เล่าขานสะพานขอมด้วยภาพถ่าย ร.ศ.125 (พ.ศ.2449) ถึง พ.ศ.2569
สะพานขอม เป็นโบราณสถานจากยุคขอมเรืองอำนาจอยู่คู่กับเมืองสกลนครมานานร่วมพันปี ผ่านการบรูณะอย่างน้อย 2 ครั้ง เมื่อปี พ.ศ.2522 และ พ.ศ.2569 ..... เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบความเป็นมาของโบราณสถานแห่งนี้ในแง่มุมประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานภาพถ่ายย้อนหลังไปถึง ร.ศ.125 (พ.ศ.2449) เมื่อครั้งกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จมาตรวจราชการที่จังหวัดสกลนครเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2449 และได้ฉายพระรูปที่สะพานขอม ชมรมอารยธรรมสกลนครในฐานะอาสาสมัครภาคประชาชนจึงขอนำเรื่องราวมาร้อยเรียงตามลำดับ ดังนี้

ร.ศ.125 (พ.ศ.2449)
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้เสด็จมาตรวจราชการที่จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 15 มกราคม ร.ศ.125 สมัยนั้นประเทศสยามยังใช้ปฏิทินรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เทียบกับปฏิทินปัจจุบันคือ พ.ศ.2449 ...... พระองค์เสด็จจากจังหวัดอุดรไปยังจังหวัดหนองคายเพื่อโดยสารเรือกลไฟของรัฐบาลฝรั้งเศสไปตามแม่น้ำโขงเพื่อขึ้นฝั่งที่จังหวัดนครพนม และวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2449 ขี่ม้าต่อมายังจังหวัดสกลนคร ระหว่างทางได้แวะที่อำเภอกุสุมาลย์เพื่อถ่ายภาพบ้านเมืองและชนเผ่า เดินทางต่อไปยังบ้านท่าแร่ได้พบกับบาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั่งเศสและถ่ายภาพโบสถ์คาทอลิก จากนั้นลงเรือข้ามหนองหารมายังตัวเมืองสกลนคร
.jpeg)
เสด็จลงเรือกลไฟของรัฐบาลฝรั่งเศส ชื่อ ลาแกรนเดีย (La Grandiere) จากหนองคายตามแม่น้ำโขงไปยังนครพนม ระหว่างวันที่ 7 - 10 มกราคม พ.ศ.2449

ทรงขี่ม้าจากนครพนมมายังสกลนครผ่านอำเภอกุสุมาลย์

ทอดพระเนตรพิธี "โส้ทั่งบั้ง" ที่ อ.กุสุมาลย์ 14 มกราคม พ.ศ.2449 ในเส้นทางเสด็จนครพนม - สกลนคร

ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์โบสถ์คาทอลิกบ้านท่าแร่ 14 มกราคม พ.ศ.2449 ก่อนที่เสด็จทางเรือข้ามหนองหารไปยังตัวเมืองสกลนคร
.jpeg)
ประทับบนสะพานขอมช่วงเวลาเช้าวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2449 เวลา 08:24 น. สังเกตุเครื่องทรงสีขาว
.jpeg)
ประทับยืนบนสะพานขอมช่วงบ่าย เวลา 15:37 น. สังเกตเครื่องทรงสีเข้ม
.jpeg)
ประทับนั่งบนสะพานขอมพร้อมกับสุนัขทรงเลี้ยง เวลา 16:12 น.
.jpeg)
ภาพถ่ายกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (เครื่องทรงสีเข้ม) กับคณะข้าราชการของจังหวัดสกลนคร ณ พระธาตุเชิงชุม (เป็นช่วงบ่ายโดยสังเกตจากเงาดวงอาทิตย์ ภาพนี้ถ่ายทางด้านทิศใต้ขององค์พระธาตุ จะเห็นอุโบสถ์อยู่ทางทิศตะวันออกของพระธาตุ) อนึ่ง ภาพนี้น่าจะถ่ายก่อนเสด็จไปที่สะพานขอมอีกครั้งในช่วงบ่าย
วันเดียวกันนี้พระองค์ทรงบันทึกว่า ..... วันที่ 15 มกราคม ขี่ม้าไปบ้านนาเวง ระยะทาง 140 เส้น (5.6 กม.) ไปตามทางถนนขอมสร้างไว้แต่ดึกดำบรรพ์ มีสะพานหินเป็นสะพานศิลาแลง ฝีมือขอมทำดีน่าดูอยู่แห่ง 1 เป็นของสมัยเดียวกับเทวสถาน ที่ตำบลนาเวงมีเทวสถานเรียกว่า “อรดีมายานารายณ์เจงเวง” ตั้งอยู่บนเนินซึ่งมีซุ้มไม้ร่มรื่นดี
นี้คือหลักฐานทำไมกรมศิลปากรเรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่า "สะพานขอม"
พ.ศ.2476 - 2478
สะพานขอมปรากฏในหน้าประวัติศาตร์อีกครั้งปี พ.ศ.2476 กรมศิลปากรส่งช่างมาสำรวจโบราณสถานที่จังหวัดสกลนคร เดือนมกราคม พ.ศ.2476 มีหลักฐานรอยขีดที่ขอบประตูปราสาทภูเพ็ก ระบุว่า "มาราชการสนาม" 7 / 10 / 76 ขณะนั้นประเทศไทยใช้ปฏิทินพุทธศักราชโดยให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับ 1 เมษายน ดังนั้นเดือน 10 คือ มกราคม

