของโลกที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletภูเพ็ก....เมกกะโปรเจค นครที่สาปสูญ
bulletปฏิบัติการวันสิ้นโลก 2012 ท้าพิสูจน์ที่ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร
bulletความเป็นมาของปราสาทภูเพ็ก
bulletตลึง ! พบ “ฝายหินพันปี” กลางป่าภูเพ็ก
bulletวัดโลกทั้งใบ ไทย กัมพูชา ปฏิบัติการ "อีราโตสทีเนส" ข้ามประเทศ
bulletครบรอบ 10 ปี การค้นพบ "สุริยะปฏิทินพันปี" ปราสาทภูเพ็ก
bulletปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ "เหมายัน" 21 -22 ธันวาคม ที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletเผยเทคนิคการออกแบบก่อสร้างปราสาทภูเพ็ก
bulletความเป็นมาของสุริยปฏิทิน
bulletพิสูจน์สุริยะวิถี กับปฏิทินมหาศักราชที่ปราสาทภูเพ็ก
bulletรับพลัง "สุริยันจันทรา" ประชันดาวหางแพนสตาร์
dot
เปิดโลกวิทยาศาสตร์
dot
bulletวิเคราะห์ฤกษ์รัตนโกสินทร์ในมุมวิทยาศาสตร์
bulletOperation Rahu for STEMS Education
bulletปฏิบัติการพิมาย ชาตินี้มีครั้งเดียว Operation Phimai Once or Never
bulletนาฬิกาแดดโรงเรียนวิถีธรรม ม.ราชภัฏสกลนคร
bulletทำไมชาวมายาในเม็กซิโกจึงมีรูปร่างหน้าเหมือนคนเอเซีย
bulletปฏิบัติการชูหลี (Operation Chou Li) ยืนยันมุมเอียงโลก 23.5 องศา
bulletปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตรงศรีษะ (sun overhead)
bulletOperation Rahu 5 วัดระยะทางโลก - ดวงอาทิตย์
bulletOperation Rahu 4 วัดระยะทางโลก - ดวงจันทร์
bulletเกาะติดไปกับยาน New Horizons เผยความลับพลูโต "ดาวเคราะห์ลูกเมียน้อย"
bulletทำนาน้ำน้อยแต่ผลผลิตสูง เป็นไปได้หรือไม่ ?
bulletปฏิบัติการเวกัส 2558 "อีราโต้สทีเน้ส " ภาค 2 วัดโลกทั้งใบด้วยไม้แท่งเดียว
bullet21-22 มิถุนายน ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ "ครีษมายัน" Summer Solstice กลางวันยาวที่สุดในรอบปี
bulletOperation Rahu Episode III 4 April 2015 วัดระยะทางโลกไปดวงจันทร์
bulletปฏิบัติการ "เจนัส" วัดมุมเอียงของโลก
bulletOperation Rahu Episode II สูตรใหม่คำนวณระยะทางโลกไปดวงจันทร์
bulletOperation Rahu Episode I measuring earth to moon วัดระยะทางจากโลกถึงดวงจันทร์ ในปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง
bulletดางหาง ISON ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ปิดท้ายปี 2556
bulletมองหมากเม่าผ่านมิติดาราศาสตร์
bulletดาราศาสตร์ที่เราเห็น.....ล้วนเป็นภาพลวงตา
bulletเข้าพรรษาปี 2555 ทำไมต้องเดือน 8-8 วิทยาศาสตร์มีคำตอบ
bulletประสบการณ์ตรงเรื่อง "ยูเอฟโอ" ผมคิดแบบวิทยาศาสตร์
bulletโลกล้านปีที่แอ่งสกลนคร
bulletวัดมุมเอียงของโลก...ด้วยไม้แท่งเดียว
bulletเกาะติดการค้นหาชีวิตบนดาวอังคาร กับยาน Curiosity
bulletหม้อหุงข้าวพลังแสงอาทิตย์ นวัตกรรมติดดิน
bulletนาฬิกาแดดต้นแบบมิติเวลาของมนุษยชาติ
bulletภาคปฏิบัติ....วัดโลกทั้งใบด้วยไม้แท่งเดียว
bulletการอบรมเชิงปฏิบัติการ "อีราโทสทีเนส"
bulletชวนครูไทย วัดโลกทั้งใบ ด้วยไม้แท่งเดียว
dot
จับประเด็นร้อน
dot
bulletฤาตำนานหนองหารล่ม.....จะกลายเป็นเรื่องจริง
bulletทำไมคนถึงอยากครอบครอง "ดอนสวรรค์" ในบึงหนองหาร สกลนคร
bulletกู้ "หนองหาร" ด้วยมือเรา.....เริ่มต้นที่บ้าน
bulletบทเรียนอันเจ็บปวดของเขื่อนในอเมริกา....ฤา จะสะท้อนสามแสนล้านบาทเพื่อจัดการน้ำของไทย
bulletโบราณวัตถุพันปีสกลนคร....อยู่ในภาวะเสี่ยงสูญหาย
bulletภัยมืดรุกชาวสกล...จากสาหร่ายพิษในหนองหาร
bulletกรมศิลปากรโยนหินถาม...เอกสารสิทธิ์ทับคูเมืองโบราณ จะออกทางไหน
bulletน้ำท่วม "ตัวเมืองสกล" บทเรียนที่น่าจะถึงเวลาสรุปเสียที
bulletพายุ "นกกระเตน" ทำเสียหายสวนยางเมืองสกล
bulletฤา...นโยบาย 300 บาท จะช่วยบรรเทาปัญหา “หัวดำออก หัวหงอกเลี้ยง”
dot
อินเดียน่าโจนส์ (ภาคสรรค์สนธิ)
dot
bulletOperation Bhishma 2016 ปฏิบัติการดาราศาสตร์ข้ามทวีป ..... การหมุนรอบตัวเองและวงโคจรของโลกยังคงปกติหรือไม่?
bulletทำไมวันปีใหม่ต้องเป็น 1 มกราคม? Why does the new year begin on January 1 ?
bulletผลการดูงานสหกรณ์การเกษตรประเทศไต้หวัน 23 - 26 สิงหาคม 2559
bulletSt.Peter's Fish โปรโมทการท่องเที่ยวและสร้างอาชีพใหม่....สกลนคร
bulletประกาศิตเทพเจ้ากูกูลข่าน The Return of God Kukulkan
bulletปฏิบัติการดาราศาสตร์ข้ามทวีป Operation Transcontinental Equinox 2016
bulletวางผังเมืองเชียงใหม่ด้วยวิธีดาราศาสตร์
bulletกุมภาพันธ์ ปี "อธิกสุรทิน" ทำไมต้อง 29 วัน
bulletมองผ่านประตูพระธาตุพนมในอีกมุม
bulletจับพิรุธรูปสลักหินอ่อน "กษัตริย์เดวิท" ที่เมืองฟอร์เรนซ์
bulletย้อนอดีตกรุงเก่าอยุธยา ถือฤกษ์ "รามนะวามิ"
bulletท่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ "โสมสูตร" ที่ปราสาทขอมในกัมพูชาหายไปไหนหมด
bulletอาทิตย์ตั้งฉากกับพุทธสถานชื่อดังในวันวิสาขบูชาโลก
bulletประตูเมืองโบราณสกลนครอยู่ตรงไหน
bulletTourism Gimmick
bulletปราสาทพิมายในมุมมองวิทยาศาสตร์
bulletมองปราสาทขอม ในแง่มุมดาราศาสตร์ การเมือง และความเชื่อ โดยนักรบออนไลน์ กับไกด์มืออาชีพ
bulletตรุษจีน ตรุษเวียต ตรุษไทสกล และบุญเบิกฟ้า
bulletปริศนา "ปราสาทบายน" ฤา.....มนุษยชาติจะผ่านพ้นความขัดแย้ง
bulletประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ทำไมต้องใช้ชื่อว่า "วิสาขะ"
bulletราหู.....น้ำอมฤต.....สนามบินสุวรรณภูมิ
bulletอาณาจักร "ทวารวดี" ทำไมจึงล่มสลาย
bulletไขประตูสู่อดีตพระธาตุเชิงชุม ...... ในอีกมุมมอง
bullet"มาฆบูชา" ทำไมต้องใช้ชื่อนี้
bullet"ทัชมาฮาล" ในมุมมองดาราศาสตร์
bulletคำสอนพุทธองค์เปล่งประกายอีกครั้งในดินแดนภารตะ
bulletเมือง "สารนาท" ที่มาแห่งวันอาสาฬหบูชา
bulletพระธาตุดุม....ในอีกมุมมอง
bulletถอดจารึกขอม "ภูถ้ำพระ" ทำไมพระพุทธรูปไปอยู่ที่นั่น
bulletแกะรอย "สุริยะเทพ" ที่ปราสาทพนมบาเค็ง
bulletหนองหารหลวงเมืองหน้าด่าน ยันกับอาณาจักรจาม
bulletถอดความศิลาจารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พบ "ฤกษ์อโรคยาศาล"
bulletมุมมองใหม่ "สะพานขอม" ฝายทดน้ำชลประทาน
bulletปราสาทหินพิมาย กับสามเหลี่ยมพุทธมหายาน
bulletจากพระธาตุเชิงชุม ถึงพุทธคยา
bulletปราสาทขอมเมืองสกล.....เอาหินมาจากไหน ?
bulletไขความลับปราสาทนารายณ์เจงเวง
bulletถอดรหัสขอมพันปี 80 องศา พบราศีเมษ
bulletหลากมิติอารยธรรม 4 ยุค "บ้านท่าวัด" ริมหนองหาร สกลนคร
bulletไขปริศนาปราสาทพนมรุ้ง
bullet13 เมษายน 2551 วันสงกรานต์ จริงหรือ ?
bullet21 มี.ค. 51 ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของโลก
bulletตำนานวันปีใหม่ มิติแห่งกาลเวลาของมนุษยชาติ
bulletเข้าพรรษา ปี 2550 ทำไมต้องมีเดือนแปดสองหน
bulletมหาสงกรานต์ 13–15 เม.ย.
bulletDownload ภาคสรรค์สนธิ
bulletปฏิบัติการอีราโตสทีเนสวัดโลกทั้งใบ ด้วยไม้แท่งเดียว
dot
รายการการศึกษาที่น่าสนใจ
dot
bulletความรู้เรื่องพระไตรปิฎก
bulletวัดอภัยสมุทร
bulletสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน
dot
คอลัมน์กิตติมศักดิ์
dot
bulletบ่าวคำหอม ล่ะเบ๋อ
bulletอินเดียน่าโจนส์ (ภาคสรรค์สนธิ)
dot
เว็บที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletจังหวัดสกลนคร
bulletเทศบาลเมืองสกลนคร
bulletม.ราชภัฏสกลนคร
bulletจดหมายเหตุเมืองสกลนคร
bulletเทศบาลเมืองนครพนม
bulletเทศบาลตำบลอากาศอำนวย
bulletศูนย์ประติมากรรมกรุงเทพ
bulletweb thaiNGO
bulletสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนคร
dot
นานาสาระ
dot
bulletฝนหลวง
bulletรวมชีวประวัติ ปฏิปทา คติธรรมคำสอนพระกรรมฐาน
bulletฐานรากเศรษฐกิจพอเพียง
bulletบทความน่าสนใจ จากสื่อไทย
bulletรู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม
bulletพจนานุกรมภาษาอีสาน
bulletข้อคิดดีๆจากภาพยนต์
dot
ข้อมูลเกี่ยวกับขยะ
dot
bulletพลังงานจากขยะ
bulletตัวอย่างโครงการคัดแยกขยะ
dot
ข่าวประชาสัมพันธ์
dot
bulletข่าวสาร บ้านเฮา
bulletข่าว เด่นประเทศเพื่อนบ้าน
bulletช่าว สด ข่าวเด่น
bulletแวดวง BCL.
bulletประมวลภาพ โรตารีสกลนคร ไปทัวร์ยูนนาน
bulletชมรมส่งเสริมคนดีเมืองสกล
bulletกลุ่มศิลป์เพื่อชีวิต
bulletกิจกรรมกลุ่ม young
dot
มุมสุนทรียภาพ
dot
bulletแวดวง ศิลปะ
bulletท่องเที่ยว
bulletแผนที่ทางดาวเทียม
bulletแผนที่ทางหลวง
bulletภาพเก่าๆ ของหัวใจใหม่ๆ
dot
ช่องทางส่งข้อมูล
dot
bulletทาง E-mail
bulletปฏิบัติการ "อีราโทสทีเนส" วัดเส้นรอบวงโลกด้วยไม้แท่งเดียว




ข่าว เด่นประเทศเพื่อนบ้าน

 ข่าวเด่น ประเทศเพื่อนบ้าน....

 

ชนเผ่าไทยมีอะไรแปลกๆ..ทำศพไม่ใส่โลง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2550 16:05 น.
คุณตาเดินทางมาเป็นเวลา 108 ปี การเดินทางไกลสิ้นสุดลงตรงนี้
       

       
ไม่มีทั้งโลงศพ เสียงปี่เสียงกลอง เพียงวางศพบนฟูก มีผืนเสื่อ ผ้าห่ม ห่อหุ้มและวางลงบนแคร่ไม้ไผ่เท่านั้น ก่อนจะมัดให้แน่นหนา และ นำไปยังป่าช้า
       
       นักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์มักจะเรียกชนเผ่านี้ว่า "ไต" แทนที่จะเป็น "ไทย" เช่นเดียวกันกับคนไทยในปัจจุบัน
       
       อย่างไรก็ตามนักชาติพันธุ์วิทยาได้พบว่า คนเหล่านี้เป็นเชื้อสายเดียวกัน มาจากเทือกแถวเหล่ากออันเดียวกันกับคนไทย ชนพื้นเมืองดั้งเดิมในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
       
       ที่สำคัญคือ พวกเขาเป็น "คนไทย" แท้ๆ ที่ยังไม่ได้ผสมปนเปกับ "คนชาติพันธุ์อื่น".. ชนเผ่าไทยยังคงรักษาวัฒนธรรมที่โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้อย่างดี โดยไม่ขึ้นอยู่กับเวลา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การดำเนินชีวิตประจำวันในสังคมการเกษตร แม้กระทั่งการปฏิบัติต่อผู้ที่เสียชีวิต
       
       ทางการเวียดนามเรียกชนชาติส่วนน้อยใน จ.เซินลา กลุ่มนี้ว่า Thai ไม่ใช่ Tai
       
       ชนเผ่าไทยซึ่งอาศัยอยู่ในเวียดนามเชื่อว่า การตายคือการไปเกิดใหม่ในอีกโลกหนึ่ง ดังนั้นจึงจัดพิธีส่งเพื่อให้ผู้ตายได้สู่สรวงสวรรค์
       
       ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ ในเวียดนาม ยกเว้นชาวจีนที่นับถือพุทธศาสนาบางนิกาย เวลาไปงานศพก็จะแต่งชุดดำเพื่อไว้อาลัย แต่ผู้หญิงชนเผ่าไทยจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีสัน ซึ่งแต่งต่างจากเครื่องแต่งกายที่ใส่ในชีวิตประจำวัน
       
       ผู้เข้าร่วมพิธีจะสวมผ้าโพกหัวสีขาว และ แต่ละครอบครัวจะต้องนำเสื้อผ้าชุดใหม่มาด้วย
       
       หลังจากพิธีเลี้ยงส่งเสร็จสิ้นลง คนตายจะถูกนำไปไว้ในที่เฉพาะของชาวเผ่าไทย ซึ่งเรียกว่าป่าช้าเพื่อฌาปนกิจ หลังจากนั้นจึงนำอัฐิของผู้ตายเก็บในโถเพื่อนำไปฝัง
       
