วันสถาปนากรุงศรีอยุธยา ....... มุมมองวิทยาศาสตร์
.jpeg)
.jpeg)
กระทั่งปัจจุบัน "วันสถาปนากรุงศรีอยุธยา" ก็ยังคงถกเถียงกันไม่จบสิ้นว่าเป็นวันไหนกันแน่? เอกสารทางวิชาการที่อยู่ในสื่อ internet เท่าที่พอค้นหาได้มี 3 กรณี จะนำมาวิเคราะห์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ เพื่อชั่งน้ำหนักว่าอันไหนมีเหตุผลควรเชื่อถือมากที่สุด
โดยส่วนตัวมีโอกาสลงพื้นที่เก็บข้อมูลอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ณ เมืองโบราณอยุธยา 3 ครั้ง (ไม่นับคราวที่ไปเที่ยวชมแบบเราๆท่านๆทั่วไป) โดยเน้นที่วัดไชยวัฒนาราม และวัดมหาธาตุ
ครั้งที่หนึ่ง 20 กันยายน 2557 เป็นวิทยากรบรรยายและสาธิตวิชาดาราศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับโบราณสถาน แก่มัคคุเทศก์อาชีพ 80 คน จัดโดยกรมการท่องเที่ยว
ครั้งที่สอง 19 มีนาคม 2558 เป็นวิทยากรบรรยายวิชาดาราศาสตร์เหมือนครั้งแรก พร้อมกับลงพื้นที่ฝึกปฏิบัติกับสถานที่จริง
ครั้งที่สาม 29 กรกฏาคม 2561 ไปที่นั่นโดยส่วนตัวกับครอบครัวเก็บข้อมูลค่อนข้างละเอียดที่วัดไชยวัฒนาราม และวัดมหาธาตุ
ครั้งที่สี่ 10 มีนาคม 2569 ไปที่วัดพุธไธศวรรย์ เพื่อตรวจสอบการวางตัวว่าตรงกับมุมกวาด 70 องศา จริงหรือไม่โดยใช้อุปกรณ์เข็มทิศแม่เหล็กและ application compass ใน Smartphone
ผลการลงพื้นที่ทั้งสี่ครั้งได้ข้อมูลการวางตัวของโบราณสถานชื่อดัง "วัดไชยวัฒนาราม" ทำมุมกวาด 70 องศา (azimuth 70) เหมือนกับโบราณอีก 2 แห่ง คือ วัดพุทไธศวรรย์ และวัดอรุณ ก็ล้วนทำมุมกวาด 70 องศา เช่นเดียวกัน และทั้งสามแห่งตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเหมือนกัน ...... โดยหลักตรรกวิทยาความเหมือนของวัดทั้งสามแห่งไม่น่าจะเป็นเหตุบังเอิญ นำมาสู่คำถาม "มีนัยสำคัญอะไร?" ยอมรับว่าตอนนั้นยังไขปริศนาไม่ออก

ยืนบรรยายกลางแดดเปรี้ยงๆ ณ ลานด้านทิศตะวันออกของวัดไชยวัฒนาราม
.jpeg)
บรรยายวิชาดาราศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับโบราณสถาน แก่มัคคุเทศก์อาชีพที่วัดไชยวัฒนาราม 2 ครั้ง 20 กันยายน 2557 และ 19 มีนาคม 2558

ทั้งสองครั้งจัดโดยกรมการท่องเที่ยวร่วมกับสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย


ได้ฝึกให้มัคคุเทศก์ใช้เข็มทิศ และ application compass smartphone จับองศาการวางตัวของวัดไชยวัฒนาราม พบว่าโบราณสถานแห่งนี้ทำมุมกวาด 70 องศา (azimuth 70)

ลงพื้นที่ครั้งที่สามเมื่อ 29 กรกฏาคม 2561 ใช้เข็มทิศจับทิศการวางตัวของวัดไชยวัฒนาราม เพื่อยืนยันตัวเลข 70 องศา
.jpeg)
การวางตัวของวัดไชยวัฒนารามตามพิกัดทางดาราศาสตร์

วัดไชยวัฒนารามกับวัดพุทไธศวรรย์วางตัวที่มุมกวาด 70 องศา เหมือนกัน และตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน

หลานสาวชื่อ "น้องเต๋า" (เป็นลูกสาวของพี่ชายอยู่ที่อยุธยาตั้งแต่เกิด) ลงพื้นที่วัดพุทไธศวรรย์เพื่อจับพิกัดทางดาราศาสตร์