ต่อมาวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 ได้ประกาศให้สะพานขอมเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75
.jpeg)
แผนผังสะพานขอมตามทะเบียนโบราณสถาน พ.ศ.2478 ตอนนั้นมีถนนทางด้านทิศเหนือเพียงข้างเดียว
พ.ศ.2481
รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเร่งรัดโครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมาย 22 ระหว่าง อุดร - ธาตุนาเวง - นครพนม ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของประเทศ จึงมอบให้นายช่างแขวงการทางชุมแพ ชื่อนายช่างโสภณ นิตตะโย เป็นผู้ควบคุมโครงการ และมีผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกัน ชื่อ Mr.Robert Larimore Pendleton เป็นที่ปรึกษา ถนนสายนี้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2481 โดยยึดตามเส้นทางเกวียนและถนนขอมโบราณ และแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2484
ต่อมา 10 ธันวาคม พ.ศ.2493 รัฐบาลตั้งชื่อถนนสายนี้ว่า "ถนนนิตโย" เพื่อเป็นเกียรติแก่นายช่างโสภณ นิตตะโย

ภาพถ่ายวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2481 กำลังถมดินขึ้นรูปถนน

ภาพรถยนต์จอดอยู่บนสะพานขอม เป็นฝีมือของที่ปรึกษาชาวอเมริกัน Mr.Robert Larimore Pendleton เมื่อ พ.ศ.2481 เนื่องจากถนนสายนี้เป็นทางเกวียนและถนนขอมโบราณขณะเริ่มก่อสร้างก็พอใช้งานได้สำหรับรถยต์ของกรมทางหลวง
.jpeg)
เนื่องจากสะพานขอมเป็นส่วนหนึ่งของถนนเข้าตัวเมืองสกลนครมีรถยนต์วิ่งผ่าน จึงต้องมีไม้ค้ำยันเพื่อให้เกิดความแข็งแรง
ภาพถ่ายข้าราชการระดับสูงกำลังตรวจงานก่อสร้างถนน
พ.ศ.2489
หลังสงครามโลกครั้งที่สองนักบินชาวอังกฤษทำการถ่ายภาพทางอากาศตัวเมืองสกลนคร มองเห็นหนองสนมมีขนาดใหญ่ และลำห้วยจากสะพานขอมไปลงหนองหาร


ในยุคขอมเรืองอำนาจสะพานขอมทำหน้าที่เป็นสะพานและฝายทดน้ำชลประทานโดยมีหนองสนมเป็นอ่างเก็บน้ำ ปัจจุบันระบบนี้หายไปหมดแล้วหนองสนมก็เหลือเพียง 1 ใน 5 ของภาพถ่ายปี พ.ศ.2489

พิจารณาตามหลักวิศวกรรมชลประทาน "สะพานขอม" ถูกสะเป็กฝายทดน้ำด้วยเหตุผลคือ "มีอ่างเก็บน้ำ" (ชื่อปัจจุบันหนองสนม) จึงต้องสร้างด้วยศิลาแลงเพื่อให้มั่นคงทนแรงดันและการกัดเซาะของกระแสน้ำ ขณะเดียวกันลำน้ำสายอื่นๆที่ไหลผ่านถนนไม่มีอ่างเก็บน้ำ (ภาษาการชลประทานเรียกว่า ไม่มีน้ำต้นทุน) จึงไม่ครบองค์ประกอบของหลักการชลประทาน เป็นเพียงสะพานเพื่อการสัญจรทำด้วยไม้และผุพังไปตามกาลเวลา
.jpeg)
ภาพจินตนาการแสดงระบบชลประทานที่มีสะพานขอมทำหน้าที่ฝายทดน้ำ

ภาพจินตนาการแสดงสะพานขอมทำหน้าที่เพื่อการสัญจรและฝายทดน้ำเพื่อการเกษตร
พ.ศ.2509 - 2516
ยังคงมองเห็นสะพานขอมชัดเจนและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน
.jpeg)
ภาพนี้เป็นนักเรียนฝึกหัดครูสกลนครช่วงก่อน พ.ศ.2512