       ผู้สื่อข่าวของเวียดนมเน็ตได้ไปร่วมพิธีศพของนายกวางวันเซิม (Quang Van Xom) คุณตาชนเผ่าไทยวัย 108 ปี ในหมู่บ้านที่นิคมเจียงฮัก (Chieng Hac) อ.เอียนโจว จ.เซินลา (Son La) ทางตอนเหนือของประเทศ
       
Story & Photos by VietnamNet


ระหว่างประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ส่งดวงวิญญาณ ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคนต้องผูกด้ายดำที่ข้อมือ เพื่อกันมิให้วิญญาณของตัวเองล่องลอยไป
       

ลูกหลาน ญาติๆ และสมาชิกครอบครัวทุกคนโพกศรีษะด้วยผ้าขาวไว้อาลัย
       

นึ่งข้าวเหนียวไว้สำหรับแขกผู้ไปร่วมงาน
       

จุดธูป 1 ดอกเพื่อเคารพคนตาย
       

อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับผู้ตาย จะได้นำไปใช้ในภพหน้า
       

พ่อหมอ แม่หมอ บุคคลที่ขาดไม่ได้เลยในงานศพ
       

สวดมนต์ส่งดวงวิญญาณผู้ตายไปสู่สุขคติ
       

1 คืนผ่านไป ได้เวลาเคลื่อนย้ายศพออกจากบ้าน
       

สมบัติติดกายชิ้นสุดท้ายประกอบด้วยฟูก เสื่อ และ ผ้าห่ม มัดห่อให้แน่นหนาก่อนเคลื่อนไปยังป่าช้า.. ที่อยู่สุดท้าย
       

การเดินทางครั้งสุดท้ายได้มาถึง
       

เดินข้ามสะพานมนุษย์ไปสู่สรวงสวรรค์ ทอดกายอยู่ข้างล่างคือบรรดาญาติๆ หรือใครก็ตาม ถือเป็นการสร้างกุศลอันใหญ่หลวง
       

วางศพลงบนกองฟอน ที่นอนสุดท้ายของคน ซึ่งประกอบด้วยไม้ฟืนล้วนๆ
       

เวลาร่ำล่ากันเป็นครั้งสุดท้ายได้มาถึง
       

 

ถึงเวลา...ชาวเขมรต้องกินปลาร้าให้น้อยลง!?
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 กุมภาพันธ์ 2550 18:49 น.
ภาพจากแฟ้ม/AFP-- ที่หมู่บ้านจรางจำเรส (Chrang Chamres) ในเขตแม่น้ำโตเลซับ (Tonle Sap) ห่างจากกรุงพนมเปญ 7 กิโลเมตร ก็จะมีสภาพเช่นนี้อยู่ทั่วไปในช่วงต้นปี ซึ่งเป็นฤดูทำประฮ๊อก (pra hok) ปีนี้ปลาที่จับได้จำนวนร่อยหรอลงอย่างเห็นได้ชัด
       
จัดการรายวัน-- ในประเทศกัมพูชา ปลายปีเก่ากับต้นปีใหม่จะเป็นฤดูที่ชาวบ้านทั่วไปวุ่นวายอย่างมากกับการหาปลาเพื่อทำ ประฮ๊อก (Pra Hok) สิ่งนี้เป็นมรดกตกทอดกันมานานหลายชั่วอายุคน แม้แต่ในยุคที่ประเทศย่ำแย่ที่สุดคือ ช่วง 3 ปีที่พวกเขมรแดงขึ้นครองอำนาจ กิจกรรมสำคัญนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
       
       แต่ปัญหาในวันนี้ก็คือ ปลานับวันร่อยหรอลง
       
       ทะลาบใหญ่ "โตนเลซับ" (Tonle Sap) ได้ชื่อเป็นแหล่งปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ฉายานี้ อาจจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว จำนวนปลาเล็กร่อยหรอลง พวกปลาตัวโตๆ เริ่มหาลำบาก
       
       หรือว่า..ถึงเวลาที่ชาวเขมรจะต้องหยุดล่า หยุดจับ เพื่อให้ประชากรปลามีโอกาสตั้งตัวได้อีกสักระยะ
       
       ในช่วงเดือน ธ.ค.-มี.ค. เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ ชาวบ้านจะพากันหาปลาอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อจับปลาให้ได้มากที่สุด
       
       ชาวเขมรจะนำปลาที่จับได้ไปทำความสะอาด คัดขนาด และนำไปหมักเกลือ ด้วยกรรมวิธีและภูมิความรู้ที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละครอบครัว จากนั้นก็จะต้องรออีกนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน หรืออาจจะถึงข้ามปีเพื่อให้ได้ "ปลาร้า" รสดี ที่ทุกคนต่างภาคภูมิใจ
       
       ทำไม "ประฮ๊อก" จังถูกเรียกว่า "ปลาร้า" มีการตั้งคำถามนี้กันมากขึ้นทุกวันๆ
       
       ก็เพราะว่าปัจจุบันชาวเขมรจะทำประฮ๊อกแบบลัดขั้นตอน ไม่นำปลาที่หมักเกลือขึ้นมาตากแดด อีกแล้ว
       
       ต่างกับวิธีดั้งเดิมซึ่งนอกจากจะหมักไว้สักระยะหนึ่งแล้ว ยังจะต้องนำขึ้นมาผึ่งแดด ก่อนจะนำไปหมักต่อ อันเป็นกรรมวิธีที่คล้ายกับการทำ "ปลาเจ่า" ในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งในเขตภาคกลางของประเทศไทย

ภาพจากแฟ้ม/AFP-- ครอบครัวชาวกัมพูชาอิสลามที่หมู่บ้านจรางจำเรส กำลังช่วยกันคัดเลือก "ปลาได" ปลาตระกูลเกล็ดขาวตัวเล็ก เพื่อเตรียมทำประฮ๊อก ปีนี้ทำได้น้อยลง
       

ภาพจากแฟ้ม/AFP-- ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งที่หมู่บ้านเดียวกันจับปลาไดได้เยอะกว่า แต่ทุกคนก็บ่นอุบว่าปีนี้จับได้น้อยลงจากปีที่แล้วครึ่งต่อครึ่ง
       หลายคนไปจาก จ.เปร็ยแวง (Prey Veng) ติดกับชายแดนเวียดนาม เพื่อไปจับปลาที่ จ.กัมปงธม (Kampong Thom) หรือ เสียมราฐ (Siem Reap) ซึ่งเป็นวัตรปฏิบัติที่ผูกพันอย่างใกล้ชิด กับสิ่งที่ธรรมชาติเนรมิตให้แก่ชาวเขมร
       
       "มันเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในชีวิตประจำวันของเรา" นางดิม เอียง (Dim Eang) แม่บ้านในกัมปงชะนัง (Kampong Chhnang) นอกเขตกรุงพนมเปญกล่าวกับผู้สื่อข่าว ขณะที่เอามือล้วงเข้าไปในกะละมังบรรจุปลาหมักเกลือจนพูน
       
       นางเอียงวัย 52 ปี วางแผนว่า จะเก็บปลาร้าเอาไว้สัก 80 กิโลกรัม เอาไว้แลกข้าว และเก็บอีก 20 กก.เอาไว้บริโภคในครอบครัว
       
       ประฮ๊อก หรือ "ปลาเจ่าเขมร" ก็เลยกลายเป็น "ปลาร้า" ในความหมายแบบไทยๆ ไปโดยปริยาย
       
       ปลาร้าเขมรมีกลิ่นแบบไหน? แรงไหม? คำถามพวกนี้ก็มีคนถามกันอยู่เสมอ
       
       แต่นักท่องเที่ยวผู้หนึ่งให้คำตอบบนเว็บท่องเที่ยวของเขาว่า.. “สำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นปลาร้าในบ้านเรา อยากจะแนะนำให้หาโอกาสไปลองชิมปลาร้าสูตรเขมรให้ได้สักครั้ง ขอรับรองว่าจะชอบปลาร้าแบบไทยๆ ไปชั่วนิรันดร”

ภาพจากแฟ้ม/AFP-- การมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดีขึ้นทำให้จับปลาได้มากขึ้น แต่ประชากรปลาอาจจะเติบโตไม่ทัน
       ชาวเขมรเกือบ 14 ล้านคน รวมทั้งลูกเล็กเด็กแดงพอลืมตาขึ้นมาก็จะได้กลิ่นปลาร้าแล้ว ที่นั่นนิยมบริโภคกันมาก เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารทุกมื้อ เป็นอาหารเมนูเด็ด มีเสิร์ฟในภัตตาคารหรูของกรุงพนมเปญ เพียงแต่คุณภาพของวัตถุดิบจะแตกต่างกันไป
       
       เพราะฉะนั้นจึงมีการทำปลาร้ากันมากในประเทศนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ การจับปลาไปทำประฮ๊อก ก็จะไม่คึกคักเหมือนกับในเขตรอบๆ ทะเลสาบใหญ่โตนเลซับ
       
       ทำไมถึงเป็นช่วงเดือนนี้?
       
       คำตอบก็คือว่า มันเป็นช่วงเวลาที่น้ำในแม่น้ำโขงเริ่มเคลื่อนตัวลงไปมาก ขณะที่น้ำในทะเลสาบใหญ่เริ่มงวดลง ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ น้ำในแม่น้ำโขงไหลก็จึงวนจากกรุงพนมเปญย้อนขึ้นทางทิศเหนือ เข้าไปในทะเลสาบใหญ่
       
       นั่นก็คือ เป็นช่วงที่ปลาตัวเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วมือ ก่อตัวกันเป็นฝูงไปตามกระแสน้ำ อพยพเข้าสู่เขตทะเลสาบ เช่นที่บรรพบุรุษปลาของพวกมันทำมาตลอด
       
       ที่นั่นจะเป็นแหล่งที่อยู่ เจริญเติบโต เพื่อเจริญพันธุ์ ก่อนจะอพยพออกจากทะเลสาบอีกรอบหนึ่งในฤดูน้ำหลาก
       
       ส่วนอีกทางหนึ่ง พอถึงหน้านี้ ชาวเขมรจากทั่วทั้งประเทศก็ว่าได้ จะพากันมุ่งไปที่ทะเลสาบ ไปเพื่อเก็บเกี่ยวความร่ำรวยจากธรรมชาติ เช่นที่บรรพบุรุษของพวกเขาปฏิบัติกันมา

ภาพจากแฟ้ม/AFP-- มีการทำ "ปราร้า" เชิงพาณิชย์มากขึ้น อาณาบริเวณทะเลสาบใหญ่มีการจับแลาปีละ 70,000-80,000 ตัน
       นี่คือ ปราร้าที่ครอบครัวของนางทำได้ในปีนี้ จากที่เคยมากกว่านี้สัก 2 เท่าตัวในปีก่อนๆ
       
       แต่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็จับปลาเพื่อนำส่งจำหน่ายให้แม่ค้า ที่เดินทางไปรอบซื้อถึงถิ่น เพราะทุกคนกำลังประสบปัญหาเดียวกัน
       
       การจับปลาในกัมพูชามีความสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวันๆ เดี๋ยวนี้หลายท้องที่มีการแบ่งซอยแหล่งน้ำต่างๆ เป็น "เขตสัมปทาน" จับปลา นั่นหมายความว่า ชาวบ้านที่ไปจะไม่มีสิทธิ์ก้าวย่างลงไปเหยียบผืนน้ำ
       
       นายโลส มาน (Los Mann) ผู้ได้รับสิทธิ์สัมปทาน ในลำน้ำใกล้กับทะเลสาบใหญ่กล่าวว่า ปีนี้เขาต้องรีบเอาอวนลงลาก ก่อนที่คู่แข่งทางตอนบนของลำน้ำจะลงมือเสียก่อน เพราะปลาเริ่มมีน้อยร่อยหรอลง
       
       "ปีนี้มีปลาน้อยกว่าปีที่แล้ว.." เจ้าของสัมปทานอีกคนหนึ่งพูดเป็นเสียงเดียวกัน แต่ก็ไม่ยอมเปิดเผยว่าถึงปลายเดือน ก.พ.นี้ จับปลาได้เท่าไรกันแล้ว
       
       ส่วนแม่ค้าก็บ่นอุบ เพราะราคาปลาในปีนี้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากปีที่แล้ว เป็นประมาณ 560 เรียล (ราว 4.60 บาท) ต่อกิโลกรัม
       
       แต่คนอีกหลายล้านกำลังจะลำบาก เพราะราคาปลาร้าแพงขึ้น พวกเขาเป็นราษฎร ประชาชนคนพื้นฐานของประเทศที่จะต้องอยู่กับประฮ๊อกไปตลอดทั้งปี
       
       นายจาง อืน (Trang Oeun) ชาวเมืองอุดง (Oudong) จ.กัมปงชะนัง ใกล้กับกรุงพนมเปญ กล่าวว่า เขาตั้งใจจะทำประฮ๊อกสัก 100 กก. แต่คงจะได้แค่ 50 กก.เท่านั้น

ภาพจากแฟ้ม/AFP-- แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามธรรมชาติ มันเป็นฤดูที่ยุ่งเหยิงสำหรับผู้คนในแถบนี้ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น..
       นักวิชาการด้านสัตว์น้ำของโลก ได้เคยออกเตือนก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการลดฮวบของสินในน้ำ ในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงทั้งมวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชา ที่ตั้งของทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
       
       นักวิชาการด้านประมงได้ประมวลตัวเลขออกมาว่า ในทั่วอนุภูมิภาคแม่น้ำโขงตอนล่าง ซึ่งครอบคลุม ประเทศไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม มีการจับปลาตลอดฤดูกาลต่างๆ ปีละประมาณ 2.5 ล้านตัน
       
       ในฤดูประฮ๊อก เพียงช่วงเดียว อาณาบริเวณทะเลสาบใหญ่กัมพูชาเพียงแห่งเดียวก็มีการจับปลา 70,000-80,000 ตัน
       
       นักวิชาการได้เตือนมานานแล้วว่า หากไม่ลดการจับปลาในเขตทะเลสาบลง ก็จะส่งผลกระทบถึงสภาพทางนิเวศน์โดยรวมไปทั่วอนุภูมิภาค สินในน้ำก็จะร่อยหรอไปทั่วทั้งอาณาบริเวณที่เคยอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งนี้.

 
ศึกษารถไฟไฮสปีดเวียดเสร็จ พร้อมสร้าง 2 ช่วงแรก
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 กุมภาพันธ์ 2550 22:16 น.
ทางรถไฟความเร็วสูง 2 ช่วงแรกที่พร้อมลงมือก่อสร้างแล้ว ระหว่างกรุงฮานอย-เมืองวิง (Vinh) กับ นครโฮจิมินห์-ญาจาง (Nha Trang)
       
กรุงเทพฯ-- การสำรวจโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเหนือ-ใต้ในช่วงแรกจากกรุงฮานอย ไปยังเมืองวิง (Vinh) ใน จ.ห่าติ๋ง (Ha Tinh) ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว บริษัท Chungsuk Engineering Co กับ สถาบันวิจัยการรถไฟเกาหลี (Korea Railroad Research Institute) ได้เสนอการก่อสร้างเป็น 2 แนวทางความยาว 324 กับ 355 กิโลเมตร
       
       สถาบันของเกาหลีใต้ได้เสนอให้เวียดนามเลือกใช้รางมาตรฐานความกว้าง 1.435 เมตร และเป็นระบบรางคู่ ซึ่งจะทำให้รถไฟสามารถแล่นได้ด้วยความเร็วถึง 300 กม./ชั่วโมง แม้ว่าในทางปฏิบัติความเร็วมักจะถูกจำกัดเอาไว้แค่ 200 กม.ชม.เท่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้ได้สนับสนุนเวียดนาม 1.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อทำการศึกษาเรื่องนี้
       
       นี่คือช่วงแรกของทางรถไฟความยาว 1,630 กม. ที่จะสร้างขึ้นใหม่จากกรุงฮานอยไปยังนครศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภาคใต้ของประเทศ ซึ่งใช้การมานานกว่า 100 ปีแล้ว
       
       ทางรถไฟใหม่ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณก่อสร้างตลอดสาย 33,000 ล้านดอลลาร์นี้ จะช่วยให้ร่นระยะเวลาการเดินทางจากในปัจจุบันกว่า 30 ชั่วโมง ลงเหลือเพียงไม่ถึง 10 ชั่วโมง ในปัจจุบันรางรถไฟในเวียดนามกว้าง1,000 มิลลิเมตร รถไฟแล่นได้ด้วยความเร็ว 60 กม./ชม.เท่านั้น
       
       นี่เป็นการศึกษาช่วงแรกและช่วงสุดท้ายของโครงการรถไฟความเร็วสูงเวียดนาม ก่อนหน้านี้ตามแผนที่ศึกษาก่อนหน้านี้ องค์การเพื่อความร่มมือระหว่างประเทศเกาหลี หรือ KOICA (Korean International Corporation Agency) ได้เสนอก่อสร้างช่วงแรกของทางรถไฟระยะทาง 366 กม.จากนครโฮจิมินห์ไปยังเมืองญาจาง (Nha Trang) ภายใต้สัญญาลงทุนแบบบีโอที (Built-Operate-Transfer).

 

อิทธิพลไทยทำภาษาลาววิบัติ สื่อโวยรัฐไม่ดูแล

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2550 00:37 น.

Coffee- กา-เฟ Cocao = โก่-โก้ หากเป็นเช่นนี้ ทั้งหมดก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
       
สื่อของทางการลาวได้ออกโรงเรียกร้องไปยังหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ ให้เข้าควบคุมดูแลการใช้ภาษาของประชาชน ซึ่งในปัจจุบันภาษาลาวได้เพี้ยนไปอย่างมาก เนื่องจากอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้ทำให้ชาวลาวแม้กระทั่งสื่อของทางการเอง ก็ได้หันไปใช้ภาษาไทย มากขึ้นทุกวันๆ
       
       ในปัจจุบันมีประโยคในภาษาลาว รวมทั้งคำสามัญต่างๆ สูญหายไปแล้วจำนวนมาก เนื่องจากผู้คนได้หันไปใช้ภาษาไทยแทน เช่น คำว่า "น้ำแข็ง" แทนที่จะเป็น..น้ำก้อน "เจอกัน" แทน.. พบกัน "หล่อ" แทน.. เจ้าชู้ "เลิกแล้ว" แทน.. เซาแล้ว "แม่บ้าน" แทน .. แม่เรือน "ปิดประตู" แทน.. อัดประตู "แป๊บนึง" แทน.. บดหนึ่ง
       
       ยังมีอีกมากกว่านี้ที่ภาษาลาวได้วิบัติไป รวมทั้งพวกประโยคและวลีต่างๆ ที่ชาวลาวลืมสิ้น เช่น "ซื้อเสื้อผ้ามาฝาก" แทน.. ซื้อเครื่องมาต้อน "หน้าต่าง" แทน.. ป่องเยี่ยม หรือ ใช้คำว่า "ถุงเท้า" แทน.. ถุงตีน ของลาวแท้ๆ เหล่านี้เป็นต้น
       
       ทั้งหมดนี้เป็น "กระแสรุกรานภาษาลาว" ซึ่งมีที่มาที่ไปจากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สื่อมวลชนในประเทศใกล้เคียงที่ชาวลาวสามารถรับชมและรับฟังได้ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ หรือ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสารสาร ต่างๆ ของประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งหาอ่านได้โดยง่ายในทุกวันนี้
       
       "สิ่งเหล่านี้กระทบพวกเราตลอด 24 ชั่งโมง คนลาวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อ่านภาษาของผู้อื่นได้คล่องแคล่ว เมื่อได้อ่านได้ฟังแล้ว ก็พูดตามเขา หลงลืมภาษาลาวสิ้น" ทั้งนี้เป็นบทเขียนในหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ฉบับวันศุกร์ (9 ก.พ.) ที่ผ่านมา

จะเติมน้ำมันประเภทไหน เรียกให้ถูก ที่นี่ไม่มีทั้ง "ดีเซล" และ "เบนซิน"
       

แผ่นป้ายโฆษณานี้ไม่ได้รับ "แจ้งความ" หรือ "แจ้งผล" การรับชมรายการใดๆ ทั้งสิ้น
       บทเขียนภายใต้หัวชื่อ "ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องต่อสู้ปกป้องภาษาลาว" ได้เสนอให้ใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง โดยปรับปรุงการโฆษณาอบรมอย่างกว้างขวาง พัฒนาสื่อของรัฐใช้เทคโนโลยีทันสมัยเข้าช่วย ต้องมีการลงทุนด้านนี้มากขึ้น เพื่อดึงดูดให้ประชาชนหันไปติดตามชมและติดตามอ่าน
       
       นอกจากนั้นยังต้องเผยแพร่ภาษาลาวทุกรูปแบบ และในหลายขอบเขต พัฒนางานนี้อย่างต่อเนื่อง มีการชี้นำการดำเนินการของสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวันและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ในประเทศด้วย
       
       เวียงจันทน์ใหม่กล่าวอีกว่า นอกจากปัญหาสื่อข้ามแดนแล้ว ปัญหาเครื่องมือเครื่องใช้ก็มีความสำคัญ เครื่องมือสื่อสารต่าง มีส่วนอย่างมากทำให้ภาษาลาววิบัติ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเกม เล่นแผ่นซีดี รวมทั้ง "เครื่องฟังเพลงเคลื่อนที่"
       
       ".. แต่ที่ร้ายแรงกว่าอย่างอื่นคือโทรศัพท์มือถือ ซึ่งหนุ่มๆ สาวๆ ทุกคน ต้องการซื้อโทรศัพท์ที่มีเมนูภาษาไทย เพื่อสะดวกเวลาเขียนข้อความส่งหากันและบันทึกเพลงไทย" สื่อของลาวกล่าว
       
       บทเขียนยังชี้ต่อไปอีกว่า แผ่นซีดีเกม แผ่นซีดีการ์ตูน ที่เป็นภาษาไทย ซึ่งเด็กๆ เกือบทุกครอบครัวในตัวเมืองได้นำไปชม และ "เรียนรู้ภาษาของผู้อื่นลึกซึ้งกว่าภาษาลาว ภาษาและประโยคคำพูดเหล่านั้น ได้แทรกซึมฝังลึกในมันสมองของเด็กๆ ทุกวันๆ แล้วหลงลืมภาษาของชาติตน"
       
       บทเขียนได้เสนอให้บรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าบริหารจัดการ สกัดกั้นการไหลบ่าของภาษาต่างด้าวโดย ต้องเข้มงวดในการนำเข้าสินค้าเหล่านี้ จะต้องบันทึกเป็นภาษาลาวในเครื่องใช้ประเภทนี้ ต้องมีการแปลเป็นภาษาลาวบันทึกลงในแผ่นซีดี แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ ก่อนให้นำออกจำหน่าย เพราะมีความจำเป็นยิ่งที่จะต้องปกป้องภาษาลาว
       
       "วัฒนธรรมบอกภาษา มารยาทบอกตระกูล" บทเขียนยกคำพังเพยเพื่อเน้นความสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์และส่งเสริมภาษาของชนชาติ
       
       อย่างไรก็ตามปัญหายังมีมากกว่านั้น ภาษาวิบัติยังได้สะท้อนผ่านทางร้านอาหาร โรงแรม เรือนพักต่างๆ ที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ในยุคที่ประเทศกำลังดึงดูนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยว ซึ่งมีการใช้ภาษาของชาติอื่นอย่างกว้างขวาง ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ รายการอาหารตามภัตตาคารต่างๆ ที่ทำให้อาหารลาวใกล้จะสูญพันธุ์
       
       "มีหลายแห่งใช้ชื่อร้านอาหารลาว แต่ไปอ่านดูรายการอาหารแล้ว อาหารลาวยังเหลือแต่ลาบ เพียงอย่างเดียว นอกจากนั้นเป็นอาหารต่างประเทศหมด เช่น ข้าวผัด ผัดเผ็ด ต้มยำ ทอดกุ้ง ทอดหนังปลา ทอดกะเทียม ผักบุ้งไฟแดง โจ๊ก ตุ๋นเป็ด ตุ๋นขาหมู กุ้งเผา ไข่เจียว หมูย่าง และอื่นๆ ซึ่งภาษาลาวมีใช้อย่างสมบูรณ์ แต่กลับไม่ยอมใช้"

ร้านอาหารตกเป็นจำเลยหลักที่ทำให้ภาษาลาววิบัติด้วย แต่ร้านนี่ขาย "ซี้น-ดาด" ไม่ใช่ "เนื้อย่าง" ก็น่าจะโอเค
       บทเขียนได้แนะนำว่าร้านอาหารต่างๆ ควรจะใช้ชื่อรายการอาหารเป็นภาษาลาว เช่น คั่ว แกง ผักเทียม (กะเทียม) ข้าวเปียก (ข้าวต้ม) อบ ปิ้ง หรือ จี่ เป็นต้น
       
       เมนูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารทั่วไป ภัตตาคาร หรือคอฟฟีชอปโรงแรม ร้านบันเทิง ร้านกินดื่ม เรือนพักต่างๆ ควรจะแยกเมนูออกละเอียด อันไหนเป็นอาหารไทย จีน หรือ เวียดนาม และ แยกอาหารลาวออกต่างหาก
       
       อีกสาเหตุหนึ่งคงไม่พ้นเป็นผลกระทบจากบรรดาป้ายโฆษณา โปสเตอร์ แผ่นพับ ที่ขาดการตรวจตรา เรียบเรียงภาษาลาวให้ถูกต้อง และยังไม่ทราบว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลส่วนนี้
       
       ปัจจุบันมีแผ่นป้ายโฆษณาจำนวนมากที่ใช้ภาษาไทยแทนภาษาลาวโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น จำหน่ายเครื่องกรองน้ำ.. เพิ่มเงิน.. รับเติมหมึก.. ร้านตัดกระจก.. บริการดูดส้วม.. เสริมสวย.. แจกฟรี.. มีลุ้นโชค.. สุดคุ้ม.. บ้านพัก เหล่านี้ ซึ่งในภาษาลาวมีอยู่แล้ว และ ยังฟังดูเสนาะหูกว่าด้วย

ร้านนี้ขายตั๋ว (เครื่องบิน) จองที่นั่งและยืนยันที่นั่ง ไม่ได้ให้บริการอย่างอื่น
       บทเขียนได้เสนอให้ใช้คำว่า เครื่องตองน้ำ.. ตื่มเงิน.. ตื่มน้ำหมึก.. ตัดแก้ว.. ดูดวิด (ส่วน "ส้วม" หมายถึงห้องนอน) เสริมความงาม.. แจก-หล้า.. มีชิงโชค.. คุ้มค่า.. เรือนพัก ในการโฆษณาแทนคำภาษาไทยที่กำลังใช้กันแพร่หลาย
       
       ยารักษาโรค ควรใช้คำว่า "ยาปัวคนเจ็บ" .. ยาแก้ไข้ ก็ควรจะเป็นว่า "ยาดีไข้" หรือ "ยาดีเจ็บหัว" เป็นต้น
       
       สำหรับพวกเสริมความงามทั้งหลายนั้น จากการสำรวจปรากฏว่า ทั่วทั้งนครหลวงเวียงจันทน์มีเพียงร้านเดียวที่ใช้คำภาษาลาว คือ "ร้านพวงมาลัยเสริมความงาม" นอกนั้นจะเป็น "เสริมสวย" ทั้งสิ้น ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบควรจะดูแลเรื่องภาษา ก่อนจะออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการ
       
       พวกหนังสือคู่มือการใช้สินค้านำเข้าต่างๆ ในปัจจุบันก็มีถึง 80% ที่ไม่ได้พิมพ์เป็นภาษาลาวและใช้ตัวหนังสือลาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกคู่มือการใช้เครื่องไฟฟ้า เครื่องใช้ในครัวเรือนต่างๆ โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นวิดีโอเทป เครื่องรับโทรทัศน์ และ อื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผูกพันกับชีวิตความเป็นอยู่ประจำวัน
       
       บทเขียนกล่าวต่อไปว่า เหตุของปัญหาอีกตัวหนึ่งก็คือสื่อของลาวเองที่ไม่ได้ระมัดระวังในการใช้ภาษา เช่น คำว่า จังหวะเติบโต ประเด็น ช่องโหว่ เฝ้าระวัง โปร่งใส แปรรูป (เชน "กสิกรรมแปรรูป" ที่ใช้กันบ่อยๆ) ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดสื่อของลาวจึงใช้คำของประเทศอื่น

การไปมาหาสู่กันง่ายขึ้น ภาษาก็ไหลถ่ายเทสู่กันมากขึ้น ยากที่จะสกัดกั้น
       บทเขียนกล่าวว่า ภาษาลาวมีคำพวกนี้ใช้อยู่แล้ว อดีตประธานประเทศพูมี วงวิจิต กระทั่งอดีตผู้นำสูงสุด ไกสอน พมวิหาน ก็เคยค้นคิดนำใช้คำต่างๆ เหล่านี้มาก่อน ซึ่งก็คือ จังหวะขยายโต..ปัญหา.. ช่องว่าง.. ติดตามอย่างใกล้ชิด.. ปอดใส.. ปรุงแต่ง.. (เช่น "กสิกรรมปรุงแต่ง ไม้ปรุงแต่ง") เหล่านี้ สื่อต่างๆ ควรจะนำไปใช้
       
       นักหนังสือพิมพ์ทั้งมืออาชีพและมือใหม่ จำนวนไม่น้อย ยังคงใช้คำภาษาไทยแทนคำลาว อย่างแพร่หลาย พบเห็นได้บ่อยๆ ในข้อเขียนต่างๆ แม้แต่คำง่ายๆ เช่น ปลูกป่า.. แปรงสีฟัน.. ชิงเข็มขัด.. ชิงถ้วย.. บันไดก้าวขึ้น.. มอบรถเข็นให้องคะเทียม.. อีกครั้ง.. สุดมัน.. ทั้งหมดล้วนเป็นคำจากประเทศใกล้เคียง
       
       สำหรับภาษาลาวต้องใช้คำว่า ปลูกต้นไม้.. ฟอยถูแข้ว.. ชิงสายแอว.. ชิงขัน.. ขั้นไดก้าวขึ้น .. มอบล้อให้องคะเทียม.. อีกเทื่อหนึ่ง.. ม่วนที่สุด.. แทนคำภาษาไทยเหล่านั้น
       
       มากยิ่งกว่านั้นก็คือ การไปมาหาสู่กับประเทศเพื่อนบ้านก็ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น การค้าขายก็ขยายกว้างออกไป ทำให้มีการใช้ภาษาปะปนกันมากขึ้น โดยชาวลาวเองจำนวนไม่น้อยจะรู้สึกว่า "เท่" เมื่อได้พูดภาษาไทย ทั้งๆ ที่พูดภาษาลาว คนไทยก็เข้าใจได้ และ อาจจะเข้าใจได้ง่ายยิ่งกว่าคนลาวไปพูดไทยอีกด้วย
       
       อย่างไรก็ตามบทเขียนของเวียงจันทน์ใหม่มิได้ปฏิเสธคำในภาษาต่างประเทศเสียทั้งหมด คำเหล่านั้นเข้าสู่ลาวพร้อมกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่มีคำในภาษาถิ่นใช้แทนได้ แต่นอกจากนี้แล้วก็ควรจะใช้ภาษาลาวทั้งหมด
       
       หน่วยงานของรัฐควรจะเป็นเจ้าการในการรณรงค์ใช้ภาษาลาว ควรมีการค้นคว้าชี้ผิดชี้ถูกให้ผู้คนทั่วไปรู้ว่าอะไรควรไม่ควรเกี่ยวกับการใช้คำใช้ภาษา รัฐควรจะเข้าควบคุมและชี้นำเรื่องนี้ ทั้งมีมาตรการที่เด็ดขาดในการเล่นงานผู้ฝ่าฝืนอีกด้วย บทเขียนกล่าว.

เกาหลีวิจัย- 13 ปีเศรษฐกิจเวียดมีสิทธิ์แซงหน้าไทย
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 กุมภาพันธ์ 2550 10:17 น.
แท่นเจาะก๊าซกว่า 10 แห่งเรียงรายอยู่ตามแปลงสำรวจขุดเจาะก๊าซและน้ำมันนอกชายฝั่งเวียดนาม สถาบันวิจัย LG ของเกาหลีรายงานว่า อีก 13 ปีความร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชราติ และการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามมีโอกาสจะแซงหน้าเศรษฐกิจไทยและอินโดนีเซียได้
       
กรุงเทพฯ-- สถาบันวิจัยเศรษฐกิจแอลจี หรือ LGERI (LG Economic Research Institute) ได้เผยแพร่รายงานการวิจัยชิ้นหนึ่งในสัปดาห์นี้ระบุว่าเศรษฐกิจของเวียดนามมีโอกาสสูงที่จะแซงหน้าเศรษฐกิจไทยและอินโดนีเซียภายในปี 2563 หรือในอีกไม่เกิน 13 ปีข้างหน้า
       
       ข้อมูลนี้ปรากฏอยู่ในรายการวิจัยเกี่ยวกับโอกาสและรูปโฉมการลงทุนของบริษัทต่างชาติในเวียดนามในอนาคต ซึ่งในนั้นสถาบัน LGERI ที่มีชื่อเสียงของเกาหลีใต้ได้ระบุด้วยว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามจะสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปี 2553-2558
       
       ยังไม่มีการเปิดเผยว่าการวิจัยดังกล่าวกระทำขึ้นในช่วงเวลาใด และ ไม่มีข้อมูลว่าการวิจัยครอบคลุมเนื้อหาอะไรหรือแขนงเศรษฐกิจใดบ้าง แต่มีการเปิดเผยว่า ผลการวิจัยชิ้นนี้ได้ทำให้บริษัทเกาหลีใต้ ทั้งบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดกลาง-ขนาดย่อม ต่างกำลังหาโอกาสเข้าลงทุนในเวียดนาม ซึ่งในปัจจุบันการลงทุนจากบริษัทเอกชนเกาหลีขึ้นสู่อันดับ 1
       
       สถาบันที่เกี่ยวกับการลงทุนและการค้าในเกาหลีได้จัดสัมมนาบ่อยครั้งมากเกี่ยวกับโอกาสและลู่ทางการลงทุนในเวียดนาม สำนักงานส่งเสริมการลงทุนและการค้าเกาหลี (Republic of Korea Investment and Trade Promotion Agency) ประกาศในสิ้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า บริษัทจากประเทศนี้ได้ครองอันดับ 1 แทนที่นักลงทุนจากฮ่องกง และ สหรัฐฯ ในการเข้าลงทุนในเวียดนาม ด้วยเงินทุนรวมเกือบ 2,700 ล้านดอลลาร์
       
       อย่างไรก็ตามงานวิจัยชิ้นนี้ยังได้สำรวจความเสี่ยงต่างๆ และได้ออกเตือนให้นักลงทุนจากเกาหลีต้องระวังเกี่ยวกับการเข้าลงทุน เนื่องจากเวียดนามยังขาดโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างดีพอในการรองรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ตลอดจนกิจกรรมเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ
       
       ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เตี่ยนฟง (Tien Phong) หรือ "ผู้บุกเบิก" ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันภาษาเวียดนาม LGERI ได้ชี้ชัดว่าการลงทุนในเวียดนามจะยังคงมีความเสี่ยงต่อไปจนถึงช่วงปี 2553-2558 และได้เตือนในนักลงทุนชาวเกาหลีพึงระวัง
       
       ในช่วงปีดังกล่าวคาดว่าเวียดนามจะสามารถพัฒนาพื้นฐานอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ในระดับสูงแล้ว และจะมีนักลงทุนเข้าลงทุนมากยิ่งขึ้น LGERI กล่าว
       
       อย่างไรก็ตามเวียดนามยังเป็นดินแดนแห่งโอกาสและความสำเร็จ ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และ มีศักยภาพในการพัฒนาสูง ถึงแม้ว่าในระยะสั้นจะยังดูไม่แจ่มใสนัก
       
       ผลการวิจัยระบุว่า ข้อจำกัดต่างๆ ที่ยังบังคับใช้กับบริษัทลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือในเวียดนามยังเป็นความยากลำบากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ในระยะปีใกล้ๆ นี้

แม่ค้าคึกคักกันแต่เช้าตรู่ที่ตลาดนครเกิ่นเธอ (Can Tho) ในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขง ชาวเวียดนามเป็นชนชาติทำกินหนักเอาเบาสู้ ฟันฝ่าความยากลำบากกับความอดอยากตลอดช่วงสงครามยาวนาน ชนชาตินี้ทำงานหนักพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผ่านการปฏิรูปที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์
       นอกจากนั้นในเวียดนามยังขาดการลงทุนผลิตวัสดุอุปกรณ์ตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆ ที่จะสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนและรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งยังขาดระบบขนส่งที่ทันสมัย ซึ่งเป็นอุปสรรคขัดขวางการเข้าลงทุนในภูมิภาคที่อยู่ไกลออกไป บีบให้การลงทุนจากต่างประเทศ กระจุกตัวอยู่แต่ในปลายทางใหญ่ๆ ไม่กี่แห่งเท่านั้น
       
       ถึงแม้เศรษฐกิจเวียดนามจะมีอัตราการขยายตัวสูงราวๆ 8% ต่อปีในช่วงปีใกล้ๆ นี้ แต่ขนาดของเศรษฐกิจในประเทศนี้ก็ยังเล็กมาก ยังไม่ใหญ่โตพอที่จะสามารถดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ได้ตลอดไป
       
       อัตราค่าเช่าบ้านและสำนักงานในนครโฮจิมินห์สูงขึ้น 2-5 เท่าตัวในช่วง 3 ปีมานี้ อันเป็นข้อบ่งชี้หนึ่งที่ฟ้องว่าการพัฒนาที่นั่นเริ่มมีความร้อนแรงเกินไปแล้ว
       
       สถาบัน LGERI ก็เช่นเดียวกันกับสถาบันวิจัยอีกหายแห่งในช่วงที่ผ่านมา ได้ระบุว่ารูปโฉมในระยะยาวของเศรษฐกิจเวียดนามนั้นสดใสยิ่ง อันเนื่องมาจากความพยายามของทางการคอมมิวนิสต์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
       
       ในเวียดนามกำลังจะมีโรงงานเหล็กกล้าขนาดใหญ่ และโรงงานปิโตรเคมี เป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้มากตั้งแต้ปี 2552 นี้เป็นต้นไป
       
       สถาบันแห่งนี้ได้ชี้ชัดว่า การส่งออกของเวียดนามขยายตัวในอัตราที่สูงมาก ถึงแม้ว่ามูลค่าจะยังน้อย เช่นเดียวกันกับการผลิตอุตสาหกรรม-อีเลกทรอนิกส์ และการผลิตการเกษตร ที่ส่งออกผลผลิตได้เพิ่มขึ้น แต่มูลค่าส่งออกจะเพิ่มได้อย่างแท้จริงเมื่ออุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าของประเทศนี้พัฒนาคืบหน้าในช่วงปี 2553-2558
       
       อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนามเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก และ การที่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รองรับนั้น ในด้านหนึ่งก็ได้เปิดโอกาสให้แก่นักลงทุนจากเกาหลีใต้เข้าลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างกว้างขวาง
       
       เมื่อปีที่แล้วตัวเลขเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI (Foreign Direct Investment) ในเวียดนามทะลุ 10,400 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าปลายทางอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ นักลงทุนจากหลายประเทศกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เวียดนาม เพื่อหาโอกาสการลงทุน หลังจากประเทศนี้ได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก
       
       เวียดนามได้ตั้งเป้าดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้ได้เฉลี่ยปีละ 11,000 ล้านดอลลาร์ ตลอดระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า
       
       เมื่อปีที่แล้วบริษัทขนาดใหญ่จากเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทพอสโก (POSCO) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กกล้ารายใหญ่ติดอันดับโลก ได้เข้าลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคกลางเวียดนาม ด้วยเงินทุนทั้งโครงการราว 1,000 ล้านดอลลาร์
       
       นักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ได้ไปเที่ยวเวียดนามในจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อปีที่แล้ว และในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ชาวเกาหลีใต้ก็ได้กลายเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุด.

 

ลาว-ไทยใกล้ชิดเปิดรถโดยสารข้ามสะพานมิตรภาพ 2
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2549 12:15 น.
 
ชีวิตที่สงบเงียบในเมืองไกสอน พมวิหาน กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเปิดใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2
       
ผู้จัดการรายวัน - เจ้าหน้าที่ไทยและลาวได้ร่วมกันลงนามในความตกลร่วมมือเปิดเดินรถโดยสารปรับอากาศระหว่าง จ.มุกดาหาร กับ แขวงสะหวันนะเขต โดยผ่านสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 ที่มีกำหนดจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ และ กำลังจะเป็นเส้นทางเดินรถข้ามแดนสายที่ 3 ภายใต้ความตกลงด้านการคมนาคมขนส่งระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
       
       รถโดยสารสายใหม่นี้จะมีส่วนช่วยเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งไทย-ลาว-เวียดนาม เนื่องจากสะพานมิตรภาพมุกดาหาร-สะหวันนะเขต จะทำให้การเดินทางมุ่งตะวันออกไปยังสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ตามทางหลวงเลข 9
       
       การลงนามในความตกลงร่วมมือดังกล่าวมีขึ้นในวันที่ 9 พ.ย. ที่ผ่านมา ที่โรงแรมหนานไห่ (Nanhai) เมืองไกสอน พมวิหาน เมืองเอกของแขวงสะหวันนะเขต ระหว่างนาย บุนซุม วันนะเฮือง ผู้จัดการใหญ่บริษัทซ่อมแปงขนส่งและโดยสารทางบกจำกัด แขวงสะหวันนะเขต กับ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการและรักษาการผู้จัดการใหญ่บริษัทการขนส่ง จำกัด จากประเทศไทย

 
สะพานในฝันในจิตนาการของสถาปนิก บัดนี้สร้างเสร็จแล้ว จะเปิดใช้ช่วงก่อนสิ้นปีนี้
       ดร. สุพัน แก้วมีไซ รองเจ้าแขวงสะหวันนะเขต พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายอีกจำนวนมากเข้าร่วมในพิธีด้วย ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวสารปะเทดลาว (ขปล.) ในวันพฤหัสบดี (15 พ.ย.) ที่ผ่านมา
       
       ความตกลงเปิดเดินรถโดยสารประจำทางสายใหม่ล่าสุดนี้ เป็นไปตามความตกลงร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-ลาว ในด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อส่งเสริมการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชนสองประเทศ ตลอดจนอำนวยความสะดวกให้แก่การขนส่งสินค้า และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย
       
       ในระดับท้องถิ่นนั้น 3 แขวงของลาว อันได้แก่ สะหวันนะเขต คำม่วนและบอลิไซ กับ 3 จังหวัดชายแดนของไทย คือ มุกดาหาร นครพนม กับหนองคาย ได้มีความตกลงร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมและการท่องเที่ยว ผ่านทางหลวงของลาวไปยังชายแดนเวียดนาม

 
จากมุกดาหาร-ไกสอน พมวิหาน สามารถเดินทางทะลุผ่านไปถึงเวียดนามได้ภายในวันเดียว ตามทางหลวงเลข 9 ถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก
       รถโดยสารที่จะนำไปให้บริกา จะเป็นรถปรับอากาศมีเพียง 45 ที่นั่ง โดยจะใช้สถานีขนส่ง จ.มุกดาหาร เป็นปลายทางและต้นทางในประเทศไทย และ สถานีขนส่งเมือง ไกสอน พมวิหาน แขวงสะหวันนะเขตเป็นต้นทางและปลายทางในฝั่งลาว
       
       สองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดวันเปิดให้บริการและกำหนดค่าโดยสารในภายหลัง สำหรับตั๋วรถประจำทางนั้นคาดว่าจะราคาถูกกว่าค่าบริการเรือเร็ว ที่รับจ้างนำส่งผู้โดยสารข้ามแม่น้ำโขงในปัจจุบัน
       
       นักธุรกิจคนหนึ่ง กล่าวว่า สะพานมิตรภาพข้ามแม่โขงแห่งที่ 2 กำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั้ง 2 ประเทศให้มีความร่วมมือกันในรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ด้านการค้า การบริการและการลงทุน
       
       หลายฝ่ายกล่าวว่าเมื่อสะพานข้ามแม่น้ำโขงแล้วเสร็จ ผู้ที่เดือดร้อนที่สุดจะเป็นกลุ่มผู้ให้บริการเรือข้ามฟาก รวมทั้งบริการเรือเร็วในลำแม่น้ำโขงด้วย

ที่นี่มีอาคารเก่าแก่ยุคอาณานิคม ดูแปลกตาดี
       แต่นายวิไลวัน พมเข เจ้าแขวงสะหวันนะเขด กล่าวว่าเมื่อสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 เปิดใช้อย่างเป็นทางการ จะทำให้การสัญจรทางบกมีความสะดวก แต่เรือข้ามฟากและเรือเร็วติดเครื่องยนต์ที่มีอยู่กว่า 200ลำ จะมีบทบาทต่อไป อีกทั้งยังเชื่อว่าจะมีเรือประเภทนี้ให้บริการมากขึ้นเป็นประมาณ 700 ลำ ทีเดียว เนื่องจากจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปที่นั่นเพิ่มมากขึ้น
       
       สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 นี้ สร้างขึ้นจากเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของรัฐบาลญี่ปุ่น ประมาณ 4,753,713,823 เยน อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินงบประมาณของรัฐ
       
       สะพานแห่งนี้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงมากเนื่องจาก เป็นสะพานเชื่อมให้โครงการถนนสายเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบีใกลช้ความจริงมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเดินทางจากชายฝั่งทะเลตะวันออกในเวียดนามผ่าน สปป.ลาว มายังประเทศไทยได้อย่างสะดวก

จากชั้นบนของโรงแรมหนันไห่ มองเห็นทิวทัศน์แม่น้ำโขง สวยงาม
       เจ้าหน้าที่เวียดนามเคยแสดงความหวังเอาไว้ว่า ถนนสายนี้และสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่กำลังจะเปิดใช้งานนี้ จะทำให้สามารถเปิดบริการเดินรถโดยสารประจำทางระหว่างเมืองด่าหนัง (Danang) และเมืองเหว (Hue) ในภาคกลางของประเทศไปยังกรุงเทพฯ ได้
       
       เมื่อปีที่แล้วไทยและลาวได้ตกลงเปิดให้บริการรถโดยสารประจำทางระหว่าง จ.อุดรธานีกับนครหลวงเวียงจันทน์ และเมื่อต้นปีนี้ก็ได้ร่วมกันเปิดเดินรถโดยสารประจำทางระหว่าง จ.อุบลราชธานี กับเมืองปากเซ ในแขวงจำปาสักทางภาคใต้ของลาวแล้ว
       
       จากเมืองปากเซจะสามารถเดินทางไปยังเมืองบิ่งดิง (Binh Dinh) ใน จ.แค๊งฮว่า (Khanh Hoa) ในภาคกลางตอนล่างของเวียดนามได้โดยรถโดยสารประจำทาง
       
       ไทยและลาวได้ตกลงสร้างสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำโขงอีก 2 แห่ง คือ ระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย กับเมืองท่าทราย แขวงบ่อแก้ว ของลาว กับอีกแห่ง ระหว่าง จ.นครพนม กับ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ของลาว ซึ่งอยู่เหนือสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ขึ้นไปไม่ไกล
       
       สำหรับ สปป.ลาว สะพานข้ามแม่น้ำโขงเหล่านี้มีความสำคัญยิ่งยวดต่อยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนให้ประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (Land-locked country) กลายเป็นประเทศที่เชื่อมต่อการคมนาคมขนส่ง (Land-link country) ในภูมิภาค.

 

18ชาติเอเชียรวมทั้ง'ไทย'ลงนาม ข้อตกลงทางรถไฟเชื่อมทั่วเอเชีย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2549 05:00 น.

 
       เอเอฟพี - 18 ประเทศเอเชียรวมทั้งไทย วานนี้ (10) ร่วมลงนามในข้อตกลงที่จะบูรณาการเส้นทางรถไฟทั่วทวีปเอเชีย ให้กลายเป็นเครือข่ายหนึ่งเดียว นับเป็นย่างก้าวสำคัญในการทำให้ความฝันยาวนานหลายสิบปีนี้ ใกล้กลายเป็นความจริงยิ่งขึ้นอีก
       
        ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลเพื่อจัดตั้งเครือข่ายเส้นทางรถไฟข้ามเอเชีย (ทีเออาร์) ฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมการค้าและการพัฒนาอย่างมีความสมดุลในทวีปนี้
       
        พิธีลงนามมีขึ้นในวันแรกของการประชุมประจำปีระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการขนส่ง ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วันที่เมืองปูซาน, เกาหลีใต้ โดยมีคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (ยูเอ็นเอสแคป) เป็นเจ้าภาพ
       
        "จากการลงนามในวันนี้ พวกท่านก็กำลังอัดฉีดชีวิตเข้าไปในข้อตกลงฉบับนี้" เลขาธิการยูเอ็นเอสแคป คิมฮักซู กล่าวต่อที่ประชุม
       
        เครือข่ายทางรถไฟยาว 81,000 กิโลเมตร ซึ่งได้รับสมญาว่า "Iron Silk Road" (เส้นทางเหล็กสายไหม) นี้ ยูเอ็นได้วาดฝันขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1960
       
       หากทำได้เต็มรูปแบบ เครือข่ายจะเชื่อมโยงเมืองหลวง, เมืองท่า และศูนย์อุตสาหกรรมตลอด 28 ประเทศในเอเชีย อีกทั้งเชื่อมต่อกับเครือข่ายทางรถไฟในยุโรปด้วย โดยทางตอนเหนือจะไปถึงรัสเซียและมองโกเลีย ขณะที่ด้านใต้ลงมาถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ สำหรับทางตะวันออกถึงเกาหลีใต้ ส่วนทางตะวันตกถึงตุรกี
       
        พวกเจ้าหน้าที่ยูเอ็นบอกว่า การที่ 10 ใน 28 ประเทศยังไม่ได้เซ็น เป็นเพราะปัญหาด้านพิธีการมากกว่าเป็นเพราะไม่เห็นด้วยกับโครงการ ทั้งนี้ชาติที่ยังไม่ลงนาม ยังมีเวลาอีก 2 ปีที่จะเซ็นเข้าร่วม
       
        คิมชี้ว่า เครือข่ายทางรถไฟนี้จะทำให้การค้าระหว่างประเทศสะดวกขึ้นมาก อีกทั้งยังจะเชื่อมโยงพื้นที่ห่างไกลในดินแดนส่วนในๆ ของทวีปเอเชีย เข้ากับเมืองท่าใหญ่ๆ ซึ่งกำลังรุ่งเรือง ตลอดจนไปถึงตลาดในยุโรป
       
        ทั้งนี้ใน 30 ประเทศซึ่งไม่มีทางออกทางทะเลของทั่วโลก อยู่ในเอเชียถึง 12 ประเทศ
       
        คิมแสดงความคาดหมายว่า ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า หลังจากประเทศที่ลงนามอย่างน้อย 8 ประเทศ ให้สัตยาบันรับรองอีกชั้นหนึ่งแล้ว
       
        เขาบอกว่า เมื่อมีการให้สัตยาบัน ก็จะส่งเสริมให้พวกผู้ให้กู้ระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) พร้อมพิจารณาอย่างจริงจังที่จะให้เงินกู้แก่ชาติซึ่งลงนามในข้อตกลงทีเออาร์ โดยที่บางชาติเหล่านี้กำลังต้องการเงินทุนเป็นอย่างยิ่ง
       
        ทางด้านหวางจื้อกว๋อ รองรัฐมนตรีรถไฟของจีนแถลงว่า ประเทศของเขาสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ และร่วมลงนามเพราะเครือข่ายนี้สามารถช่วยให้จีนบรรลุเป้าหมายทางการขนส่งเป็นจำนวนมาก
       
        ขณะที่ อเลกซานเดอร์ มิชาริน รัฐมนตรีช่วยคมนาคมของรัสเซีย ซึ่งเป็นอีกชาติหนึ่งที่ร่วมลงนาม กล่าวว่า รัสเซียกำลังเร่งปรับปรุงเครือข่ายทางรถไฟของตนเองให้ทันสมัย รวมทั้งทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียซึ่งเชื่อมไปถึงเกาหลีด้วย ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนทีเออาร์
       
        ประเทศอื่นๆ ที่ลงนามยังมีอาทิ ไทย, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, เวียดนาม, เกาหลีใต้, ศรีลังกา, อิหร่าน, ตุรกี, อาร์เมเนีย, อุซเบกิสถาน เป็นต้น
       
        แต่แม้หลายประเทศมีความกระตือรือร้น การที่โครงการนี้คืบหน้าไปอย่างเรื่อยเฉื่อยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ก็สะท้อนถึงอุปสรรคมหาศาลที่ยังขวางกั้นอยู่
       
        อุปสรรคอย่างหนึ่งในเวลานี้คือเกาหลีเหนือ ซึ่งเกาหลีใต้ต้องอาศัยผ่านดินแดนโสมแดง จึงจะไปถึงทางรถไฟของรัสเซียหรือจีนได้
       
        การวางรางรถไฟเชื่อมข้ามพรมแดนของสองเกาหลีนั้น ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทว่าโสมแดงกลับสั่งระงับแผนการทดลองเดินรถอย่างกะทันหันในเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางความขัดแย้งในประเด็นปัญหาอื่นๆ

ผู้นำคอมมิวนิสต์เยือนสานสัมพันธ์เวียดนาม-ลาว ดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ตุลาคม 2549 13:37 น.

 
 
       เพลงประกอบ: "มิตรภาพลาว-เวียดนาม"
       ผู้แต่ง: บุนปะสง สายเซขะหมาน
       ขับร้อง: บุนเล่ง จันทะลังสี
       เรียบเรียงเสียงประสาน: จะเลินสุก วังเวินโขง
       อัลบั้ม: มิวสิกคาราโอเกะ "เสียงเพลงปฏิวัติ"

       
       ผู้จัดการรายวัน- นายนงดึ๊กแหม่ง (Nong Duc Manh) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามกำลังเยือนลาวในสัปดาห์นี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันรอบด้านที่มีมายาวนานระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเศรษฐกิจและการลงทุนในยุคใหม่นี้ ที่พัฒนาไปอย่างมาก
       
       แน่นอนนายดึ๊กแหม่งมิใช่คนแปลกหน้าในนครหลวงเวียงจันทน์ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเคยเยือนประเทศนี้มาหลายครั้ง รวมทั้งในฐานะเลขาธิการใหญ่ของพรรคด้วย แต่ครั้งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่นายแหม่งได้รับเลือกขึ้นนำพรรคคอมมิวนิสต์อีกสมัย หลังการประชุมใหญ่ครั้งที่ 10 ของพรรคในเดือน เม.ย.ปีนี้
       
       ปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงผู้นำทั้งในลาวและในเวียดนาม พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว เดินทางเยือนเวียดนามในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ต่อมาในเดือน ส.ค. นายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีแห่ง สปป.ก็ออกเยือนประเทศนี้อีกครั้ง
       
       แน่นอนที่สุดเวียดนามเป็นปลายทางแรกที่สองผู้นำจากเวียนจันทน์เลือกไปเยือน นับตั้งแต่ขึ้นรับตำแหน่งใหม่
       
       จากความสัมพันธ์สู้รบในยุคก่อน ที่อดีตผู้นำลาวและเวียดนามได้จับมือกันไล่ล่าเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสทำสงครามเพื่อเอกราช และ ต่อมาก็ทำสงครามอันยาวนานต่อสู้กับการแทรกแซงรุกรานของสหรัฐฯ ลาวกับเวียดนามในยุคใหม่ได้มีความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ-การลงทุนอย่างแน่นแฟ้น
       
       สื่อของทางการเวียดนามอีกครั้งหนึ่งในสัปดาห์นี้ ย้ำว่าปัจจุบัน นักลงทุนจากเวียดนามได้กลายเป็นผู้ลงทุนมากที่สุดใน สปป.ลาว ด้วยเงินลงทุนรวม 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้เป็นผลต่อเนื่องจากการพัฒนาความร่วมมือที่มีอย่างมั่นคงยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ
       
       หลังจากสงครามในคาบสมุทรอินโดจีนยุติลงในปี 2518 ซึ่งฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ขึ้นครองอำนาจ ในปี 2520 ลาวและเวียดนามได้ลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ อันเป็นที่มาของความสัมพันธ์มิตรภาพอย่างรอบด้านระหว่างสองฝ่าย
       
       ในยุคใหม่นี้ลาวและเวียดนามประสบความสำเร็จอย่างมากในความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน รวมทั้งด้านคมนาคมขนส่ง การเงิน การธนาคาร การศึกษา สาธารณสุข อุตสาหกรรม ป่าไม้ ไปรษณีย์และโทรคมนาคม ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าววีเอ็นเอของทางการเวียดนาม
       
       สถิติของกระทรวงการค้าเวียดนามระบุว่า การค้าสองฝ่ายลาว-เวียดนาม ในช่วงปี 2542-2548 มีมูลค่ารวม 2,200 ล้านดอลลาร์ ในปี 2548 เพียงปีเดียวมูลค่า 165 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นอัตราเพิ่ม 15.4% จากปี 2547 ส่วนใน 6 เดือนแรกของปีนี้นั้นมีมูลค่าอยู่ที่ 115 ล้านดอลลาร์

ไม่ว่าจะไปที่ไหน เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้นำและประชาชนเวียดนาม ระหว่างการเยือนในปลายเดือน มิ.ย.2549
       ปัจจุบันสินค้าจากเวียดนามครองส่วนแบ่งตั้งแต่ 15-40% ในตลาดลาว ขณะที่การส่งออกของลาวไปยังเวียดนามคิดเป็น 30-50% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของประเทศนี้ วีเอ็นเอออกรายงานดังกล่าวในโอกาสที่ นายนงดึ๊กแหม่งไปเยือนลาวอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20-13 ต.ค.
       
       สำนักข่าวเวียดนามยังรายงานด้วยว่า ปัจจุบันมีโครงการลงทุนจากเวียดนามใน สปป.ลาวทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากเป็นอันดับ 1 ของการลงทุนจากต่างประเทศในลาว ในขณะที่ฝ่ายลาวมีการลงทุนอยู่ในเวียดนาม 7 โครงการมูลค่ารวม 17 ล้านดอลลาร์
       
       อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวสารปะเทดลาว (ขปล) รายงานในเดือน ก.ค.อ้างตัวเลขของกระทรวงแผนการและการลงทุนระบุว่า การลงทุนของเวียดนามในปัจจุบันมากเป็นอันดับ 2 โดยมีมูลค่ารวม 469 ล้านดอลลาร์ รองจากประเทศไทยที่มีมูลค่ารวม 606 ล้านดอลลาร์ ซึ่งขัดแย้งกับตัวเลขของวีเอ็นเอ
       
       ถัดจากเวียดนาม เป็นประเทศฝรั่งเศส ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 415 ล้านดอลลาร์ อันดับที่ 4 เป็นออสเตรเลีย 340 ล้านดอลลาร์ และ อันดับที่ 5 เป็นการลงทุนจากจีน มูลค่ารวม 278 ล้านดอลลาร์ ขปล.กล่าว
       
       วีเอ็นเอกล่าวว่าเวียดนามได้ให้เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าแก่ลาวตั้งแต่ปี 2539-2543 เป็นจำนวนกว่า 26.6 ล้านดอลลาร์ เงินช่วยเหลือดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 37 ล้านดอลลาร์ ในระหว่างปี 2544-2548 ซึ่งส่วนใหญ่นำไปสนับสนุนการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร
       
       รัฐบาลทั้งสองยังได้เริ่มมีข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานมาตั้งแต่ปี 2541 ลาวได้อนุมัติให้บริษัทร่วมทุนลาว-เวียดนาม สร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเซกะหมาน 1 และ 3 (Sekaman 1 and 3) ในภาคใต้ลาว ซึ่งมีศักยภาพการผลิตรวม 715 เมกกะวัตต์
       
       เขื่อนไฟฟ้าทั้งสองแห่งนี้จะมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 806 ล้านดอลลาร์ ภายใต้รูปแบบสร้างเพื่อผลิต ดำเนินการและส่งมอบ หรือ BOT วีเอ็นเอกล่าว
       
       ในระยะไม่กี่ปีมานี้ มีการก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างสองประเทศหลายสาย ไม่ว่าจะเป็นทางหลวงเลข 9 ระยะทาง 240 กม. จากแขวงสะหวันนะเขตไปยังด่านลาวบ๋าว (Lao Bao) และทางหลวงเลข 18 บี จากแขวงอัตตะปือไปยังด่านชายแดนโบอี (Bo Y) ใน จ.กงตูม (Kon Tum) ทะลุไปถึงเมืองชายทะเลภาคกลางเวียดนาม
       
       ในด้านแถลงข่าวและวัฒนธรรม และการพัฒนาบุคลากรก็มีความคืบหน้า เวียดนามได้ลงทุนกว่า 6 พันล้านด่ง (373,715 ดอลลาร์) สร้างศูนย์วัฒนธรรมและแถลงข่าวในนครหลวงเวียงจันทน์ และมอบเงินช่วยเหลือก่อสร้างพิพิธภัณฑ์ไกสอน พมวิหาน อีก 5 พันล้านด่ง (311,430 ดอลลาร์) ในปี 2540
       
       ในปี 2548 เวียดนามรับนักเรียนลาวเข้าศึกษาต่อสถาบันการศึกษาต่างในเวียดนามรวม 687 คน และในปีนี้อีก 255 คน วีเอ็นเอกล่าว.

 

มาเลฯ ประกอบรถเวียดนามราคาเริ่มต้นต่ำ 2 แสน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 กันยายน 2549 20:26 น.

ตารางราคารถยนต์ชนิดต่างๆ ของบริษัท JRD ซึ่งต่ำมาก เป็นราคาหน้าโรงงานยังไม่รวมภาษีต่างๆ
       
กรุงเทพฯ- บริษัทผู้ประกอบรถยนต์จากมาเลเซีย ได้เริ่มเดินสายการผลิตที่โรงงานใน จ.ฝูเอียน (Phu Yen) เวียดนาม เมื่อวันอังคาร (26 ก.ย.) ในโครงการลงทุนทั้งสิ้น 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อประกอบรถยนต์ต้นทุนต่ำออกจำหน่ายราคาถูกในตลาดเวียดนามที่มีประชากร 83 ล้านคน อาศัยช่องที่รถยนต์ยี่ห้อยุโรปและญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าตลาดอย่างโตโยต้ามอเตอร์ และ ฮอนด้ามอเตอร์ มีราคาสูงลิ่ว
       
       โตโยต้าได้นำรถยนต์โคโรลล่าอัลติสออกสู่ตลาดเวียดนามเมื่อต้นปีนี้ รุ่น 1.6 ลิตร ราคา 1 ล้านบาทขึ้นไป เทียบกับราคาในประเทศไทยของรุ่นเดียวกันที่อยู่ระหว่าง 7-8 แสนบาทเศษ ขณะที่ฮอนด้าก็ได้เริ่มประกอบรถซีวิครุ่นใหม่ ขนาด 1.8 ลิตร วางจำหน่ายในราคา 1.2 ล้านบาทขึ้นไป
       
       แต่ราคารถประเภทต่างๆ ของบริษัทจากมาเลเซียรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะอยู่ระหว่าง 4,800-19,000 ดอลลาร์ หรือ 192,000-760,000 บาทเท่านั้น ทั้งรถยนต์นั่ง รถบรรทุกเล็ก รถปิ๊กอัพ รถตู้ และร ถเอสยูวีขับเคลื่อน 4 ล้อ
       
       ตามรายงานของสื่อในเวียดนาม บริษัท JRD Motor Vehicle จากมาเลเซียถือหุ้นใหญ่ 70% ในบริษัทร่วมทุนฝูเอียนอิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต (Phu Yen Import-Export Co) ผู้ร่วมทุนในเวียดนามถือในสัดส่วนที่เหลือ บริษัทดังกล่าวจะประกอบรถยนต์นั่งขนาด 5-7 ที่นั่ง รวมทั้งรถบรรทุกเล็กกับรถปิ๊กอัพ เพื่อตลาดระดับกลาง-ล่าง
       
       ปัจจุบันในเวียดนามมีผู้ประกอบรถยนต์อยู่ประมาณ 10 ราย รวมทั้งฟอร์ดมอเตอร์ กับ เดมเลอร์-ไครสเลอร์จากสหรัฐฯ บริษัทรถยนต์จากจีน ญี่ป่นและ เกาหลี ทั้งนี้ยังไม่รวมบริษัทที่นำเข้าชิ้นส่วน (Knock-down) เพื่อประกอบในประเทศ ซึ่งบางแห่งใช้ชิ้นส่วนเก่า ประเภทนี้มีอยู่หลายสิบราย
       
       หนังสือพิมพ์ไซ่ง่อนไทมส์ได้อ้างคำให้สัมภาษณ์ของนายจิมมี หลิว ผู้ก่อตั้งบริษัท JRD Automobiles Group แห่งมาเลเซีย ที่ระบุว่าบริษัทได้ทุ่มการลงทุนประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ในเฟสแรกนี้ เพื่อผลิตรถให้ได้ 30,000 คันต่อปีโดยใช้เทคโนโลยีของมาเลเซีย และใช้เครื่องยนต์จากบริษัทผู้ผลิติทั้งในญี่ปุ่นและเกาหลี
       
       "รถพวกนี้จะมีราคาถูกกว่าของผู้ผลิตรายอื่นๆ เนื่องจากเราตั้งเป้าที่ตลาดประชาชนระดับกลางลงล่าง" นายหลิวกล่าว ทั้งย้ำว่าด้วยราคาที่ถูกกว่าอย่างมากนี้ ทำให้เชื่อว่ารถยนต์ของบริษัทจะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยง่าย
       
       ปัจจุบันบริษัทได้จัดตั้งดีลเลอร์เอาไว้ในปลายทางใหญ่ต่างๆ พร้อมแล้ว ทั้งในนครโฮจิมินห์ นครด่าหนัง นครเกิ่นเธอ (Can Tho) เมืองกวีเญิน (Quy Nhon) จ.กว๋างนิง (Quang Ninh) และกรุงฮานอย
       
       บริษัทมีแผนที่จะขยายดีลเลอร์ออกไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศให้ได้ประมาณ 50 ราย ในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะหลังจากที่ได้นำรถที่ประกอบจากมาเลเซียออกแสดงในงานมอเตอร์โชว์ทั้งในกรุงฮานอยและในนครโฮจิมินห์ รถยนต์จากมาเลเซียได้รับการสั่งจองแล้วประมาณ 800 คัน นายหลิวกล่าว
       
       ฝูเอียนอิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต จะเริ่มลงทุนเฟสที่ 2 ในต้นปี 2550 มูลค่าอีก 50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการขยายโรงงาน เพื่อเพิ่มการผลิตเป็นปีละ 50,000 คันภายในปี 2551 นอกจากนั้นยังจะจัดตั้งสายการประกอบเครื่องยนต์ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เช่นเดียวกับโรงงานของ JRD ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย จีนและ ในประเทศไทย
       
       บริษัทร่วมทุนแห่งล่าสุดนี้นับเป็นรายที่ 13 ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบรถยนต์ในเวียดนาม นอกจากจะทำตลาดในประเทศแล้ว ยังจะส่งรถยนต์ที่ประกอบออกจำหน่ายในตลาดอาเซียน ตะวันออกกลาง รวมทั้งตลาดในแอฟริกาด้วย ในสัดส่วน 30% ต่อ 70% นายหลิวกล่าว
       
       ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั้งหลายต่างตั้งราคาจำหน่ายไว้สูงลิ่ว โดยอ้างว่ารัฐบาลเวียดนามที่ได้กำหนดให้รถยนต์เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ได้จัดเก็บภาษีซ้ำซ้อน นอกจากภาษีสรรพสามิตแล้วก็ยังเก็บภาษีผู้บริโภคพิเศษในอัตราสูง และ ผู้บริโภคยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีกทอดหนึ่ง
       
       อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่แล้วทางการเวียดนามได้พิจารณาลดอัตราภาษีผู้บริโภคพิเศษลง แต่ราคารถยนต์ในตลาดก็ไม่ได้ลดลงตาม ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์อย่างสิ้นเชิง เวียดนามได้อนุญาตให้นำเข้ารถยนต์เก่าเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ แต่ก็มีกฎระเบียบที่เข้มงวด และ อัตราภาษีที่ตั้งไว้สูงอยู่เช่นเดิม ทำให้รถยนต์เก่านำเข้ามีราคาต่ำกว่ารถยนต์ใหม่ประกอบในประเทศเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
       
       อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เมื่อรถยนต์ราคาถูกของกลุ่มทุนมาเลเซียลงสู่ตลาด จะทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นอย่างจริงจัง นอกจากนั้นยังจะสามารถเจาะตลาดประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราภาษีของเขตการค้าเสรีอาเซียนที่เวียดนามร่วมเป็นภาคีอยู่ด้วย เริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2550 นี้
       
       นายหลิวกล่าวว่าบริษัทของเขากำลังขออนุญาตต่อกระทรวงแผนการและการลงทุน เวียดนาม เพื่อเปลี่ยนให้ฝูเอียนอิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต เป็นบริษัทที่ JRD เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว 100%.

 

'เมนูจิ้งหรีด' ..ไอเดียจากไทยไปรวยในเวียดนาม
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2549 23:35 น.
เลแท็งตุ่ง ทำมาหลายอย่างแต่ในที่สุดก็ได้แรงบันดาลใจจากประเทศไทย ทำให้เขาจับเมนูจิ้งหรีดขึ้นเหลา ตอนนี้นายตุ่งมีรายได้จากการขายจิ้งหรีดเดือนละกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
       สำหรับคนเวียดนามนับล้านๆ จิ้งหรีดเป็นเมนูสุดโปรด ทั้งยังเป็นกับแกล้มชั้นเยี่ยมอีกต่างหาก ชาวเวียดนามรู้จักอาหารจานนี้เป็นอย่างดีตั้งแต่ครั้งสงครามที่ทุกคนอดอยากปากแห้ง ขวนขวายหาของกินที่สามารถประทังชีวิตได้ไปวันๆ
       
       ในวันนี้ แม้ว่าจะไม่มีใครอดอยากอีกแล้ว ชาวเวียดนามจำนวนมากก็ยังคงชอบจิ้งหรีดทอดกรอบ แถมยัง ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นอาหารในเหลา สร้างเศรษฐีใหม่ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง
       
       แมลงชนิดนี้ได้ทำให้เด็กหนุ่มที่หาเช้ากินค่ำคนหนึ่งในนครโฮจิมินห์กลายเป็นเศรษฐีย่อมๆ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากการกินจิ้งหรีดในประเทศไทยนี่เอง
       
       หนุ่มหัวใสที่ชื่อ เลแท็งตุง (Le Thanh Tung) พลิกอาหารพื้นบ้านเมนูนี้ขึ้นภัตตาคาร เป็นเมนูชูโรงในร้านอาหารของเขา วัตถุดิบนั้นหาได้ไม่ยาก เพราะในเวียดนามและประเทศเพื่อนบ้าน ต่างก็เลี้ยงจิ้งหรีดขายกันอย่างแพร่หลาย
       
       นายตุ่งกล่าวว่าเมนูจิ้งหรีดทอดกรอบนี้เป็นที่พิเศษจริงๆ ทั้งกลิ่นและรสชาติที่อร่อยยากจะหาอะไรเปรียบได้
       
       ภัตตาคารของนายตุ่งอยู่ห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 25 กิโลเมตร ที่นั่นแวดล้อมด้วยสวน มีเมนูพิเศษให้เลือกมากมาย ตั้งแต่จิ้งหรีดทอดกรอบ สลัดจิ้งหรีด ขนมปังหน้าจิ้งหรีด ก๋วยเตี๋ยวจิ้งหรีด และจิ้งหรีดพริกไทยดำ
       
       เมนูพิเศษที่ร้านของนายตุ่งเป็นที่เลื่องลือ ลูกค้าเดินทางไปจากทั่วสารทิศเพื่อลิ้มลองรสชาติอันโอชะ ชาวเวียดนามรู้จักเมนูจิ้งหรีดนี้เป็นอย่างดี เพราะมีการโฆษณาทางโทรทัศน์และนิตยสาร
       
       นายเหวียนจ่องแอ็ง (Nguyen Chinh Anh) ลูกค้ารายหนึ่งลงทุนนั่งมอเตอร์ไซค์เป็นระยะทาง 340 ก.ม.จากจังหวัดบ้านเกิดติดชายแดนกัมพูชาไปยังร้านของนายตุ่ง แต่เพื่อขอซื้อจิ้งหรีดพันธุ์ดีบรรจุใส่กล่องจำนวน 2 ใบ นำกลับไปเลี้ยง เพื่อเป็นเมนูในร้านอาหารของเขาเอง
       
       "นี่คืออุปสงค์ เพราะว่าประชาชนทั่วไปต่างก็อยากรับประทานอะไรที่ดีขึ้น" นายแอ็งกล่าว
       
       ขั้นตอนการปรุงไม่มีอะไรยาก ใช้เวลาทอดในน้ำมันร้อนๆ 5-10 นาที ก็พร้อมที่จะเสิร์ฟได้แล้ว
       
       ร้านของนายตุ่งจัดอาหารชุดจิ้งหรีดให้แก่ลูกค้าในหลายขนาดและหลายสำรับการปรุง ไม่ว่าจะเป็นทอดกรอบง่ายๆ จิ้มกับน้ำปลาดี สลัดจิ้งหรีดที่รับประทานกับผักต่างๆ จิ้งหรีดในน้ำแกง รวมทั้งบะหมี่จิ้งหรีดด้วย ใครๆ ที่เขาร้านยออกมาต่างก็ชมเปาะถึงความอร่อยอันเหลือหลาย
       
       จิ้งหรีดพันธุ์เวียดนามที่โตแล้วจะมีลำตัวยาวประมาณ 2.5 ซ.ม. ปล่อยเอาไว้ให้โตเต็มที่ก็อาจจะยาวถึง 4 เซนติเมตร
       
       "สุดยอด! " นายเหวียนจ่องแท็ง (Nguyen Trong Thanh) อาชีพขับรถกล่าวหลังลองจิ้งหรีดทอดกรอบจิ้มน้ำปลา เขาบอกว่านี่เป็นหนแรก ไม่คิดมาก่อนเลยว่ามันจะวิเศษขาดนั้น
       
       ขณะที่ลูกค้ากำลังรับประทานอยู่ในร้าน ก็จะมีเสียงจิ้งหรีดร้องคลอบรรยากาศไปด้วย นายตุ่งกล่าวว่าหลังจากไปเที่ยวเก็บและเลี้ยงมา 6 ปี ตอนนี้เขารู้บุคลิกและอารมณ์ของแมลงเศรษฐกิจชนิดนี้ทะลุโปร่งแล้ว
       
       "ในยามโกรธพวกมันจะร้องเสียงสูง แต่ตอนที่เกี้ยวตัวเมียมันจะร้องเพราะราวกับสีไวโอลิน" นายตุ่งกล่าว

การปรุงไม่สลับซับซ้อน พี่สาวของเขาทำหน้าที่แม่ครัว นำลงทอดในน้ำมันร้อนๆ 5-10 นาทีก็จะได้จิ้งหรีดทอดกรอบเมนูโปรดของชาวเวียดนาม
       นายตุ่งก็เช่นเดียวกับชาวเวียดนามเรือนล้านที่ร่วมยุคสมัยเดียวกัน พวกเขายังจดจำวัยเด็กที่ชอบ “กีฬา” กัดจิ้งหรีดอันสนุกสนาน
       
       แมลงชนิดนี้ยังปรากฏตัวในหนังสือวรรณคดีชื่อ "การผจญภัยของจิ้งหรีด" ที่เด็กๆ ชื่นชอบ ชีวิตของจิ้งหรีดในหนังสือที่เขียนโดยโต๋ฮว่าย (To Hoai) นี้ ต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นหนังการ์ตูนอีกด้วย
       
       อย่างไรก็ตามนายตุ่งกล่าวว่าแรงบันดาลใจที่ให้หันไปทำธุรกิจนี้ จริงๆ แล้วเป็นภาพยนตร์สารคดีที่เขาเห็นในโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการรับประทานจิ้งหรีดในประเทศไทย นอกจากนั้นก็มีรายงานวิจัยในยุโรปชิ้นหนึ่งที่ระบุว่า รับประทานจิ้งหรีดยังช่วยลดคอเลสเตอรอลอีกด้วย
       
       ก่อนหน้านี้นายตุ่งทำงานหาเลี้ยงชีพแบบปากกัดตีนถีบ เลี้ยงกระต่ายขายก็แล้ว ปลูกผักขายก็เคย เขายังเคยพยายามไปรับจ้างแบกหามตามไซต์ก่อสร้าง เช่นเดียวกันกับชายหนุ่มในเวียดนามทั่วไปที่ร่วมรุ่นกับเขา ในยามที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่เขาเห็นว่ามันเป็นงานที่หนักเกินไปและค่าแรงก็น้อยนิด
       
       ในประเทศเวียดนามที่มีพลเมือง 83 ล้านคน รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรต่อปีเพียง 640 ดอลลาร์ ธุรกิจจิ้งหรีดได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของนายตุ่งอย่างสิ้นเชิง เขามีรายได้ประมาณ 5,625 ดอลลาร์ (90 ล้านด่ง) ต่อเดือน จ้างคนงาน 12 คน และ มีรายจ่ายอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง
       
       เศรษฐีใหม่รายนี้กล่าวว่า ลูกค้าของเขาจ่ายระหว่าง 250,000 ด่ง (15 ดอลลาร์) ถึง 450,000 ด่ง (28 ดอลลาร์) สำหรับจิ้งหรีด 1 กิโลกรัม ขณะที่ไก่ 1 ก.ก. มีราคาเพียง 70,000 ด่ง หรือประมาณ 4 ดอลลาร์เท่านั้น และในแต่ละเดือนเขาขายจิ้งหรีดได้ราว 300 ก.ก.
       
       "มันมีตลาดคนกลุ่มนี้อยู่ในตลาด พร้อมดีมานด์ที่มีศักยภาพสูงมาก” นายตุ่งกล่าว
       
       ริมถนนสายหนี่งในนครโฮจิมินห์ มีร้านอาหารที่ชื่อ "จิ้งหรีด" ที่นั่นเป็นตึกสีเขียวอ่อน 3 ชั้น จำหน่ายจิ้งหรีดต้มน้ำปลา เป็นที่คุ้นเคยของบรรดานักดื่มเบียร์ กับพวกคอเหล้าขาว
       
       นายเหวียนฮ่งเมือง (Nguyen Hong Muong) เจ้าของร้านกล่าวว่า ลูกค้าที่ร้านโดยส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่น "แต่นักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น เกาหลี กระทั่งจากรัสเซียก็มาที่นี่ เพื่อรับประทานจิ้งหรีด".
       
       (เรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทเขียนเรื่อง Vietnamese serve crickets crispy, peppered โดย Grant McCool สำนักข่าวรอยเตอร์ กับ รายงานเพิ่มเติมโดย Nguyen Nhat Lam กับ Nguyen Van Vinh)

 

จบแล้ว 60 คน ‘ฮาร์วาร์ด’ เพิ่มทุน นศ.เวียดนาม
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 กันยายน 2549 14:30 น.

 

อดีตนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายฟานวันข่าย (Phan Van Khai) ไปเยือนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นครบอสตัน รัฐแมสซาจูเส็ต ในเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นที่มาของความร่วมมือ
              
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่มีชื่อเสียงแห่งสหรัฐฯ ได้เพิ่มทุนการศึกษาและขยายโอกาสทางการศึกษาแก่นักศึกษาและเจ้าหน้าที่จากเวียดนาม ขณะที่มหาวิทยาลัยอันเก่าแก่แห่งนี้กำลังช่วยเหลือเวียดนามศึกษาและวางแผนจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาที่มีมาตรฐานสูงในระดับนานาชาติ
       
       การขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุคคลากรจากเวียดนามได้รับการประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างการเยือนเพื่อทำงานในเวียดนามของ ศ.จอห์น แอนโธนี เควลช์ (John Anthony Quelch) ผู้ช่วยคณบดีคณะธุรกิจแห่งฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) ซึ่ง ศ.เควลช์ ได้เข้าเยี่ยมคำนับเพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายเหวียนเติ๋นยวุ๋ง (Nguyen Tan Dung) ด้วย
       
       ศาสตราจารย์ผู้นี้กล่าวว่า จนถึงปัจจุบันมีนักศึกษาจากเวียดนาม สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตามโครงการคงวามร่วมมือแล้วรวม 60 คน ทั้งหมดได้กลับมาปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถในแขนงงานต่างๆ ของประเทศ
       
       นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้บรรยายสรุปสถานการณ์การพัฒนาประเทศภายหลัง 20 ปีการประกาศใช้นโยบายเปลี่ยนแปลงใหม่ หรือ "โดยเหม่ย" ตลอดจนนโยบายหลัก 4 ประการในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาด การบริหารรัฐกิจที่มีประสิทธิภาพ การรวมตัวเข้ากับประชาคมระหว่างประเทศ และ การพัฒนาธรรมาภิบาลในภาครัฐ ภายใต้หลักการประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม
       
       นายกฯ เวียดนามแสดงความหวังว่า คณะวิชาธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะสร้างเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อขายโอกาสการศึกษาและการฝึกรมแก่นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ของรัฐจากเวียดนามให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
       
       ศ.เควลช์กล่าวว่า มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มีนโยบายที่จะสนับสนุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาและเจ้าหน้าที่จากเวียดนามอยู่แล้ว โดยผ่านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับกระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรมเวียดนาม
       
       ในปัจจุบันศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ของฮาร์วาร์ดกำลังทำการศึกษาด้านต่างๆ ในแผนการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนานาชาติที่มีมาตรฐานการเรียนการสอนระดับระหว่างประเทศขึ้นในเวียดนาม ตามคำร้องขอของรัฐบาลประเทศนี้
       
       ระหว่างการเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายฟานวันข่ายได้ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และ ได้ร้องขอให้ฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลกแห่งนี้ช่วยเหลือในการพัฒนาสถาบันการศึกษาที่มีมาตรฐานสูงขึ้นในเวียดนาม.

 

 

 

 
15 ปีรถในเวียดนามจะใช้หันไปใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 กันยายน 2549 13:21 น.
ปลาเผาะ (Basa) พันธุ์เวียดนาม ตาแป๋วๆ นี้ให้ไขมันเยอะ 1 กก.ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพได้กว่า 1 ลิตร
              
เวียดนามที่ร่ำรวยด้วยน้ำมันดิบและก๊าซได้ประกาศแผนการ 15 ปีให้รถยนต์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ทั้งประเภทเบนซินและดีเซล เพื่อรับประกันความมั่นคงด้านพลังงาน
       
       กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะเป็นแม่งานในการรณรงค์สร้างการรับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อสาธารณชน จัดเตรียมโครงสร้างต่างๆ ตลอดจนจัดหาเทคโนโลยีรองรับการผลิต ตั้งแต่นี้ไปจนถึงปี 2553
       
       ภายใต้แผนการนี้กระทรวงฯ จะเริ่มผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพปีละ 20 ล้านลิตร และผลิตสารเอธานอล อีก 30 ล้านลิตร เพื่อการทดลอง หาคุณค่าและความเที่ยงตรงด้านคุณภาพของเชื้อเพลิง ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวซินหัว
       
       ในปี 2561 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะเริ่มก่อสร้างสถานที่และจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นต่างๆ ในการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวภาพ จะมีการใช้เทคโนโลยีพันธุกรรมและเทคโนโลยีอื่นๆ เข้าในการปลูกพืชที่ให้น้ำมัน เช่นมันสำปะหลัง อ้อย มันเทศ ถั่ว สับปะรด
       
       ภายในปี 2563 กระทรวงจะนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเข้าใช้ในการผลิตสารเอธานอลให้ได้ปีละ 5,000 ล้านลิตร และเชื้อเพลิงไบโอดีเซลอีกปีละ 500 ล้านลิตร
       
       ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งกล่าวว่า ในช่วงปี 2545-2563 นี้ทั่วเวียดนามจะมีรถยนต์ชนิดต่างๆ เพิ่มจำนวนปีละ 13-17% ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวเวียดนามเน็ต
       
       เมื่อต้นปีนี้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงได้เริ่มการผลิตไปโอดีเซลจากไขมันปลา ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงอย่างมากมายเพื่อแปรรูปส่งออก
       
       บริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่งได้เริ่มผลิต วิจัยและทดลองคุณภาพของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว
       
       ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เตี่ยนฝอง (Tien Phong) กำลังจะมีการก่อสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากไขมันปลาเป็นแห่งแรกขึ้นในนครโฮจิมินห์ในปี 2550 นี้ โดยจะสามารถผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพได้ปีละ 10,000 ตัน ทั้งนี้ไขมันจากปลา 1 กิโลกรัม จะผลิตเป็นเชื้อเพลิงได้ 1.13 ลิตร.

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++          5/09/06

"สื่อ-ปชช.เวียดนาม"ร่วมสร้างปราการจับนักการเมืองขี้โกงเข้าคุก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 สิงหาคม 2549 12:36 น.

              การเมืองภาคประชาชนเวียดนาม ก้าวหน้ากว่าประเทศไทย ร่วมตรวจสอบผู้บริหารที่คอรัปชั่นประเทศพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม สร้างป้อมปราการการฉ้อโกงประเทศ โดยอาศัยสื่อมวลชนและแนวร่วมมาตุภูมิแห่งชาติ

 
              การเดินทางไปร่วมงานสานสัมพันธ์ 30 ปี ความสัมพันธ์ไทยเวียดนามโดยมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลาและคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทยประมาณ 50 คน นำโดยนายพีรพล ตริยะเกษม นายแพทย์ประยงค์ เต็มชวาลา นายสุวัฒน์ ทองธนากุล นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ และ คณะสื่อมวลชนจากประประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้ นายเหวียนฝูบิ่ง( Nguyen Phu Binh) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวต้อนรับและชื่อชมคณะสื่อมวลชนและกรรมการมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลาว่า ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างไทยเวียดนาม 30 ปีถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นตลอดโดยมีจุดเริ่มต้นที่ต้องใช้ความกล้าหาญและมิตรภาพของประชาชนเป็นผู้สร้างสรรค์ความสัมพันธ์การเจริญก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจ
       
       ทุกวันนี้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ถือเป็นภารกิจสำคัญของประชาชนและพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการทุจริตโกงกินจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงคมนาคม มีการตรวจสอบจากสื่อมวลชน ทำให้รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคมขณะนี้ต้องอยู่ในเรือนจำ และรัฐสภาประชาชนก็ปลดรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมออกจากตำแหน่ง
       
       "ความสำเร็จในความพยายามแก้ปัญหาในเรื่องนี้เกิดจากสื่อมวลชนทำหน้าที่ตรวจสอบ และ มีแนวร่วมมาตุภูมิแห่งชาติร่วมทำหน้าที่ ซึ่งมีประชาชนในทุกระดับเข้าร่วมในการทำงานตรวจตรา ตรวจสอบ ประเด็นการคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องที่ร้อนแรงในประเทศเวียดนาม ซึ่งการทำงานอย่างมีส่วนร่วมเป็นเนื้อเดียวกับประชาชนเวียดนาม จึงสามารถฟันฝ่าในเรื่องนี้ไปได้”นายเหวียนฝูบิ่ง กล่าวท้ายสุด

สรุป...ชาวเวียดนามมีความสุขที่สุดในเอเชีย?
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 กรกฎาคม 2549 21:04 น.
              
ชาวเวียดนามจัดเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ครบรอบ 30 ปีการปลดปล่อยนครไซ่ง่อน เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ชีวิตในปัจจุบันมีความสุขแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับในช่วงสงครามที่กินเวลาถึง 20 ปี

เอเอฟพี - จากการจัดอันดับประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก เวียดนามได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 12 จาก 178 ประเทศทั่วโลก นับว่าเป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในเอเชีย โดยผลการศึกษาดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์ออกมาในวันพุธ (12 ก.ค.) ที่ผ่านมา วัดจากระดับความรู้สึกและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของประชากรในประเทศ
       
       ดัชนีชี้วัดดังกล่าว เป็นการคำนวนรวมกันระหว่างความพึงพอใจในชีวิต จำนวนอายุโดยเฉลี่ย และปริมาณที่ดินที่มีเพื่อรองรับจำนวนประชากร รวมถึงการบริโภค
       
       ส่วนประเทศที่อยู่อันดับที่ 1 ของดัชนีความสุขนี้ คือ ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ครองแชมป์เป็นประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในการจัดอันดับความสุขของโลก ซึ่งจัดทำขึ้นโดยมูลนิธินิวอีโคโนมิกส์ ของอังกฤษโดยประเทศโคลัมเบีย คอสตาริกา โดมินิกัน และปานามา จัดอยู่ใน 5 อันดับแรก
       
       ส่วนประเทศในเอเชียที่มีความสุขน้อยที่สุด คือ ประเทศสิงคโปร์ โดยรั้งอันดับที่ 131 ส่วนประเทศฟิลิปปินส์ อยู่ในอันดับที่ 17 , อินโดนีเซีย อันดับที่ 23 , จีน อันดับที่ 31, ไทย อันดับที่ 32 และประเทศมาเลเซีย อันดับที่ 44
       
       ส่วนใหญ่ประเทศที่เป็นหมู่เกาะจะจัดอยู่ในอันดับของประเทศที่มีความสุขระดับสูง โดยที่ประเทศวานูอาตู ที่มีประชากรอยู่ราว 200,000 คน จัดอันดับอยู่เหนือประเทศหมู่เกาะอื่นๆทั้งหมด

เด็กนักเรียนถ่ายรูปหมู่ที่ด้านหน้าของรถถังสหรัฐฯ ที่ถูกฝ่ายเวียดกงยึดได้ เมื่อครั้งไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์นครโฮจิมินห์ ทุกคนมีความสุขโดยที่ไม่เคยรู้รสชาติของสงคราม
              "ประชาชนในประเทศต่างรู้สึกมีความสุข เพราะพวกเขามีความพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ เราไม่ใช่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค แต่ชีวิตที่นี่ อยู่กันอย่างครอบครัว ชุมชน และแสดงความมีไมตรีจิตต่อกัน เป็นที่ที่คุณไม่ต้องมีความกังวลมากนัก แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เรากังวลคือ ไซโคลน กับแผ่นดินไหว" นายมาร์ค โลว์น (Marke Lowen) จากวานูอาตูออนไลน์ กล่าว
       
       ประเทศซิมบับเว เป็นประเทศท้ายตารางที่อันดับ 178 ต่ำกว่าประเทศซวาซิแลนด์ บุรุนดี สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และ ยูเครน
       
       ส่วนผู้นำของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมอันทรงพลังทั้ง 8 ประเทศ ซึ่งมีกำหนดการเข้าร่วมประชุมที่เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์กในสัปดาห์นี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาดูจะไม่ค่อยยิ้มกันเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยพอใจกับดัชนีชี้ความสุขนี้ ที่ผลปรากฎอันดับออกมาให้ประเทศอิตาลี อยู่ในอันดับที่ 66 , เยอรมนี อันดับที่ 81 , ญี่ปุ่น อันดับที่ 95 , สหราชอาณาจักร อันดับที่ 108 , แคนาดาอันดับที่ 111, ฝรั่งเศส อันดับที่ 129 , สหรัฐฯ อันดับที่ 150 และรัสเซีย นอันดับที่ 17
       
       นายแอนดรูว์ ซิมส์ (Andrew Simms) ผู้อำนวยการด้านนโยบายของมูลนิธิ กล่าวว่า ดัชนีดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของประเทศต่างๆที่ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ในการมอบสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีต่อประชากรของตน ในขณะเดียวกันก็เคารพต่อแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ที่ทุกชีวิตในชาตินั้นต้องอาศัย"
       
       นิค มาร์คส์ หัวหน้าศูนย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "เป็นที่ชัดเจนว่าไม่มีประเทศไหนในรายชื่อของดัชนีชี้วัดความสุขบนโลก จะมีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง และยังแสดงให้เห็นว่าทำอย่างไร เราถึงจะมีอายุยืนยาวและมีความสุข ในขณะที่อาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม"

 
เวียดนามจมเรือ 40,000 ลำ สร้างแนวปะการัง
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2549 17:26 น.


       
เวียดนามเน็ต - หลังจากที่ทางการเวียดนามได้เตรียมที่จะลดจำนวนเรือประมงชายฝั่งที่มีอยู่ ให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ภายในปี 2553 เพื่อป้องกันการทำลายแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่อยู่ตามแนวชายฝั่งของเวียดนามแล้ว เรือประมงที่จะถูกลดจำนวนลงดังกล่าว จะถูกจมลงสู่ใต้ทะเลเพื่อสร้างแนวปะการังและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำขึ้นด้วย
       
       โครงการลดจำนวนเรือประมงจาก 90,000 ลำ ในปัจจุบัน ให้เหลือเพียง 50,000 ลำ ภายในปี 2553 นี้ เรือประมงที่ถูกลดจำนวนนั้น จะถูกจมลงในทะเลเพื่อสร้างแนวปะการังขึ้นใต้น้ำ โดยดร.เหวียน จู เฮย (Nguyen Chu Hai) หัวหน้าสถาบันโครงการสัตว์น้ำและเศรษฐกิจ ภายใต้การดูแลของกระทรวงประมงเวียดนาม ได้บรรยายถึงจุดประสงค์ ในการจมเรือประมงเพื่อสร้างแนวปะการังใต้ท้องทะเลว่า การจมเรือเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้กับท้องทะเลเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและแนวปะการัง รวมไปถึงประชาชนจะได้รับประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลมากขึ้น
       
       ในเวียดนาม แนวปะการังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำกว่า 2,000 ชนิด จนถึงปัจจุบัน เวียดนามได้รับประโยชน์จากแนวปะการังเหล่านี้ ในขณะที่แผนระยะยาวเพื่อรักษาปะการังยังไม่ได้ร่างขึ้นมา
       
       มากกว่า 80% ของแหล่งปะการังทั้งหมดที่มีอยู่ต่างตกอยู่ในภาวะอันตราย และอีก 40% มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกทำลายหรือสูญพันธุ์ ซึ่งอาจจะทำให้เวียดนามนั้นกลายเป็นทะเลที่ปราศจากปะการังในที่สุด ทำให้การปลูกปะการังควรที่จะเริ่มต้นขึ้นทันที เพราะการปลูกปะการังนั้นต้องใช้เวลากว่าหลาย 10 ปี
       
       เรือกว่า 40,000 ลำที่ถูกงดใช้งาน จะถูกจมลงในทะเลเพื่อสร้างปะการังขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นเรือประมงที่ถูกใช้งานมานานและเก่ามากแล้ว แต่เรือประมงกว่า 40,000 ลำนี้ จะไม่ถูกจมในเวลาเดียวกันทั้งหมด จะจมเพียงปีละ 1,000 ลำ เท่านั้น และแน่นอนว่า เครื่องยนต์เรือจะถูกแยกออกไป และรัฐบาลอาจจะเป็นผู้รับซื้อเพื่อที่ชาวประมงเจ้าของเรือจะได้มีเงินทุนในการทำอาชีพต่อ
       
       สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสร้างปะการังนั้น น่าจะเป็นน่านน้ำในบริเวณภาคกลางของประเทศเป็นต้นไป ตั้งแต่ทะเล จ.บิ่งทวน ไปจนถึง ทะเล ในอ.ห่าเตียน จ.เกียนยาง ติดกับประเทศกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆก็มีการสร้างปะการังโดยการจมเรือเช่นกัน เช่นในประเทศมาเลเซีย มักจะจมเรือลากอวนเพื่อสร้างปะการังขึ้น ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะฟื้นฟูแนวหินปะการังโดยผสมปะการังหลายๆแบบเข้าด้วยกัน ส่วนในทะเลแดง จะใช้วิธีจมยางรถยนต์เก่า ซึ่งก็จะได้แนวปะการังขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

จีนเปิดเส้นทางรถไฟไปทิเบตแล้ว

1 กรกฎาคม 2549 12:28 น.
โกลมุด - ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ของจีนเปิดเส้นทางรถไฟที่สูงที่สุดในโลกแล้วในวันนี้ โดยเชื่อมระหว่างทิเบตกับส่วนที่เหลือของประเทศ ระบุเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

โดยรถไฟขบวนแรกที่ใช้เส้นทางนี้ออกเดินทางพร้อมผู้โดยสาร 900 คน เมื่อเวลา 11.05 น.ตามเวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 10.05 น.ตามเวลาในไทย

ประธานาธิบดีหู กล่าวในระหว่างพิธีเปิดที่เมืองโกลมุด มณฑลชิงไห่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีนว่า เส้นทางรถไฟสายนี้ไม่ได้เพียงแค่สร้างประวัติศาสตร์ให้แก่วงการรถไฟของจีนเท่านั้น แต่นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

นอกจากนี้ นายหู ยังกล่าวว่าการก่อสร้างเส้นทางรถไฟชิงไห่-ทิเบต นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในความพยายามปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยของจีน การเปิดเส้นทางรถไฟ ซึ่งมีความยาวถึง 1,142 กม. และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,072 เมตร ไปยังเมืองลาซาของทิเบต ยังได้รับการถ่ายทอดสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์ของทางการจีนตลอดพิธี ซึ่งมีขึ้นในช่วงเดียวกับที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก่อตั้งครบรอบ 85 ปี

รายงานระบุว่า รถไฟขบวนแรกที่ใช้เส้นทางนี้ เป็นรถไฟขบวนพิเศษที่มีอุปกรณ์ปรับความดันบรรยากาศ เพื่อป้องกันผู้โดยสารล้มป่วย

*****************************************

วิสัยทัศน์เวียดนาม- สร้างมหา'ลัยระดับ 'ฮาวาร์ด'

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มิถุนายน 2549 16:55 น.

              

       
จอห์น ฮาร์วาร์ด (John Harvard) สถาปนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 1636 ในนครบอสตัน รัฐแมสซาจูเส็ต สหรัฐฯ และได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตลอด 370 ปีที่ผ่านมา เวียดนามได้ขอความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในการก่อสร้างมหาวิทยาลัยนานาชาติขึ้นในประเทศ

ผู้จัดการรายวัน- นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายฟานวันข่าย (Phan Van Khai) ได้เซ็นอนุญาตแผนการและแนวทางในการจัดตั้งงมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติขึ้นในเวียดนาม โดยขอความช่วยเหลือทั้งด้านการออกแบบ การสร้างหลักสูตรและการบริหารจัดการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) แห่งสหรัฐฯ

มุมที่เป็นจุดเด่นอีกจุดหนึ่งในฮาร์วาร์ด
              เวียดนามมีเป้าหมายที่จะให้มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนี้ เป็นสถาบันอันดับ 1 ของประเทศในการจัดการเรียนการสอน การทำวิจัย และ สามารถแข่งขันกับมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติของภูมิภาคนี้และของโลกได้
       
       สถาบันการศึกษาชั้นสูงแห่งใหม่นี้จะเป็นแบบอย่างของมหาวิทยาลัยที่กำลังจะเกิดขึ้นมาใหม่ทั้งมวล และเป็นส่วนหนึ่งในโครงการปฏิรูประบบการศึกษาในเวียดนาม ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า
       
       นอกจากนั้นแผนการก็ยังเป็นไปตามความริเริ่มของนายกรัฐมนตรีฟานวันข่าย ที่ได้ขอให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดช่วยเหลือเวียดนามในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนานาติ เมื่อครั้งไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในสหรัฐฯ แห่งนี้
       
       ตามรายงานของสำนักข่าวเวียดนามเน็ต มหาวิทยาลัยแห่งใหม่จะมีการประยุกต์ใช้ความคิดและใช้วิธีทันสมัยในการจัดสอนและการทำวิจัย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นไปแบบแข่งขันเพื่อพัฒนา โดยมีเป้าหมายรับใช้สังคม ไม่เน้นการสร้างผลกำไร มหาวิทยาลัยจะได้รับอนุญาตให้บริหารเอง และรับผิดชอบสูงในการจัดหาบุคคลการ และการสร้างหลักสูตร
       
       มหาวิทยาลัยจะมีขนาดใหญ่พอสมควร เน้นพัฒนาด้านที่สังคมต้องการอย่างมาก และช่วยสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยตรง จะมีการเชื่อมต่อกับแหล่งวิทยาการอื่นๆ ในและต่างประเทศ เพื่อใช้กำลังรวมทั้งด้านวัตถุ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารระดับสูงของสถานศึกษาอื่นๆ ศูนย์วิจัย และห้องทดลองสำคัญ และ สำนักงานต่างๆ ของรัฐบาล

บรรยากาศการเรียนการสอนของนักศึกษาระดับปริญญาโทในมหาฮาร์วาร์ด นายกรัฐมนตรีเวียดนามกำลังต้องการทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเลิศจากที่นี่
              ตามแผนที่นายกรัฐมนตรีเซ็นอนุมัติไปในวันอังคาร (20 มิ.ย.) นี้ รัฐบาลยืนยันจะเป็นผู้ลงทุนหลัก โดยเฉพาะ 10 ปีแรก มหาวิทยาลัยจะทดลองบริหารการเงินด้วยตัวเอง รวมทั้งตัดสินใจเองเกี่ยวกับวิธีสร้าง โดยจะเลือกสร้างใหม่ หรือ จะใช้สถานที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว
       
       นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินกาต่อไป ซึ่งควรจะเป็นภายในปลายปี 2550 เป็นอย่างช้า เพื่อปฏิบัติร่วมกับคณะกรรมการการปฏิรูประบบการศึกษา ช่วยในการควบคุมการก่อสร้างมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติของประเทศ ทั้งนี้เป็นรายงานของสำนักข่าวเวียดนามเน็ต

อีกมุมหนึ่งภายในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ดูสวยงามและร่มรื่นในฤดูใบไม้ผลิ แต่ไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใดที่นั่นก็ยังเต็มไปด้วยผู้คงแก่เรียน กับนักศึกษาชั้นนำจากทั่วโลก
              ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางเมื่อปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้ขอให้ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ช่วยออกแบบ ช่วยคิดเกี่ยวกับโครงสร้าง รูปร่างและหลักสูตร ของมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติในเวียดนาม ซึ่งผู้บริหารของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น ได้เสนอความคิดเห็นเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง เพื่อให้ฝ่ายเวียดนามใช้เป็นแนวคิด.

 

ลงทุนเวียดนาม 5 เดือนพุ่งทั้งโครงการ-เม็ดเงิน

โดย ผู้จัดการออนไลน์

9 มิถุนายน 2549 20:04 น.

 

    
เวียดนามสามารถดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่เข้าประเทศได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศมูลค่ากว่า 605 ล้านดอลลาร์ จากบริษัทอินเทล หรือไมโครซอฟท์

ผู้จัดการรายวัน- ใน 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปี 2549 เวียดนามสามารถดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้าลงทุนในประเทศได้มากถึง 200 โครงการ และคิดเป็นมูลค่าได้มากกว่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2548 ซึ่งมีจำนวนโครงการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 12% และมีมูลค่ามากกว่าเดิม 32%
       
       ตามรายงานของกระทรวงวางแผนและการลงทุนนั้น โครงการลงทุนใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง ซึ่งครอบคลุมราว 70% ของโครงการลงทุนทั้งหมด และ เป็นมูลค่ากว่า 60% ของเงินลงทุนทั้งหมด
       
       ส่วนโครงการลงทุนในภาคบริการ มีจำนวน 23% คิดเป็นมูลค่า 35% ของการลงทุนทั้งหมด ที่เหลือเป็นโครงการเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ และประมง ทั้งนี้เป็นรายงานของสถานีวิทยุเวียดนาม

เอ็นทีทีโดโคโม ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมจากญี่ปุ่น เตรียมนำเงินเข้าลงทุนเป็นจำนวนมหาศาล
              นอกจากนั้น เวียดนามยังสามารถดึงดูดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศมูลค่ากว่า 605 ล้านดอลลาร์ จากบริษัทอินเทล โครงการก่อสร้างพื้นที่เมืองใหม่ฝั่งตะวันตกของทะเลสาบโห่เตย ( Ho Tay) กรุงฮานอย มูลค่า 314 ล้านดอลลาร์ และโครงการลงทุนภาคการท่องเที่ยว จากบริษัท Winvest Investment จากสหรัฐฯ ใน จ.บ่าเหรียะ-หวุงเต่า มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์
       
       จำนวนของนักลงทุนที่เข้าลงทุนโครงการต่างๆ ในเวียดนามนั้น ฮ่องกงนำโด่งด้วยจำนวนนักลงทุนมากที่สุด นำหน้านักลงทุนจำนวน 21 ราย คิดเป็น 32% ของเงินลงทุนจดทะเบียนทั้งหมด ตามด้วยนักลงทุนจากเกาหลีใต้ 22% สหรัฐฯ 17% และ ญี่ปุ่น 14%
       
       “นักลงทุนชาวต่างชาติต่างยอมรับว่า ความพยายามของเวียดนามในการพัฒนาปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการลงทุน เป็นปัจจัยที่ดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment- FDI) ในปี 2549 นี้” วิทยุของทางการกล่าว
       
       การสำรวจที่ทำขึ้นโดยองค์การการค้าสัมพันธ์แห่งญี่ปุ่น (Japanese External Trade Organisation - JETRO) ได้พบว่า 39% ของบริษัทต่างๆ พิจารณาให้เวียดนามเป็นปลายทางการลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นต่างกล่าวว่า เวียดนามเป็นปลายทางการลงทุนที่ดีที่สุด โดยช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังมองหาหนทางกระจายการลงทุนแห่งใหม่

AES Corp จากสหรัฐ ก็กำลังดำเนินการสำรวจสร้างโรงไฟฟ้า ใน จ.กว๋างนิง เช่นกัน
              ทูตญี่ปุ่นประจำประเทศเวียดนาม นายโนริโอะ ฮัตโตริ (Norio Hattori) กล่าวว่าสภาพแวดล้อมทางการลงทุนของเวียดนาม นั้นสามารถแข่งขันได้ ช่วยดึงดูดความสนใจของนักลงทุนชาวญี่ปุ่นได้อีกมาก ถึงอย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามเองก็ควรที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ปรับปรุงพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ทัน หรือเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
       
       บริษัทซัมซุง จากประเทศเกาหลีใต้ เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรายแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนทำธุรกิจในเวียดนาม ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทซัมซุงวีนา (Samsung Vina) นายซางยูลอืม (Sang Youl Eom) กล่าวว่า ด้วยอัตราการเติบโต 8% ต่อปี ทำให้เวียดนามกลายเป็นพื้นที่สำคัญเหมาะกับการทำธุรกิจ
       
       เมื่อเวียดนามเข้าร่วมองค์การค้าโลก (WTO) และเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) แล้ว ถ้าหากยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจได้อยู่ต่อไป บริษัทต่างชาติจะเดินหน้าหาโอกาสการลงทุนธุรกิจในเวียดนามต่อไปและเพิ่มมากขึ้น
       
       ในขณะที่เวียดนามได้ทำการลงนามในสัญญาการค้ากับสหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายบริษัทได้เฝ้ารอโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศเวียดนามแห่งนี้อยู่เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น บริษัทเอ็นทีทีโดโคโม (NTT DoCoMo) ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมจากญี่ปุ่น
       
       ผู้บริหารของโดโคโมเดินทางเข้าเวียดนามเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา และได้ประกาศความตั้งใจที่จะนำเงินข้างทุนเป็นจำนวนมหาศาล ในภาคโทรคมนาคมด้วยการร่วมทุนกับบริษัทในท้องถิ่น วิทยุเวียดนามกล่าว
       
       ส่วนบริษัทผู้นำด้านพลังงานของโลก จากสหรัฐ บริษัท AES Corp กำลังดำเนินการสำรวจการก่อสร้างโรงไฟฟ้ามูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ใน จ.กว๋างนิง ซึ่งจะกลายเป็นการลงทุนมูลค่ามากที่สุดในภาคพลังงานจากต่างชาติ และบริษัท Gannon Group จากสหรัฐ เช่นเดียวกัน ได้วางแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้ามูลค่า 700 ล้านดอลลาร์ ใน จ.ด่งนาย ภาคใต้ของประเทศด้วย.

*************************************************************************************

  







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาผู้นำธุรกิจและชุมชน
The Foundation for Business and Community Leadership Development
โดย
นายอารีย์ ภู่สมบูญ
ประธานกรรมการมูลนิธิฯ