น้องเต๋า ชื่อ Facebook: Tow Napapahn มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ดีทีเดียวเพราะเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยเทคนิคอยุธยา ทำการวัดองศาการวางตัวของวัดพุทไธสวรรค์ พบว่าเท่ากับมุมกวาด 70 องศา
.jpeg)
วันที่ 10 มีนาคม 2569 ลงพื้นที่ด้วยตนเองที่วัดพุทไธศวรรย์
.jpeg)
เข็มทิศแม่เหล็กแสดงการวางตัวของวัดพุทไธศวรรย์ ณ มุมกวาด 70 องศา (Azimuth 70)
.jpeg)
.jpeg)
Applicaion Compass ใน Smartphone ก็แสดงพิกัดการวางตัวทางดาราศาสตร์ของวัดพุทไธศวรรย์ที่มุมกวาด 70 องศา (Azimuth 70 E)
.jpeg)
การวางตัวตามหลักดาราศาสตร์ของวัดพุทไธศวรรย์ ที่มุมกวาด 70 E และ 250 W (Az 70 and Az 250)

Application Compass แสดงค่ามุมกวาดของวัดพุทไธศวรรย์ 70 E และ 250 W
.jpeg)

Google Earth ก็แสดงผลการวางตัวของวัดอรุณฯบนฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันตก ก็ทำมุมกวาด 70 องศา
มาถึงวันสำคัญทางพุทธศาสนา "วิสาขบูชาโลก" 22 พฤษภาคม 2567 ได้ขอความช่วยเหลือจากหลานสาว "น้องเต๋า" ชื่อ Facebook: Tow Napapahn ซึ่งเป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด ให้ถ่ายภาพ sunrise ที่วัดไชยวัฒนาราม เพราะจากการคำนวณพบว่าวันนี้ดวงอาทิตย์จะขึ้นที่มุมกวาด 70 องศา ตรงกับ center ของโบราณสถาน จึงต้องการพิสูจน์ยืนยันเชิงประจักษ์ว่าวัดแห่งนี้หันหน้าไปที่มุมกวาด 70 องศา
ภาพ graphic การขึ้นของดวงอาทิตย์ที่วัดไชยวัฒนารามในวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เป็นวัน "วิสาขบูชาโลก" อนึ่ง การเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์จะเอียงประมาณ 14 องศาจากแนวดิ่ง เพราะวัดแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เส้นรุ้ง 14 องศา จากการคำนวณด้วยโปรแกรมดาราศาสตร์ดวงอาทิตย์ ณ เวลา 06:47 น. จะโผล่ปรากฏกายครึ่งนึงที่ความสูง 30 เมตร ขององค์ปรางค์ประธาน

เปรียบเทียบภาพ Graphic กับภาพถ่ายจริง (ฝีมือของน้องเต๋า Tow Napapahn) เห็นชัดเจนว่าดวงอาทิตย์ปรากฏกายครึ่งดวง ณ ความสูง 30 เมตร ขององค์ปรางค์ประธาน แม้ว่าจะมีเมฆหนาและฝนปรอยๆ ...... ยืนยันว่าวัดไชยวัฒนารามหันหน้าตรงกับทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่มุมกวาด 70 องศา

การเคลื่อนตัวของดวงอาทิตย์เช้าตรู่วันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เป็นไปตามสูตร แม้ว่าวันนั้นท้องฟ้ามีเมฆมากและฝนตกปรอยๆ
ภาพถ่ายยืนยันเชิงประจักษ์ว่าดวงอาทิตย์วันที่ 22 พฤษภาคม ขึ้นตามสูตรที่มุมกวาด 70 องศา สอดคล้องกับข้อมูลเข็มทิศ จึงนำไปสู่การวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ เปรียบเทียบกับข้อมูลในเอกสารที่อ่านจาก internet ซึ่งกล่าวถึง "วันสถาปนากรุงศรีอยุธยา" ........ ลองมาพิจารณาที่ละ case ดังนี้
Case 1 ระบุ วันศุกร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ.1893 ขึ้น 6 ค่ำ เดือนห้า

.jpeg)
ข้อสังเกต กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าอู่ทอง ยังไม่มี พ.ศ. และ จ.ศ. แต่ใช้ปฏิทิน "มหาศักราช" ที่เอามาจากชาวขอม ดังนั้น เดือน 5 ของมหาศักราชน่าจะอยู่ในเดือนกรกฏาคม จึงไม่ใช่ ปฏิทินจันทรคติในปัจจุบันที่เริ่มนับเดือนอ้าย (พฤศจิกายน - ธันวาคม) เดือนยี่ (ธันวาคม - มกราคม) เดือน 3 (มกราคม - กุมภาพันธ์) เดือน 4 (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) เดือน 5 (มีนาคม - เมษายน) ..... อนึ่ง นักประวัติศาสตร์มีความเห็นเชิงทฤษฏีว่าพระเจ้าอู่ทองน่าจะมีเชื้อสายขอมหรือเกี่ยวพันกับขอมอย่างใดอย่างหนึ่ง นัยว่าพระองค์มาจากเมืองละโว้?
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้ความเห็นว่าพระเจ้าอู่ทองน่าจะเป็นเจ้าชายเมืองละโว้ มีเชื้อสายขอม
เอกสารระบุว่าวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา ตรงกับ วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือนห้า เวลารุ่งแล้ว 3 นาฬิกา 9 บาท

ปฏิทิน Gregorian ย้อนหลังไปที่ 4 มีนาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 เป็นวันจันทร์ (Monday) ไม่ใช่ "วันศุกร์" และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดาราศาสตร์ The Starry Night Pro Plus แสดงปรากฏการณ์ของดวงจันทร์ตรงกับ แรม 9 ค่ำ (Waning Moon of 24.22 days) ไม่ใช่ ขึ้น 6 ค่ำ
.jpeg)
โปรแกรมการคำนวณวันย้อนหลังแสดงผลว่า 4 มีนาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 ตรงกับ Monday ไม่ใช่ Friday
Case 2 ระบุ ขึ้น 6 ค่ำ เดือนห้า วันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ.1894 (ค.ศ.1351)

โปรแกรมดาราศาสตร์ The Starry Night Pro Plus แสดงผล วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1351 ตรงกับ ขึ้น 13 ค่ำ ไม่ใช่ ขึ้น 6 ค่ำ
.jpeg)
การนับเดือนในรัชสมัยของพระเจ้าอู่ทองใช้ปฏิทิน "มหาศักราช" ดังนั้น เดือนห้าจึงตรงกับ "กรกฏาคม" ..... แต่ถ้าเอาปฏิทินจันทรคติไทยในปัจจุบันไปใช้ เดือนห้าตกที่ "มีนาคม"
ปฏิทิน Gregorian ย้อนหลัง 12 มีนาคม ค.ศ.1351 ตรงกับวันศุกร์ (Friday)
Case 3 เอกสารดวงเมืองกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า มีดาว "โรหินี" ซึ่งเป็นดาวประจำเมืองของกรุงศรีอยุธยาขึ้นที่ขอบฟ้า วันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350


โฉมหน้าดวงเมืองกรุงศรีอยุธยา

โปรแกรมดาราศาสตร์แสดงภาพดาวประจำเมืองกรุงศรีอยุธยา "ดาวโรหิณี" (Aldebaran) โผล่ที่ขอบท้องฟ้าทิศตะวันออกในราศี "พฤษภ" (Taurus) วันที่ 11 กรกฏาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 เวลา 02:16 น.
เมื่อเทียบปฏิทิน Gregorian ย้อนหลังไปที่ 11 กรกฏาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 ตรงกับ "วันเสาร์" (Saturday)

อย่างไรก็ตามคนไทยโบราณถือว่า "ยังไม่ถึงรุ่งแจ้ง หรือ ดวงอาทิตย์ขึ้น" ให้ถือเป็น "วันเดิม" คือ "วันศุกร์" ดังนั้น แม้ว่า 11 กรกฏาคม พ.ศ.1983 หรือ ค.ศ.1350 ของปฏิทิน Gregorian จะระบุว่าเป็น "วันเสาร์" ก็ตามที ......... ฤกษ์ดาวประจำเมืองศรีอยุธยา "โรหิณี" (Aldebaran) ขึ้นที่ขอบฟ้าเวลา 02:16 น. ตามปฏิทิน Gregorian ก็ยังถือเป็น "วันศุกร์" เพราะยังไม่ถึงเกณฑ์เปลี่ยนวันใหม่

โปรแกรมดาราศาสตร์ แสดงผล วันเสาร์ ที่ 11 กรกฏาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 เวลา 19:13 น. ตรงกับ "ขึ้น 6 ค่ำ" (Age of moon Waxing crescent 6.22 days old)
เพื่อให้เห็นภาพของปฏิทินจันทรคติ จึงใช้โปรแกรมดาราศาสตร์ทำ simulation ระหว่างวันที่ 5 - 11 กรกฎาคม พ.ศ.1893 (ไล่ตั้งแต่ แรม 14 ค่ำ ข้ึน 1 ค่ำ ........ จนถึง ขึ้น 6 ค่ำ)
.jpeg)
.jpeg)
.jpeg)
.jpeg)
.jpeg)
.jpeg)

ในรัชสมัยของพระเจ้าอู่ทองใช้ปฏิทินมหาศักราช เหมือนกับอาณาจักรสุโขทัย
.jpeg)
ปฏิทิน "มหาศักราช" (Saka Calendar) ในรัชสมัยของพระเจ้าอู่ทอง ระบุว่า "เดือนห้า" คือเดือน "Shravana" เทียบกับปฏิทิน Gregorian คือระหว่าง 23 มิถุนายน - 23 กรกฎาคม ดังนั้น วันที่ 10 และ 11 กรกฎาคม จึงอยู่ในกรอบของ "เดือนห้า"

.jpeg)
ดวงอาทิตย์เช้าตรู่ 11 กรกฏาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 ขึ้น ณ มุมกวาด 70 องศา (azimuth 70)
.jpeg)
เปรียบเทียบข้อมูลดวงเมืองกรุงศรีอยุธยา ตาม Case 3 กับ ประวัติทางโบราณคดี จะเห็นชัดเจนว่ามีการวางดวงเมืองปี พ.ศ.1893 และก่อสร้างเสร็จใน พ.ศ.1896 ใช้เวลา 3 ปี
.jpeg)
.jpeg)
ภาพถ่ายดวงอาทิตย์ที่วัดไชยวัฒนาราม วันที่ 22 พฤษภาคม 2567 ตรงกับมุมกวาด 70 องศา และ เมื่อถึงวันที่ 21 กรกฏาคม 2567 ดวงอาทิตย์จะกลับมาที่เดิม ณ มุมกวาด 70 องศา
นี่คือเหตุผลที่วัดโบราณสมัยพระเจ้าอู่ทองคือ "วัดพุทไธศวรรย์" จึงวางตัวหันหน้าไปที่มุมกวาด 70 องศา และยังผลให้วัดไชยวัฒนาราม และวัดอรุณฯ ที่สร้างในยุคสมัยต่อมา "เลียนแบบ" ด้วยมุมกวาดและตำแหน่งที่ตั้งเหมือนกัน คือ มุมกวาด 70 องศา และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
ถาม ..... ทำไมโปรแกรมดาราศาสตร์ The Starry Night Pro Plus แสดงผลดวงอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่พิกัดมุมกวาด 70 องศา ในวันที่ 11 กรกฏาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 แต่พอมาถึงยุคปัจจุบันกลายเป็นวันที่ 21 กรกฏาคม
ตอบ ..... เพราะเมื่อปี ค.ศ.1582 ท่านสันตปาปา Pope Gregory XIII สั่งให้เปลี่ยนปฏิทินจูเลี่ยน (Julian Calendar) เมื่อวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม 1582 ให้เป็นวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 1582 โดยบวกเพิ่มเข้าไป 10 วัน ด้วยเหตุผลทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์เนื่องจากปฏิทินจูเลี่ยนใช้มานานนับพันปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 45 ปีก่อนคริสตกาล (1 January 45 B.C.) มีค่าความคลาดเคลื่อน 1 วัน ต่อ 128 ปี เมื่อสะสมมาเรื่อยๆจนถึง ค.ศ.1582 ค่าความคลาดเคลื่อนสะสมเป็น 10 วัน ทำให้ปรากฏการณ์ "วสันตวิษุวัต" คาดเคลื่อนจาก 21 มีนาคม ตามข้อตกลงของ The Council of Nicaea AD 325 ที่ Emperor Constantine เป็นประธาน ทำให้ท่าน Pope Gregory XIII ต้องทำการปรับปฏิทินใหม่และกลายเป็น Gregorian Calendar ที่เราๆท่านๆใช้อยู่ทุกวันนี้ ดังนั้น วันที่ 11 กรกฏาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 จึงกลายมาเป็น 21 กรกฏาคม ในปัจจุบันด้วยฉะนี้แล
การปรับเปลี่ยนปฏิทินจาก Julian Calendar มาเป็น Gregorian Calendar เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ.1582 โดย Pope Gregory XIII
.jpeg)
โปรแกรมดาราศาสตร์แสดงผล Simulation ดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่วันที่ 21 กรกฏาคม 2569 จะอยู่ที่พิกัดมุมกวาด 70 องศา ตรงกับประตูด้านทิศตะวันออกของวัดพุทไธศวรรย์

ภาพ simulation ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงกับหน้าปรางค์ประธานวัดไชยวัฒนาราม ที่มุมกวาด 70 องศา วันที่ 20 - 24 พฤษภาคม 19 - 23 กรกฎาคม ทุกปี
สรุป
ความเห็นส่วนตัว ให้น้ำหนักไปที่ Case 3 วันสถาปนากรุงศรีอยุธยา อยู่ระหว่างวันที่ 10 - 11 กรกฎาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 เนื่องจากมีนัยสำคัญ 4 ประการ
1. สอดคล้องกับดวงเมือง ขณะที่พราหมณ์กำลังทำพิธี มีดาวประจำเมือง "โรหิณี" (Aldebaran) ใน "ราศีพฤษภ" (taurus) ปรากฏที่ขอบฟ้า เวลา 02:16 น. วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 ...... แต่ในทางความเชื่อของไทยโบราณยังถือว่าปรากฏการณ์ของดาวประจำเมืองเป็นคืน "วันศุกร์" เพราะยังไม่ถึงเวลารุ่งแจ้ง ดังนั้น จึงถือว่าฤกษ์ทำพิธี คือ วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350
2. เดือนห้า เป็นเดือนในปฏิทินมหาศักราช (Saka Calendar) ที่ใช้ในรัชสมัยพระเจ้าอู่ทอง คือเดือน Sharavana 23 มิถุนายน - 22 กรกฎาคม ดังนั้น วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม จึงอยู่ในเดือนห้า
3. ขึ้น 6 ค่ำ ตรงกับ วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 เป็นวันรุ่งขึ้นของฤกษ์โรหิณี
4. ดวงอาทิตย์เช้าตรู่วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.1893 หรือ ค.ศ.1350 ตรงกับมุมกวาด 70 องศา (azimuth 70) สอดคล้องกับการวางตัวของ "วัดพุทไธศวรรย์" เป็นวัดแห่งแรกของกรุงศรีอยุธยาสร้างโดยพระเจ้าอู่ทอง และมีอิทธิพลต่อการสร้างวัดไชยวัฒนาราม และวัดอรุณฯ ซึ่งทั้งสามแห่งวางตัวในมุมกวาด 70 องศา และตั้งอยู่บนฝั่งทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา หลังจากการจับทิศทางของฤกษ์ ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี และเสร็จ ใน พ.ศ.1896
5.เช้าตรู่วันที่ 21 กรกฏาคม ทุกปี (ตามปฏิทินสากล หรือ Gregorian Calendarในปัจจุบัน) ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงกับประตูด้านตะวันออกของวัดพุทไธศวรรย์ ซึ่งทุกท่านสามารถพิสูจน์ด้วยตนเองแบบเชิงประจักษ์
.jpeg)
ดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่จะตรงกับหน้าประตูทิศตะวันออกของวัดพุทไธศวรรย์ ณ พิกัดมุมกวาด 70 องศา (Azimuth 70) ปีละ 2 ครั้ง คือ 21 พฤษภาคม และ 21 กรกฏาคม
ถาม ...... ทำไมวันสถาปนา 11 กรกฏาคม มีข้อขัดแย้งไม่ตรงกับวันที่ 3 เมษายน ที่ชาวอยุธยามีการเฉลิมฉลองทุกปี
ตอบ ...... อาจจะยึดโบราณสถานคนละแห่งเข้าตำราถือหลักฐานคนละเล่ม คือ วัดพุทไธศวรรย์ หันหน้าที่มุมกวาด 70 องศา ตรงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ 11 กรกฏาคม VS วัดมหาธาตุหันหน้าที่มุมกวาด 85 องศา ตรงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์วันที่ 3 เมษายน ในทางการท่องเที่ยวและประเพณีเฉลิมฉลอง ...... ไม่ว่ากันครับ