ภาพนี้น่าจะถ่ายหลังจากปี พ.ศ.2512 ถึง 2516 ในภาพเป็นนักศึกษาวิทยาลัยครูสกลนคร

ยังคงมองเห็นเสาตอหม้อสะพานขอมชัดเจน
พิจารณาอายุของภาพจากเครื่องแบบนักเรียนฝึกหัดครู พ.ศ.2509 - 2512 กับ นักศึกษาวิทยาลัยครูสกลนคร พ.ศ.2513 - 2515
พ.ศ.2516 สะพานขอมหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
กรมทางหลวงขยายถนนด้านทิศใต้ของสะพานขอมและถมดินบดอัดตามหลักวิศวกรรมโยธาฝังสะพานขอมไว้ใต้ถนน ถ้าพูดกันตามหลักการสะพานขอมมีทะเบียนโบราณสถานและมีขอบเขตพื้นที่ชัดเจน ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมกรมทางหลวงจึงไม่ออกแบบแนวถนนให้เบี่ยงหลบไปทางทิศใต้ซึ่งตอนนั้นยังเป็นทุ่งนาสามารถจัดซื้อเวนคืนได้



พ.ศ.2522 สะพานขอมกลับคืนมาสู่หน้าประวัติศาสตร์อีกครั้ง
กรมศิลปากรต้องลงทุนขุดสะพานขอมขึ้นมาจากใต้ถนนด้วยความทุลักทุเลเพื่อทำการบูรณะใหม่ ศิลาแลงจำนวนมากถูกการบดอัดระหว่างก่อสร้างถนนกระจายไประเนระนาด ภาษาอีสานเรียกว่า "มุ่นอุยปุ้ย" และเราก็ได้สะพานขอมรูปร่างแบบที่เห็นให้ไทสกลได้ชื่นชมตั้งแต่ปี 2522 จนถึง 2567 รวมเวลา 45 ปีเต็มๆจนหลายท่านเคยชินกับสะพานขอมรูปร่างแบบนี้





เปรียบเทียบภาพสะพานขอมที่บูรณะปี 2522 กับภาพถ่ายปี 2449
พ.ศ.2567 - 2569
กรมศิลปากรขอรีเทนแมช "จัดไฟต์ล้างตา" ด้วยเทคโนโลยีและระเบียบกรมศิลปากร เริ่มต้นด้วยการขุดสำรวจฐานรากในช่วงปี พ.ศ.2567 และตามมาด้วยโครงการบูรณะที่ถูกหลักวิชาโบราณคดี
การขุดสำรวจฐานรากสะพานขอมปี พ.ศ. 2567

เปรียบเทียบภาพถ่ายระหว่างฐานรากที่ขุดสำรวจปี พ.ศ.2567 กับ ภาพถ่ายปี พ.ศ.2449 ยืนยันว่าเสาตอหม้อเป็นของเดิม
.jpeg)
ยืนยันว่าเสาตอหม้อเป็นของเดิม ลบล้างคำวิจารณ์ว่าสะพานขอมถูกย้ายสถานที่

การบูรณะในช่วงปี พ.ศ.2568 - 2569

.jpeg)

การบูรณะครั้งนี้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด จึงขอชมเชยฝีมือของคณะทำงานทุกท่าน

หลายท่านตั้งข้อสงสัยว่าทำไมสะพานขอมที่บูรณะครั้งล่าสุดจึงมีวัสดุใหม่ปะปนอยู่ .... ทำไมไม่ทาสีให้ดูเหมือนของเก่า ?
เรื่องนี้มีคำอธิบาย ..... กรมศิลปากรมีหลักการและระเบียบในการบูรณะโบราณสถานที่จะต้องทำให้เหมือนของเดิมมากที่สุด แต่ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งขาดหายไป หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ก็อนุโลมให้ใช้วัสดุทดแทนใกล้เคียง ..... แต่ต้องแสดงให้ชัดเจนว่า "นี่คือของใหม่" เพื่อไม่ให้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ ดังรายละเอียดในหลักเกณฑ์ของกรมศิลปากรและหลักเกณฑ์สากล



ตัวอย่างการบูรณะโบราณสถานต่างๆในประเทศไทย และประเทศเม็กซิโก



สรุป
ไทสกลได้สะพานขอมคืนมาแล้วอย่างสง่าผ่าเผย ดังนั้นจึงต้องช่วยกันดูแลรักษาและนำไปทำประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมให้มากที่สุด โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องควรจัดทำ "แผนแม่บทการดูแลและการใช้สะพานขอมระยะยาว" มีการตั้งงบประมาณที่เหมาะสม และแสวงความร่วมมือกับภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และองค์กรภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง